วันที่ 31 มี.ค. 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลอนุทิน 2 เป็นที่เรียบร้อย หลังจากนี้จะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเดินหน้าบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่
แม้จะมีชื่อว่า ครม.ชุดใหม่ แต่ก็มีทั้งคนเดิมหน้าคุ้น ๆ จาก ครม.อนุทิน 1 ก่อนหน้า และบางส่วนเป็นคนหน้าใหม่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง โดยเฉพาะรัฐบาลชุดใหม่นี้ ที่นำกระทรวงต่าง ๆ โดยพรรคใหญ่เพียง 2 พรรคได้แก่ พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย
ในโอกาสที่ได้ ครม.ใหม่ นี้ The Active ชวนพูดคุยกับ รศ.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และย้อนดูข้อมูล 25 ปี บนเส้นทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่ ครม. สมัยนายกฯ ทักษิณ 1 เรื่อยมาถึงนายกฯ อนุทิน 2 ผ่าน ครม. กว่า 12 ชุด ว่าพรรคแกนนำที่ได้เป็นนายกฯ มักจะเลือกเข้าไปกำกับดูแลกระทรวงอะไรบ้าง และปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ดูกระทรวงไหนกันบ้าง
- หมายเหตุ : ข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อมูลการตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (รมว.) ครั้งแรกของแต่ละรัฐบาล โดยปกติแล้วจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งคณะรัฐมนตรีให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ในภายหลัง และไม่ได้นำเสนอ ครม. ชุดที่มาจากการรัฐประหารได้แก่ ครม. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

จาก ครม.ทักษิณ 1 ถึง ครม.อนุทิน 2
พรรคแกนนำคุมกระทรวงอะไรบ้าง
ครม.ทักษิณ 1 (พรรคไทยรักไทย)
พรรคไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตร ได้รับเสียงมากเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้ง 6 ม.ค. 2544 ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 โดยมีพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ พรรคไทยรักไทย, พรรคชาติไทย, พรรคความหวังใหม่, พรรคชาติพัฒนา และพรรคเสรีธรรม ซึ่ง 3 พรรคท้ายจะมีการยุบรวมพรรคร่วมกับพรรคไทยรักไทยในเวลาต่อมา
คณะรัฐมนตรีในตอนแรกมาจาก 3 พรรคการเมือง ดูแล 15 กระทรวง แบ่งเป็น พรรคไทยรักไทย (11 กระทรวง), พรรคชาติไทย (2 กระทรวง) และพรรคความหวังใหม่ (2 กระทรวง)
โดยในสัดส่วนของพรรคไทยรักไทย มีการให้โควตากับคนนอก คือ นพ.เกษม วัฒนชัย เป็น รมว.ศึกษาธิการ
- หมายเหตุ : ภายหลังได้มีการเปลี่ยนสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการแทน และจัดตั้งกระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ซึ่งภายหลังจะกลายเป็น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขึ้นเพิ่มเติมในวันที่ 3 ต.ค. 2545 ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งไม่ได้ถูกนับรวมในการตั้ง ครม. ครั้งแรกของรัฐบาลทักษิณ 1
ครม.ทักษิณ 2 (พรรคไทยรักไทย)
การเลือกตั้งครั้งถัดมาในวันที่ 6 ก.พ. 2548 พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย กลายเป็นรัฐบาลพรรคเดียวในสภาฯ ครั้งแรก ส่งผลให้เจ้ากระทรวงทั้งหมด 19 กระทรวงถูกดูแลโดยพรรคไทยรักไทย อย่างไรก็ตาม พรรคยังมีโควตาให้คนนอก คือ ทนง พิทยะ (อดีต รมว.คลัง ในสมัยนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) มาเป็น รมว.พาณิชย์
อย่างไรก็ตาม ครม.ชุดนี้ดำเนินการได้เพียงหนึ่งปี ก็ยุบสภาฯ ในวันที่ 24 ก.พ. 2549 และเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เม.ย. 2549 แต่สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ
มีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ต.ค. 2549 แต่ก็ถูกรัฐประหารก่อนในวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งนำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ และได้แต่งตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ ดำรงตำแหน่ง 1 ปีเศษ
ตามมาด้วยการยุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 111 คนเป็นเวลา 5 ปี
ครม.สมัคร (พรรคพลังประชาชน)
การเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2550 ได้รัฐบาลนำโดยพรรคพลังประชาชน (สืบทอดจากพรรคไทยรักไทย) มี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม แรกเริ่มของ ครม. ชุดนี้ ไม่มีโควตา รมว.คนนอก
มีการแบ่ง 19 กระทรวงให้ 6 พรรค นำโดยพรรคพลังประชาชน (12 กระทรวง) ตามด้วย พรรคชาติไทย (2 กระทรวง), พรรคเพื่อแผ่นดิน (2 กระทรวง), พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (1 กระทรวง), พรรคมัชฌิมาธิปไตย (1 กระทรวง) และพรรคประชาราช (1 กระทรวง)
ครม.ชุดนี้ดำเนินงานได้ไม่ถึงหนึ่งปี นายกฯ สมัคร ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถอดถอนจากตำแหน่งนายกฯ ในวันที่ 9 ก.ย. 2551
ครม.สมชาย (พรรคพลังประชาชน)
ภาวะตุลาการภิวัฒน์ เปิดทางให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคพลังประชาชน ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯ คนถัดไป และควบ รมว.กลาโหม ด้วยเช่นกัน โดยมีสัดส่วนการแบ่งกระทรวงแต่ละพรรคเหมือนตอนตั้ง ครม.สมัคร ชุดแรก
รัฐบาลชุดนี้ดำเนินการได้เพียงไม่ถึง 3 เดือน ในวันที่ 2 ธ.ค. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย และตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 5 ปี และนายกฯ สมชาย ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยปริยาย
ครม.อภิสิทธิ์ (พรรคประชาธิปัตย์)
การพ้นตำแหน่งนายกฯ จากพรรคพลังประชาชนถึง 2 ครั้งโดยศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ สส. จากหลายพรรคการเมืองย้ายมาสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน ที่นำโดยเนวิน ชิดชอบ หรือกลุ่ม สส.พรรคชาติไทยพัฒนา (ย้ายมาจากพรรคชาติไทย) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพลังประชาชน
โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีจึงแบ่งเป็น พรรคประชาธิปัตย์ (10 กระทรวง), กลุ่มเพื่อนเนวินและพรรคภูมิใจไทย (3 กระทรวง), พรรคชาติไทยพัฒนา (2 กระทรวง), พรรคเพื่อแผ่นดิน (2 กระทรวง), พรรครวมชาติพัฒนา (1 กระทรวง), พรรคกิจสังคม (1 กระทรวง)
ครม.ยิ่งลักษณ์ (พรรคเพื่อไทย)
การเลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554 พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นพรรคที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับที่ 1 ตั้งรัฐบาลเพื่อไทย คุม 15 กระทรวง โดยไม่ได้แบ่งโควตาให้คนนอก ซึ่ง ครม.ชุดนี้ ถือว่ามีสัดส่วนการครองกระทรวงที่สูง เป็นรองแค่สมัย ครม.ทักษิณ 2 ที่พรรคไทยรักไทยครองทุกกระทรวง
กระทรวงที่เหลือแบ่งให้ พรรคชาติไทยพัฒนา (2 กระทรวง), พรรคชาติพัฒนา (1 กระทรวง) และพรรคพลังชล (1 กระทรวง)
รัฐบาลชุดนี้ยุบสภาฯ ในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 และถูกรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำไปสู่รัฐบาลจากรัฐประหารเป็นเวลา 4 ปีกว่า ถึงจะมีการเลือกตั้งใหม่
ครม.ประยุทธ์ 2 (พรรคพลังประชารัฐ)
การเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นพรรคที่ได้จำนวน สส. นั่งในสภาฯ มากที่สุด แต่ก็ไม่สามารถผ่านด่าน สว. ซึ่งมาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ เป็นผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ในนามพรรคพลังประชารัฐ ได้เป็นนายกฯ ต่อในสมัยที่ 2 และควบ รมว.กลาโหม เช่นเดียวกับสมัยรัฐบาลสมัครและชาติชาย
แบ่งกระทรวงดูแลให้พรรคพลังประชารัฐ (11 กระทรวง) โดยในจำนวนนี้มีให้โควตาคนนอก 2 กระทรวงได้แก่ ดอน ปรมัตถ์วินัย (รมว.ต่างประเทศ) และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (รมว.มหาดไทย)
ที่เหลือแบ่งให้พรรคภูมิใจไทย (3 กระทรวง), พรรคประชาธิปัตย์ (3 กระทรวง), พรรคชาติไทยพัฒนา (1 กระทรวง) และพรรครวมพลังประชาชาติไทย (1 กระทรวง)
ครม.เศรษฐา (พรรคเพื่อไทย)
การเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 พรรคก้าวไกล ได้สัดส่วนที่นั่งมากที่สุด แต่ไม่ได้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากติดเงื่อนไข สว. จากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 จึงส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล และได้เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ คนถัดไป ควบตำแหน่ง รมว.คลัง สะท้อนให้เห็นความสำคัญในการรับมือปัญหาเศรษฐกิจ และยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี นับตั้งแต่สมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เมื่อช่วงปี 2522 ที่นายกฯ นั่งควบ รมว.คลัง
คณะรัฐมนตรีผสมชุดนี้มาจาก 6 พรรค ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (9 กระทรวง), พรรคภูมิใจไทย (4 กระทรวง), พรรคพลังประชารัฐ (2 กระทรวง), พรรครวมไทยสร้างชาติ (2 กระทรวง), พรรคประชาชาติ (1 กระทรวง) และพรรคชาติไทยพัฒนา (1 กระทรวง)
ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้เศรษฐา พ้นตำแหน่งนายกฯ ในวันที่ 14 ส.ค. 2567
ครม.แพทองธาร (พรรคเพื่อไทย)
สภาฯ โหวตเลือกนายกฯ อีกครั้ง โดยไร้เสียงของ สว.เฉพาะกาล ได้แพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ หญิงคนที่ 2 ของประเทศไทย
ในด้านการแบ่งกระทรวง ถือว่าสัดส่วนในตอนต้นไม่ได้ต่างจากสมัยรัฐบาลเศรษฐา โดยพรรคเพื่อไทยแบ่งโควตาคุม 9 กระทรวงเดิม
ในขณะที่ 10 กระทรวงอื่น ๆ ส่วนใหญ่ยังอยู่ใต้การคุมโดยพรรคเดิม (ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคประชาชาติ และพรรคชาติไทยพัฒนา) แต่มีการปรับเปลี่ยนเอาพรรคพลังประชารัฐออกจากพรรคร่วมรัฐบาล และต้อนรับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาลแทน
เป็นผลให้ 2 กระทรวงที่พรรคพลังประชารัฐ เป็น รมว. ในสมัยนายกฯ เศรษฐา ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ายไปเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม ตามลำดับ
เช่นเดียวกับกรณีนายกฯ เศรษฐา จากพรรคเพื่อไทย ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้แพทองธาร พ้นนายกฯ ในวันที่ 29 ส.ค. 2568
ครม.อนุทิน 1 (พรรคภูมิใจไทย)
ภายหลังนายกฯ แพทองธาร พ้นจากตำแหน่ง เกิดการแข่งกันตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย โดยพรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคอันดับ 1 ในขณะนั้น เทเสียงโหวตให้อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ นั่งควบ รมว.มหาดไทย โดยตั้งเงื่อนไขไม่ร่วมรัฐบาล และต้องยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน
โควตาการแบ่งกระทรวงเป็น พรรคภูมิใจไทย (10 กระทรวง), พรรคกล้าธรรม (4 กระทรวง), พรรครวมไทยสร้างชาติ (3 กระทรวง) และพรรคพลังประชารัฐ (2 กระทรวง)
ในรัฐบาลชุดนี้ถือว่าการให้โควตาคนนอกในสัดส่วนที่มาก โดยให้คุมถึง 5 กระทรวงด้วยกัน ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รมว.การคลัง), สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รมว.ต่างประเทศ), พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ (รมว.ยุติธรรม), ศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รมว.พาณิชย์) และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ (รมว.พลังงาน)
ครม.อนุทิน 2 (พรรคภูมิใจไทย)
ภายหลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 มีข้อครหาถึงการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส รวมถึงการที่อนุทินนั่งควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ก็เกิดคำถามตามมาว่า การดูแลกระทรวงมหาดไทย การโยกย้ายข้าราชการ ส่งผลต่อการแพ้ชนะการเลือกตั้งหรือไม่
รศ.ยุทธพร เสนอว่า ควรจะต้องมีกลไกต่าง ๆ เพื่อที่จะตรวจสอบการโยกย้ายเหล่านี้ มากกว่าเพียงแค่การไปร้องในกระบวนการทางศาลปกครอง ซึ่งมันก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองที่จะมีต่อระบบราชการ
อย่างไรก็ตาม กกต. ประกาศผล โดยพรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคอันดับ 1 ที่ได้จำนวน สส. มากที่สุด กลายเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คุม 14 กระทรวง โดยในจำนวนนี้ ให้สัดส่วนโควตาคนนอก 5 กระทรวง โดย 4 กระทรวงเป็นคนเดิมตั้งแต่สมัย ครม.อนุทิน 1 เช่น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รมว.คลัง), สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รมว.ต่างประเทศ), พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ (รมว.ยุติธรรม) และศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รมว.พาณิชย์)
โดยเพิ่ม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ (รมว.กลาโหม สมัยอนุทิน 2) เป็นโควตาคนนอกคนใหม่อีกคน และเอา อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ (รมว.พลังงาน สมัยอนุทิน 1) ออก
ส่วน 5 กระทรวงที่เหลือ แบ่งให้พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้ากระทรวง
เศรษฐกิจ – ความมั่นคง
กระทรวงที่พรรคแกนนำให้ความสำคัญมาทุกยุค
รศ.ยุทธพร ชี้ให้เห็นว่า กระทรวงที่ได้รับความสำคัญจากพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลทุกยุคสมัยมีด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่ กระทรวงด้านความมั่นคง ทั้งความมั่นคงภายใน (เช่น กระทรวงมหาดไทย) และความมั่นคงระหว่างประเทศ (เช่น กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม) และกระทรวงด้านเศรษฐกิจ เช่น (กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงท่องเที่ยว) ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญในการดูแลพี่น้องประชาชน
อย่างกระทรวงด้านความมั่นคง จะเห็นได้ว่ารัฐบาลปัจจุบันเกี่ยวข้องกับความมั่นคงในระดับระหว่างประเทศหลายภาคส่วน เช่น ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา หรือสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง
ในส่วนของกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ในอดีตช่วงก่อนปี 2540 อาจจะไม่ได้มีการพูดถึงทีมเศรษฐกิจกันมากนัก แต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา ก็ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงการมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ว่ามีความรู้ความสามารถ เป็นคนที่ตรงสายงาน เป็นที่ยอมรับ หรือมีประสบการณ์ในด้านนั้น ๆ หรือไม่ เวลามีการเลือกตั้งนับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ทีม ครม. ด้านเศรษฐกิจ จึงถูกถามทุกครั้งว่าใครจะมาเป็น รมว.คลัง (หรือขุนคลัง) ของรัฐบาลชุดใหม่
สอดคล้องกับข้อมูลกระทรวงที่พรรคแกนนำคุมมากที่สุด โดยมี อันดับ 1 ร่วมที่ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ (100.0%) ทุกพรรคแกนนำที่ได้เป็นนายกฯ เลือกคุม 2 กระทรวงนี้ หรืออยากกรณีนายกฯ เศรษฐา ก็นั่งควบตำแหน่ง นายกฯ และ รมว.คลัง
อย่างไรก็ตามบางกระทรวงที่เป็นกระทรวงเล็ก กลับอยู่ในมือของพรรคแกนนําเป็นส่วนใหญ่ เช่น กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งอยู่ใน อันดับ 3 (90.0%) เกือบทุกรัฐบาลให้พรรคแกนนำที่ได้เป็นนายกฯ คุมกระทรวงนี้ ยกเว้นในสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จากพรรคเพื่อไทย ที่ให้ สุกุมล คุณปลื้ม จากพรรคพลังชล (เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคพลังบูรพา ในปี 2566) ดูแล
รศ.ยุทธพร ระบุว่า กระทรวงดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ซึ่งภายหลังการเลือกตั้งปี 2544 เป็นต้นมา ส่วนใหญ่พรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาลคือพรรคในเครือของพรรคไทยรักไทย (รวมถึงพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน) และหน้าที่การทำงานของกระทรวงดังกล่าวยังอาจตรงกับแนวทางหรือยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของพรรค เช่น นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ในสมัยรัฐบาลแพทองธาร เป็นต้น
ดังนั้น แม้ว่าจะเป็นกระทรวงเล็ก บทบาทอาจจะไม่ได้มาก หน่วยงานในสังกัด บุคลากร เจ้าหน้าที่ อาจจะไม่ได้เยอะ แต่ว่าก็ถือว่าเป็นกระทรวงที่ทําความสนใจของพรรคแกนนำรัฐบาลในยุคสมัยนั้น ๆ
รศ.ยุทธพร สรุป
รัฐธรรมนูญ 60 สร้างภาวะรัฐบาลผสม
สาเหตุพรรคแกนนำไม่ได้คุมกระทรวงใหญ่
อย่างไรก็ตาม กระทรวงใหญ่หลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเหล่านี้ กลับกลายไปอยู่ในมือของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นแทน
อาจารย์รัฐศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวงใหญ่เหล่านี้มีแนวโน้มไปอยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลกันมากขึ้น หลังมีรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เป็นต้นมา เนื่องจากทำให้เกิดภาวะรัฐบาลผสม ทําให้กระบวนการในการต่อรองทางการเมือง การแบ่งสันปันส่วนโควตารัฐมนตรี จากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ที่สุดแล้วกระทรวงใหญ่เหล่านี้ก็ตกอยู่ในมือของพรรคร่วมรัฐบาล แต่ทั้งที่จริง ๆ แล้วควรจะอยู่ในพรรคแกนนํารัฐบาลแทน
และในหลาย ๆ ครั้ง พรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ก็มีบทบาทถึงขั้นชี้ทิศทางการอยู่รอดของรัฐบาลได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การจัดตั้งรัฐบาลของนายกฯ เศรษฐา หรือของนายกฯ แพทองธาร ท่ามกลางการแข่งขันในสภาฯ ณ เวลานั้น ของพรรคก้าวไกล (อันดับ 1) และพรรคเพื่อไทย (อันดับ 2) โดยมีพรรคอันดับ 3 คือพรรคภูมิใจไทย ที่มีบทบาทและเป็นตัวแปรที่สำคัญในการชี้ขาดทางการเมือง
การเรียกร้องโควตารัฐมนตรี ตําแหน่งแห่งที่ ผลประโยชน์ทางการเมือง ก็เป็นสิ่งที่พรรคแกนนําก็อาจจะต้องจํายอม ในการที่จะต้องเสียกระทรวงหลัก ๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย ไป
อย่างกระทรวงมหาดไทยเอง ก็ถูกดูแลโดยพรรคภูมิใจไทยมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ (สมัยกลุ่มเพื่อนเนวิน) และแม้จะเว้นวรรคในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หรือสมัย คสช. แต่หลังจากนั้นพรรคภูมิใจไทยก็ได้กลับดูแลกระทรวงไทยจนถึงปัจจุบัน มีเว้นว่างแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น ในช่วงรัฐบาลแพทองธาร
ภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ 60 และการเกิดรัฐบาลผสม คือเงื่อนไขสําคัญที่ทําให้สุดท้ายบรรดาพรรคขนาดกลางก็กลับกลายเป็นมีอำนาจต่อรองมากกว่าพรรคใหญ่ด้วยซ้ำไป
นอกเหนือจากเรื่องรัฐบาลผสม ยังมีเรื่องของการที่บางกระทรวงเป็นกระทรวงเทคนิคเฉพาะ ในบางยุคมีการนำเอาบรรดาเทคโนแครต (Technocrat หรือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคหรือผู้มีความรู้เชิงวิชาการเฉพาะด้านที่เข้ามามีส่วนในการบริหารนโยบายสาธารณะหรือรัฐบาล) เช่น ในรัฐบาลอนุทิน 1 ที่มีการเอาเทคโนแครตอย่าง ศุภจี สุธรรมพันธุ์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หรือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้ามาดำรงตำแหน่งด้วย
อย่างไรก็ตาม ในรัฐบาลอนุทิน 2 จะพบว่าพรรคขนาดกลางไม่ได้มีอำนาจต่อรองมาก เพราะว่าพรรคแกนนำ (พรรคภูมิใจไทย) ได้เสียงที่ค่อนข้างมาก และสามารถที่จะรวบรวมเสียงพรรคเล็กได้พอสมควร รวมถึงในฝ่ายค้านเองก็ขาดเอกภาพในการดําเนินการ ก็อาจจะทําให้พรรคขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ อย่างพรรคเพื่อไทยไม่สามารถต่อรองได้เท่าตอนพรรคภูมิใจไทยในอดีต
ข้อมูลที่ The Active รวบรวมมาพบว่า กระทรวงที่พรรคแกนนำได้คุมน้อยที่สุด อันดับที่ 1 คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (18.2%) ถูกเลือกโดยพรรคแกนนำที่เป็นนายกฯ เพียง 2 ครั้งเท่านั้น (จาก ครม. 11 ชุด) ในรอบ 25 ปี ได้แก่ สมัย ครม.ทักษิณ 1 และ ทักษิณ 2 ซึ่งอยู่ภายใต้พรรคไทยรักไทยทั้งคู่ นอกจากนี้ พรรคชาติไทย (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา) ถือเป็นพรรคที่ได้ดูแลกระทรวงนี้มาอย่างยาวนาน ในช่วงรัฐบาลสมัคร ถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถึง 6 ปี (ปี 2551 – 2557)
รศ.ยุทธพร ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า อย่างกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นกระทรวงใหญ่ ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ก็ไปตกอยู่กับพรรคกล้าธรรม ซึ่งนำโดยธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งอาจเกิดจากสถานการณ์ทางการเมืองและการต่อรอง เนื่องจากในตอนนั้นพรรคกล้าธรรมได้เปลี่ยนขั้ว เดิมสนับสนุนพรรคเพื่อไทย มาสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล และก็ได้รับการตอบแทนด้วย รมว.เกษตร
อันดับ 2 กระทรวงแรงงาน (27.3%) ถูกเลือกโดยพรรคแกนนำ 3 ครั้ง (จาก ครม. 11 ชุด) ได้แก่ สมัยทักษิณ 2 (พรรคไทยรักไทย), อภิสิทธิ์ (พรรคประชาธิปัตย์) และยิ่งลักษณ์ (พรรคเพื่อไทย) และอันดับ 3 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (30.0%) ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2545 และถูกเลือกโดยพรรคแกนนำ 3 ครั้ง (จาก ครม. 10 ชุด) ได้แก่ สมัยทักษิณ 2 (พรรคไทยรักไทย), ยิ่งลักษณ์ (พรรคเพื่อไทย) และอนุทิน 2 (พรรคภูมิใจไทย)
บริหารเข้มแข็ง หรือ ถ่วงดุลเข้มข้น ?
ข้อถกเถียงเรื่องระบบพรรคของประเทศไทยว่าควรอยู่ภายใต้ระบบพรรคใหญ่เพียง 2 พรรค หรือ ระบบพรรคหลากหลายหรือรัฐบาลผสม มีมาอย่างยาวนาน โดยอาจารย์รัฐศาสตร์รายนี้ชี้ว่า ทั้งสองแบบมีทั้งข้อดีข้อเสีย
แบบพรรคเด่นไม่กี่พรรค แม้อาจมองว่ามีเสถียรภาพในการผลักดันนโยบาย แต่ก็อาจทำให้เกิดเรื่องของการใช้เสียงข้างมากโดยปราศจากการตรวจสอบ เกิดภาวะที่เรียกว่าฝ่ายบริหารเข้มแข็ง แต่การตรวจสอบไม่เข้มข้น เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ได้
ในขณะที่พรรคหลากหลายนั้น อาจทำให้การถ่วงดุลเป็นไปได้ดีกว่า แต่ก็ทำให้เกิดภาวะรัฐบาลอ่อนแอ มีการต่อรองระหว่างพรรคร่วมมากมาย อย่างที่เห็นในรัฐธรรมนูญปี 2560
บทส่งท้าย
รศ.ยุทธพร มองว่า รัฐบาลอนุทิน 2 เป็นความพยายามที่จะสร้าง “ส่วนผสมที่ลงตัว” ระหว่างฝ่ายการเมือง ระบบราชการ (หรือข้าราชการประจำ) และทหาร (หรือกองทัพ) เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ เพื่อไม่ให้เจอภาวะอื่น ๆ ตามมา เช่น การรัฐประหาร ตุลาการวิวัฒน์ แต่หรือแม้กระทั่งปรากฏการณ์การใส่เกียร์ว่างของระบบราชการ
โจทย์ความท้าทายใหญ่ในวันนี้ของรัฐบาลใหม่คือ เรื่องเศรษฐกิจที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน รองลงมาคือเรื่องความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันการก่อการร้าย จากสถานการณ์ของตะวันออกกลาง รวมถึงความมั่นคงระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งต่างเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญสำหรับ ครม. ใหม่

