ผ่าทางตัน ! เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพฯ ที่ทุกคนเข้าถึงได้

การพัฒนาและเข้าถึงพื้นที่สีเขียวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่กลุ่มประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติรวมถึงประเทศไทย รับเป็นพันธกิจในการทำให้สำเร็จภายในปี ค.ศ. 2030 โดยเกณฑ์มาตรฐานสากลตามองค์การอนามัยโลก กำหนดสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรไว้ที่ 10 ตร.ม.ต่อคน กลายเป็นเป้าหมายของกรุงเทพมหานคร ที่ตั้งเป้าจะทำให้ได้ภายในปี 2580 ตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานครระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ที่ผ่านมากรุงเทพฯ มีความพยายามในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวมาอย่างต่อเนื่อง ย้อนไป 30 ปีก่อน กรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่สีเขียวเพียง 4.8 ล้าน ตร.ม. จนเพิ่มขึ้นมา 9 เท่า เป็น 44.8 ล้าน ตร.ม. ในวันนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 69) จากนโยบายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่ละยุค เช่น

  • พิจิตต รัตตกุล: ปลูกต้นไม้ 400,000 ต้น สร้างสวนสาธารณะ
  • สมัคร สุนทรเวช: เปลี่ยนที่รกร้างเป็นที่พักผ่อน
  • อภิรักษ์ โกษะโยธิน: เปลี่ยนที่รกร้างเป็นสวนสาธารณะ
  • ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร: สร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 10 แห่ง
  • พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง: เพิ่มสวนขนาดเล็กที่ใช้ประโยชน์ได้
  • ชัชชาติ สิทธิพันธุ์: สวน 15 นาที ปลูกต้นไม้ล้านต้น

ทำให้สัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรไม่ถึง 1 ตร.ม. มาเป็น 8.27 ตร.ม.ต่อคน* ดูเหมือนจะเข้าใกล้มาตรฐานมากขึ้น แต่ตัวเลขนี้ถูกคำนวณด้วยจำนวนประชากรเฉพาะผู้ที่มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ เกือบ 5.5 ล้านคน หากนับประชากรแฝงในกรุงเทพฯ ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจพบว่ามีมากถึง 2.8 ล้านคน สัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรอาจลดลงเหลือราว 5.4 ตร.ม.ต่อคนเท่านั้น

50 เขตกรุงเทพฯ เขตไหนเขียวจริง ?

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557 – 2568) พื้นที่สีเขียวหลายเขตมีการเปลี่ยนแปลง เขตบางเขน นับว่ามีอัตราเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นมากที่สุด 4 เท่า จากปี 2557 ขนาด 5.7 แสน ตร.ม. เป็น 2.2 ล้าน ตร.ม.ในปี 2568 ซึ่งยังเพิ่มขึ้นจากปี 2567 กว่า 1 ล้าน ตร.ม. คาดว่าส่วนหนึ่งมาจากการทำสวนเกาะกลางถนนตลอดแนวถนนรามอินทราในปี 2568

เขตราษฎร์บูรณะ มีอัตราเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวลดลงที่สุด -10% จาก 3.4 แสน ตร.ม. ในปี 2557 เป็น 3 แสน ตร.ม.ในปี 2568 นอกจากนี้ยังมีอีก 4 เขต ที่มีอัตราเปลี่ยนแปลงลดลง คือ เขตมีนบุรี เขตบึงกุ่ม เขตดินแดง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

สำหรับสถานการณ์ปี 2568 เขตที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดคือ บางขุนเทียน 3.7 ล้าน ตร.ม. รองลงมา เขตคันนายาว 3.3 ล้าน ตร.ม. และ เขตประเวศ 3.1 ตร.ม. ทิ้งห่างกับเขตท้ายตารางที่มีพื้นที่สีเขียวเพียง 1 แสน ตร.ม.กว่า ๆ เท่านั้น คือ เขตสัมพันธวงศ์ 1.4 แสน ตร.ม. เขตวัฒนา 1.6 แสน ตร.ม. และเขตบางรัก 1.7 แสน ตร.ม.

เมื่อดูขนาดพื้นที่สีเขียว เทียบกับขนาดของพื้นที่เขต พบว่า แม้เขตบางขุนเทียนจะมีพื้นที่สีเขียวเยอะแต่เป็นเขตที่มีขนาดใหญ่มาก สัดส่วนพื้นที่สีเขียวจึงคิดเป็น 3% จากพื้นที่เขต ส่วนเขตที่ขนาดพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่เขตมากที่สุด คือเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ที่เป็นเขตเล็ก ๆ เนื้อที่ไม่ถึง 2 ล้าน ตร.ม. ทำให้มีสัดส่วนอยู่ที่ 13%

หากดูตามเกณฑ์สัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรในรายเขต แม้ภาพรวมของกรุงเทพฯ จะไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐาน แต่สำหรับระดับพื้นที่มี 14 เขตที่สัดส่วนต่อประชากรเกิน 10 ตร.ม.แล้ว สูงสุดคือ เขตคันนายาว อยู่ที่ 34.77 ตร.ม.ต่อคน รองลงมาคือ เขตปทุมวัน 24.39 ตร.ม.ต่อคน ส่วน เขตที่น้อยที่สุดคือ เขตดินแดง 1.99 ตร.ม.ต่อคน

กรุงเทพฯ เมือง (ยังไม่) เขียว แล้วเขียวจากอะไร ?

นิยามพื้นที่สีเขียวโดยทั่วไปของกรุงเทพมหานคร กำหนดรูปแบบสวนสาธารณะและสวนหย่อม 7 ประเภท ได้แก่

  1. สวนหย่อมขนาดเล็ก
    • สวนที่มีขนาดพื้นที่ไม่เกิน 2 ไร่ รัศมีให้บริการประชาชน 1 กิโลเมตร ระยะเดินถึงใช้เวลา 5 -10 นาที มักเป็นพื้นที่เข้าถึงสะดวก อาจอยู่ระหว่างอาคาร เป็นพื้นที่สำหรับเด็กเล่น ออกกำลังกาย และสังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทุกช่วงวัย มีแนวทางการพัฒนาพื้นที่ได้จากพื้นที่ขนาดเล็กที่เว้นว่างหรือถูกทิ้งร้าง เหมาะสำหรับย่านที่มีครอบครัวจำนวนมาก
  2. สวนหมู่บ้าน
    • สวนที่มีขนาดพื้นที่มากกว่า 2 ไร่ แต่ไม่เกิน 25 ไร่ รัศมีการให้บริการ 1 – 3 กิโลเมตร มีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มากนัก เหมาะสำหรับประชาชนผู้อยู่อาศัยในละแวกนั้น
  3. สวนชุมชน
    • สวนที่มีขนาดมากกว่า 25 ไร่ แต่ไม่เกิน 125 ไร่ รัศมีการให้บริการ 3 – 8 กิโลเมตร มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีพื้นที่สำหรับเล่นกีฬาและพักผ่อน เพลิดเพลินกับสิ่งสวยงาม เช่น ไม้ดอก ไม้ประดับ ฯลฯ
  4. สวนระดับย่าน
    • สวนที่มีขนาดมากกว่า 125 ไร่ แต่ไม่เกิน 500 ไร่ รัศมีการให้บริการมากกว่า 8 กิโลเมตรขึ้นไป มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น บริเวณปิกนิก ที่จอดรถ ลานอเนกประสงค์ บริเวณที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น สวนดอกไม้ขนาดใหญ่ สระ แล่นเรือ จักรยาน บึงตกปลา ลำธาร ฯลฯ
  5. สวนระดับเมือง
    • สวนที่มีพื้นที่มากกว่า 500 ไร่ขึ้นไป รัศมีการให้บริการแก่คนทั้งเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงมีลานกว้างสำหรับการจัดงานประเพณี มีกิจกรรมในสวนที่หลากหลายนอกเหนือจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสวนระดับย่าน
  6. สวนถนน
    • สวนริมทางสัญจร เช่น สวนไหล่ทางหรือทางจักรยาน สวนเกาะกลาง และสวนทางแยก
  7. สวนเฉพาะทาง
    • ลักษณะที่ไม่จำกัดขนาด ได้แก่ สวนอนุสาวรีย์ ลานเนกประสงค์ สวนประวัติศาสตร์ สวนวัฒนธรรม  เช่น สวนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สวนหย่อมลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ ฯลฯ

พื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ มีขนาดเนื้อที่จาก การทำสวนหมู่บ้าน มากที่สุด ปัจจุบันมี 11.7 ล้าน ตร.ม. แต่แนวโน้มการทำพื้นที่สีเขียวจะทำสวนขนาดเล็กมากกว่า ซึ่งใช้พื้นที่น้อยแต่ยังสามารถใช้ประโยชน์ทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการพักผ่อนหย่อนใจได้

ใครบ้างช่วยสร้างพื้นที่สีเขียว

พื้นที่สีเขียวยังคงเป็นโจทย์สำหรับเมืองหลวง ที่หาพื้นที่มาทำได้น้อยลงทุกที ความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญสำหรับเส้นทางมหานครสีเขียว

ปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีพื้นที่เขียว 8,941 แห่ง อยู่ในพื้นที่ของหน่วยงานของกรุงเทพมหานครเอง 3,870 แห่ง และรองลงมาคือพื้นที่ของภาคเอกชน ทั้งบริษัท ห้างสรรพสินค้า คอนโดฯ ประชาชน 3,078 แห่ง

หน่วยงานราชการอื่นมีส่วนเพิ่มพื้นที่สีเขียวหลายสิบแห่งในแต่ละปี แต่มีแนวโน้มลดลง เช่นเดียวกันกับสถานศึกษา ขณะที่ศาสนสถามีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่สีเขียวไม่มาก คือ 38 แห่ง ทั้งที่กรุงเทพฯ มีวัดอยู่ 457 แห่งด้วยกัน ส่วนพื้นที่สีเขียวในสถานพยาบาลมีเพียงแห่งเดียว อยู่ในเขตบางขุนเทียน

เมื่อสำรวจต่อในรายเขต พบว่า กรุงเทพมหานคร ทำพื้นที่สีเขียวในเขตบางขุนเทียนมากที่สุด 162 แห่ง และในเขตภาษีเจริญน้อยที่สุดคือ 10 แห่ง 

ภาคเอกชนในเขตบางรักร่วมทำพื้นที่สีเขียวมากสุดรวม 218 แห่ง หรือ 75% และน้อยที่สุดในเขตจตุจักรเพียง 5 แห่ง

และน่าสนใจว่าหน่วยงานราชการอื่น ทำพื้นที่สีเขียวในเขตพญาไทมากที่สุด 54 แห่ง ทั้งยังคิดเป็น 60% ของจำนวนพื้นที่สีเขียวในเขตพญาไทด้วย ขณะที่สวนหลวงไม่มีหน่วยราชการอื่นทำพื้นที่สีเขียวเลย

พื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ

หากถามว่าเป้าหมายสู่กรุงเทพฯ สีเขียวใกล้ถึงจุดหมายปลายทางหรือยัง ภาสุร์ นิมมล นักพัฒนาเมืองและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ จาก บริษัท Mor and Farmer และ เครือข่าย Map Map เผยกับ The Active ว่าการตั้งคำถามกับพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ อาจจะไม่ใช่แค่ดูจาก “ตารางเมตรต่อคน” แต่คือ “การเข้าถึงอย่างมีคุณภาพและการออกแบบเมือง”

ภาสุร์ ชี้ว่า  “พื้นที่สีเขียว” ในนิยามของ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO มักถูกอ้างอิงว่า เมืองควรมีพื้นที่สีเขียวขั้นต่ำประมาณ 10 ตารางเมตรต่อประชากร 1 คน และอาจมากถึง10-15 ตารางเมตรต่อคน แต่คำว่า “พื้นที่สีเขียว” นั้นไม่ได้หมายถึงเพียงสวนสาธารณะอย่างเดียว แต่รวมถึงพื้นที่สีเขียวทั้งหมดของเมืองด้วย

เวลาพูดถึงตัวเลขพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ ที่ปัจจุบันอยู่ราว 8 ตารางเมตรต่อคน ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้ตรงกับนิยามของ WHO เพราะในการเก็บข้อมูลของ กทม. อาจมีการนับรวมพื้นที่สีเขียวประเภทอื่น ๆ ที่ประชาชนเข้าไปใช้งานไม่ได้ เช่น พื้นที่ร่มไม้ หรือพื้นที่สีเขียวในเขตเอกชนบางประเภท

เขาเล่าว่า จากที่ทีมเคยร่วมกับ GISTDA ทดลองใช้ AI วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อเก็บข้อมูล “พื้นที่ร่มไม้” ของกรุงเทพฯ ก็พบว่า หากนับรวมพื้นที่ร่มไม้ทั้งหมด กรุงเทพฯ จะมีพื้นที่สีเขียวมากถึงประมาณ 45 ตารางเมตรต่อคน แต่ตัวเลขนี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เพราะไม่ได้แยกว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่เอกชน

พื้นที่สีเขียวแบบ “ใช้ได้จริง” อาจเหลือแค่ 3 ตารางเมตรต่อคน

ภาสุร์ เผยว่า ที่ผ่านมาเคยทำงานร่วมกับสำนักงานเขตของ กทม. เพื่อรีเซ็ตฐานข้อมูลพื้นที่สาธารณะสีเขียวใหม่ โดยนิยามว่า ต้องเป็นทั้งพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ คนทั่วไปต้องเข้าไปใช้งานได้จริง เมื่อคำนวณด้วยนิยามนี้ ตัวเลขพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ อาจเหลือเพียงประมาณ 3 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น

“หลายบทความมีการพูดถึงการอธิบายข้อมูลลักษณะนี้คล้าย ๆ กัน คือว่าตัวเลขจริง ๆ อาจยังน้อยน้อยมาก ถ้าเอาตามนิยามว่าพื้นที่สีเขียวที่สาธารณะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้” ภาสุร์ นิมมล 

แต่…เมืองไม่ได้วัดแค่จำนวนต้นไม้ แต่ต้องดู การเข้าถึง และ คุณภาพ ภาสุร์ มองว่า การพัฒนาเมืองสีเขียวในปัจจุบัน หลายประเทศไม่ได้ใช้เพียงตัวเลข “ตารางเมตรต่อคน” เป็นเป้าหมายหลักอีกต่อไป แต่ใช้ควบคู่กับหลายด้าน ทั้ง การเข้าถึง การกระจายตัว คุณภาพ และความเชื่อมโยงของพื้นที่ ซึ่งหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่หลายเมืองใช้ คือแนวคิดที่ประชาชนควรสามารถเดินถึงสวนหรือพื้นที่สาธารณะได้ภายใน 10-15 นาที

เขา มองว่า แม้กรุงเทพฯ จะยังมีพื้นที่สีเขียวต่อคนน้อย แต่บางพื้นที่ของเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ชั้นใน กลับมีศักยภาพด้านการเข้าถึงค่อนข้างดีและนี่อาจเป็นอีกตัวชี้วัดที่สำคัญไม่แพ้กัน

โอกาสเพิ่มพื้นที่สีเขียว กทม. ต้องไม่จำกัดแค่ “สวนขนาดใหญ่”

เมื่อถามว่ากรุงเทพฯ ยังมีโอกาสเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้อีกหรือไม่ ภาสุร์ แสดงความเห็นว่า หากยังมองเพียงการสร้างสวนขนาดใหญ่เมืองอาจใกล้อิ่มตัวแล้ว เพราะข้อจำกัดด้านที่ดินและมูลค่าที่ดินในเมืองสูงมาก แต่ถ้าปรับวิธีคิดใหม่ โอกาสยังมีอีกมาก เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่ริมคลอง ดาดฟ้าอาคาร พื้นที่ว่างใต้โครงสร้างเมือง หรือสวนขนาดเล็กแบบ pocket park ที่สามารถกระจายตัวอยู่ตามชุมชน รวมถึงการออกแบบพื้นที่สีเขียวให้เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย มากกว่าจะเป็นสวนเดี่ยว ๆ 

เมื่อหลายปีก่อน ทีมของเขาเคยทดลองนำข้อมูลสวนสาธารณะของ กทม. ตั้งแต่ปี 2552-2563 มาวิเคราะห์แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของพื้นที่สีเขียว และลอง Projection จำลองภาพไปในอนาคต ผลที่ได้คือ หากยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยอัตราเดิม และใช้ฐานพื้นที่จริงประมาณ 3 ตารางเมตรต่อคน กทม. อาจต้องใช้เวลาเกือบพันปีกว่าจะถึงเป้า 10 ตารางเมตรต่อคน

ภาสุร์ เสนอว่า กทม. ต้องเปิดให้ภาคเอกชนและภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ปัจจุบันกรุงเทพฯ ยังติดข้อจำกัด โดยเฉพาะมาตรการจูงใจภาคเอกชน เช่น แนวทางให้เอกชนยกที่ดินเพื่อทำสวนสาธารณะ ซึ่งมีเงื่อนไขว่า ต้องเปิดใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 7 ปี หลายปี แลกกับการลดหย่อนภาษีที่ดิน ทำให้หลายฝ่ายรู้สึกว่ายังไม่ยืดหยุ่นพอ เพราะเอกชนหลายแห่งอาจอยากให้ใช้ที่ดินระยะสั้นกว่านั้น แต่ระบบยังไม่เปิดให้มีโมเดลที่หลากหลาย และนอกจากเรื่องภาษี หรือสิทธิประโยชน์ ยังมีเรื่องระบบบริหารจัดการ งบฯ ดูแล และการเปิดให้ภาคประชาชนหรือภาคธุรกิจเข้ามาร่วมดูแลพื้นที่ได้ด้วย

ซานฟรานซิสโกโมเดล ดึง “ประชาชน-เอกชน” ร่วมดูแล

ภาสุร์ ยกตัวอย่างโมเดลจากเมืองต่างประเทศ เช่น ซานฟรานซิสโก ที่เปิดให้ภาคประชาชน เอกชน และระบบระดมทุน เข้ามาช่วยดูแลพื้นที่สีเขียวร่วมกับภาครัฐ แม้รัฐจะยังมีข้อจำกัด แต่ปัจจุบันภาคเอกชนจำนวนมากเริ่มพัฒนาพื้นที่สีเขียวในโครงการของตนเองแล้ว ทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดให้คนภายนอกเข้าใช้ได้ แต่ปัญหาคือ พื้นที่เหล่านี้ยังไม่เคยถูกเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง

ภาสุร์ ชี้ว่า หนึ่งในโจทย์สำคัญของ กทม. คือ การจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่สีเขียวใหม่ ที่สะท้อนสถานการณ์จริงมากที่สุด และเชื่อมข้อมูลกับภาคเอกชนด้วย และ “พื้นที่สีเขียว” ไม่ควรเป็นแค่ปลายทาง หรือ พื้นที่พักผ่อนออกกำลังกายเท่านั้น แต่ต้อง “เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” ด้วย 

เขา ยกตัวอย่าง Park Connector Network (PCN) ของสิงคโปร์ ที่เชื่อมสวน พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่เอกชนเข้าด้วยกัน จนคนสามารถเดินผ่านเมืองโดยใช้เส้นทางสีเขียวได้จริง รวมถึงการมีร่มไม้ตลอดเส้นทางเดิน ซึ่งสำคัญมากในเมืองร้อนอย่างกรุงเทพฯ เพราะ “บางทีคนไม่ได้ไม่ใช้สวนเพราะไม่มีสวน แต่ไม่ใช้เพราะมันร้อน”

กรุงเทพฯ จะเป็น “City in a Garden” ได้ไหม


เมื่อถูกถามแนวคิด “City in a Garden” แบบสิงคโปร์ พอจะเป็นไปได้ไหมสำหรับกรุงเทพฯ ภาสุร์ตอบว่า กรุงเทพฯ อาจไม่สามารถใช้โมเดลเดียวกันได้ เพราะบริบทต่างกันมาก แต่สิ่งที่สำคัญคือวิสัยทัศน์ระยะยาว สิงคโปร์ไม่ได้เปลี่ยนเมืองภายในไม่กี่ปี แต่เริ่มวางแผนมาตั้งแต่กว่า 50 – 60 ปีก่อน พร้อมปรับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ท้าทายของกรุงเทพฯ คือ ไม่สามารถทำได้ด้วยหน่วยงานเดียว เพราะการเปลี่ยนเมืองเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งผังเมือง คมนาคม สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด การเดินหน้าสู่เป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวสามารถทำได้หลายรูปแบบที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

กทม. เดินหน้าสร้างแรงจูงใจเอกชนร่วมสร้างพื้นที่สีเขียว

ด้าน พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ที่ผ่านมา กทม. พยายามดึงเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่สีเขียว แบบ POPS : Privately owned public space พื้นที่สาธารณะที่ครอบครองโดยเอกชน โดยจะเห็นว่าในโครงการใหม่ ๆ ใหญ่ ๆ ของเอกชนจะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาใช้งานได้ ทั้งเปิดพื้นที่ดาดฟ้า หรือพื้นที่ด้านหน้า ที่พยายามจะทำให้นโยบายนี้มีความเข้มข้นมากขึ้น

ส่วนข้อเสนอที่ดูจะยังไม่จูงใจภาคเอกชนอย่างเงื่อนไขการใช้พื้นที่ 7 ปี เพื่อแลกกับการมีงบประมาณไปสนับสนุนนั้น พรพรหม ระบุว่า เรื่องนี้คุยกันมาตั้งแต่ปีแรก เรื่องของความสมเหตุสมผล เพราะหากระยะเวลาสั้นกว่านี้ ก็จะไม่คุ้มค่ากับการใช้งบประมาณไปปรับปรุงพื้นที่ของเอกชน แต่ก็ต้องมองในเชิงยุทธศาสตร์พื้นที่ควบคู่กันไปด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นอีกก้าวต่อไปที่สำคัญของกรุงเทพมหานครกับการเดินหน้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อให้เข้าไปสู่เป้าหมายตามกรอบมาตรฐานของ WHO โดยดึงความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อทำให้พื้นที่สีเขียวของเมืองหลวงแห่งนี้เพิ่มขึ้นบนโจทย์ของการที่ประชาชนคนทั่วไปจะสามารถเข้าไปใช้งานได้จริง