จากวิกฤตดัชนีคอร์รัปชันสู่ “สัญญาประชาชน” ในวาระเลือกตั้ง 2569

เวที Policy Watch Connect 2026 ระดมแนวคิดขจัดคอร์รัปชัน เปลี่ยนการสร้างนโยบายปราบโกง จาก ‘วาทกรรมหาเสียง’ สู่นโยบายทำได้จริง สร้างความรับผิดชอบทางการเมือง เสนอรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องลงทุนในเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพจับทุจริตแทนการใช้กำลังคน

วันนี้ (21 ม.ค. 69) บนเวที Policy Forum “รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน” ในงาน Policy Watch Connect 2026 ได้ระดมความคิดประสบการณ์ จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคการเมือง ร่วมปลดล็อกหาทางออกเพื่อให้รัฐโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน เริ่มตั้งแต่เปิดเผยข้อมูลภาครัฐสำคัญ ลดกระบวนของภาครัฐมีความซ้ำซ้อนหลายขั้นตอน ให้ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ และเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะ รวมถึงกลไกความรับผิดรับชอบที่มีประสิทธิภาพ

รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน เริ่มได้ด้วยชุดข้อมูลเปิดภาครัฐ

ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ KRAC และผู้ร่วมก่อตั้ง HAND Social Enterprise เริ่มต้นจากการเปิดเผย 25 ชุดข้อมูลรัฐเพื่อความโปร่งใส เพื่อการตรวจสอบ เช่น ข้อมูลมูลนิธิ สำนักงานปกครองและทะเบียนสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หรือข้อมูลการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าของข้อมูล ที่ไม่เปิดเผยสัญญาการร่วมทุน

แม้ตามกฎหมายจะบังคับให้ต้องเปิดเผยข้อมูล แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ เปิดเผยข้อมูลยังไม่เพียงพอ ไม่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล ทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลไม่สามารถตรวจจับได้ และยากแก่การตรวจสอบโดยภาคประชาชน เช่น ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลภายระยะเวลา 180 วัน เป็น PDF เนื่องจาก ป.ป.ช. อ้างว่า กฎหมายบอกให้เปิดเผยแต่ไม่ได้เผยแพร่ และบางหน่วยงานอ้าง PDPA ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

สำหรับนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต้องมีการรวบรวมข้อมูลทุกพรรคและมีกลไกการติดตามด้วย Dashboard สร้างพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มที่เข้าใจง่าย เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ออกมาช่วยตรวจสอบ เช่นติดตามคำสัญญาของพรรคการเมือง เพื่อดูว่าสิ่งที่หาเสียงไว้ถูกนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่ การมีระบบเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานและกลไกติดตามตรวจสอบจะทำให้ “การโกงทำได้ยากขึ้น และการทำดีทำได้ง่ายขึ้น”

ตรวจสอบรัฐ ลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

สุพจน์ เธียรวุฒิ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล – DGA นำเสนอการลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐว่าต้นเหตุของการโกง เพราะการที่เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจส่วนตัว ดังนั้นต้องเปลี่ยนบริการภาครัฐให้เป็น “Digital by Default” คือใช้ระบบตัดสินแทนคนในงานที่เป็นกิจวัตรประจำองค์กร

และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลนั้นยังต้องใช้กับการเปิดเผยข้อมูลด้วย โดยเน้นย้ำเรื่องการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ (Machine Readable) เพื่อให้ภาคประชาชนนำไปวิเคราะห์ต่อได้ทันที และต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เห็นเส้นทางการเงินที่ผิดปกติได้แบบ Real-time ได้

เช่นเดียวกับ มนตรี ถนัดค้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์โดมิเตอร์ จำกัด ที่เสนอการใช้เทคโนโลยีติดตามตรวจสอบในงานก่อสร้างหรือโครงการรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตเชิงเทคนิค เช่น การลดสเปกวัสดุ ซึ่งรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ควรลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจับทุจริตแทนการใช้เพียงกำลังคน

รวมถึงวิธีการวัดผลความโปร่งใสหน่วยงานรัฐ ด้วยการเก็บ Data ของกระบวนการทำงานในภาครัฐมาประมวลผลเป็นคะแนน เพื่อเปลี่ยนความโปร่งใสจากนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรม เป็นตัวเลขที่วัดผลได้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและนักลงทุนต่างชาติได้อย่าง

ทางด้าน วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการบริหารกลุ่มพรีเมียร์ และและผู้สนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม นำเสนอมุมมองจากภาคธุรกิจว่า โปร่งใสคือต้นทุนที่ลดลงและความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น การต่อต้านคอร์รัปชันที่ดีและยั่งยืนคือการดึงภาคประชาชนเข้ามาเป็น “ผู้สังเกตการณ์อิสระ” ในทุกขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเป็นไปตามสัญญาที่พรรคการเมืองให้ไว้กับประชาชน

จากวิกฤตดัชนีคอร์รัปชันสู่ “สัญญาประชาชน” ในวาระเลือกตั้ง 2569

จากดัชนีการรับรู้ทุจริต (CPI) ที่ประเทศไทยทำคะแนนได้เพียง 34 จาก 100 คะแนน ซึ่งในเวทีได้เน้นย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า คะแนน 34/100 ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสัญญาณอันตราย” และกลายเป็นประเด็นสำคัญในการระดมความคิดสร้างกลไกสร้างรัฐโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน และเสนอต่อผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง 69

นำไปสู่แนวคิดการทำ“สัญญาประชาชน” ที่ไม่ใช่เพียงข้อตกลงบนแผ่นกระดาษ แต่เป็นข้อตกลงร่วมกันของคนในสังคมที่จะเลิกสยบยอมต่อระบบอุปถัมภ์ คอร์รัปชันและร่วมตรวจสอบภาครัฐ และภาครัฐเองต้องมีทำสัญญาร่วมกันกับภาคประชาชน เพื่อเป็น “ข้อผูกพัน” ที่มีตัวชี้วัดคือความคืบหน้าที่ชัดเจน หากรัฐบาลไม่ดำเนินการตามที่สัญญาไว้ หรือมีความผิดปกติในโครงการนโยบายหาเสียง จะต้องมีบทลงโทษทางการเมืองหรือสังคมที่รุนแรง

กลไกนี้จะบีบให้พรรคการเมืองต้องคิดนโยบายที่ทำได้จริง และต้องกล้าเปิดเผยความโปร่งใสในทุกขั้นตอนเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากมวลชน และเป็นการสร้าง “ความรับผิดชอบทางการเมือง” ให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในวาระเลือกตั้ง 2569 ที่พรรคการเมืองมักใช้นโยบายปราบโกงเป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active