ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จี้ กทม.อำนวยความสะดวกมากกว่านี้ บ่นระบบเยียวยาล่าช้า-รองผู้ว่าฯ เล็งขยายเวลารับคำร้อง

ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ย่านดอนเมือง-สายไหม แห่ลงทะเบียนรับเยียวยาแน่นสำนักงานเขต สะท้อนระบบผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” รอดำเนินการนาน ส่วนระบบ On-site รอคิวข้ามวัน เรียกร้องอำนวยความสะดวกประชาชนมากกว่านี้ ด้าน กทม. เล็งขยายเวลารับคำร้อง ขอคนกรุงอย่ากังวล เร่งจัดทีมช่างลงประเมินความเสียหาย

วันนี้ (19 ต.ค. 2569) ที่ สำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ช่วงเช้าประชาชนทยอยเดินทางมาต่อแถวรับคิวจากเจ้าหน้าที่เพื่อยื่นเอกสารขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วมกว่า 400 คน บางคนเดินทางมารอคิวตั้งแต่ช่วงค่ำของวันก่อนหน้า ส่วนใหญ่สะท้อนปัญหาความยากลำบากของระบบการลงทะเบียน

ทิพยศิรี อ่อนเมือง ผู้ประสบภัยย่านสะพานใหม่ ผู้เข้ามารับบริการคิวแรก กล่าวว่า เดินทางมาที่สำนักงานเขตตั้งแต่เวลา 19.00 น. วันที่ 18 ต.ค. หลังจากได้เดินทางมาในเวลา 3.00 น. ของวันที่ 17 ต.ค. แล้วครั้งหนึ่ง แต่พบว่ามีประชาชนมารออยู่แล้วเป็นจำนวนมาก จึงตัดสินใจเดินทางกลับมาใหม่อีกครั้ง และเหตุผลที่ต้องมาลงทะเบียนที่สำนักงานเขตด้วยตัวเองเพราะเคยลงทะเบียนในแอปพลิเคชันทางรัฐ และรอมานานกว่า 10 วัน ระบบยังขึ้นข้อมูลว่า “รอดำเนินการ” จึงต้องเข้ามาตอดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่

เช่นเดียวกับ บังอร ไชยงาม ผู้ประสบภัยในซอยเพิ่มสิน เขตสายไหม ที่เดินทางมารอคิวในเวลาใกล้เคียงกัน เผยว่า ได้ลงทะเบียนไปตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. แต่ระบบยังขึ้นว่า “รอดำเนินการ” มีข้อสงสัยว่า เหตุใดถึงยังไม่ผ่านขั้นตอนอนุมัติในระดับเขต ที่ผ่านมาได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากสามีเพิ่งเสียชีวิตและต้องการใช้เงิน พร้อมสะท้อนถึงรัฐบาลว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีความพัฒนาก้าวหน้าไปมากน่าจะทำให้การให้ความช่วยเหลือของงรัฐเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ในวันนี้กลับต้องมีประชาชนกว่า 100 คน มาต่อคิวรอ เพื่อขอรับความช่วยเหลือแบบข้ามวันข้ามคืน

ขณะที่ วิษณุ จุลินทร ผู้ประสบภัยในซอยเพิ่มสิน เขตสายไหม ระบุว่า จากการติดตามข่าวสารพบว่าทุกวันมีประชาชนมารอคิวเป็นจำนวนมาก และขณะนี้งบประมาณที่รัฐบาลอนุมัติมาในก้อนแรกถูกใช้ไปหมดแล้ว จึงตัดสินใจเดินทางมาเพราะหากรอเวลานานกว่านี้ก็อาจจะทำให้ได้รับเงินเยียวยาล่าช้า ส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตสายไหม ให้บริการค่อนข้างรวดเร็ว อัธยาศัยดี แม้จะมีคนมารอต่อคิวเป็นจำนวนมาก แต่ก็สามารถจัดเวลา ให้บริการได้เฉลี่ยชั่วโมงละ 200 คิว

ส่วนบรรยากาศที่ สำนักงานเขตดอนเมือง พบว่า วันนี้คิวให้บริการเต็ม 600 คิวแล้ว แต่ประชาชนยังคงเดินทางมารอรับบริการอย่างต่อเนื่อง และท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะพยายามชี้แจงจนสถานการณ์คลี่คลายลง และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทยอยกลับบ้านไปก่อน แล้วเดินทางมารับคิวใหม่ในวันพรุ่งนี้ตั้งแต่ 8.00 น

เจษฎางค์ คำเขื่อน ผู้ประสบภัยแขวงสนามบิน เขตดอนเมือง อุ้มท้องมารอคิวตั้งแต่เวลา 7.00 น. พบว่า มีประชาชนมารออยู่แล้วเป็นจำนวนมาก ส่วนตัวลงทะเบียนในแอปพลิเคชันทางรัฐตั้งแต่วันแรก ๆ แต่เพิ่งได้รับการแจ้งเตือนว่า “เอกสารไม่ครบ” จึงตัดสินใจเดินทางมาเพื่อสอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เขต แม้ว่าจะใกล้ถึงกำหนดคลอดในอีก 3 วัน

“ในแอปฯ ควรจะบอกให้แนบเอกสารอะไรบ้างตั้งแต่แรก จะได้กรอกให้ครบ เพื่อไม่ให้ประชาชนมาแออัดกันที่เขต หรือเจ้าหน้าที่ทำงานมาขึ้นในแอปฯ ควรจะมีให้แนบภาพ แนบรายละเอียด เพื่อไม่ต้องให้มายื่นข้อมูลซ้ำซ้อน”

เจษฎางค์ คำเขื่อน

พลอยพรรณี คำดา ผู้ประสบภัยแขวงดอนเมือง ได้รับคิวที่ 395 บอกว่า เจ้าหน้าที่แจ้งว่าให้กลับมาอีกครั้งช่วง 15.00 น. แต่เนื่องจากเธอประกอบอาชีพเป็นแม่บ้าน การลางานเช้าและบ่ายจึงทำให้รู้สึกเป็นภาระ จึงฝากไปถึงผู้กำหนดนโยบายเร่งให้ให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันมีการประชาสัมพันธ์อยู่แล้วว่าสามารถใช้เทคโนโลยีหรือแอปพลิเคชันได้ แต่เหตุใดจึงต้องให้เธอมายืนยันซ้ำซ้อน

“อยากให้ระบบอำนวยความสะดวกกับประชาชนได้มากกว่านี้ เราเดินทางมาเพราะไม่เชื่อมั่นในแอปพลิเคชัน เราต้องมาทำซ้ำซ้อน มีผู้สูงอายุมากันมากมาย ถ้าไม่มีลูกหลายพามาก็ทำกันไม่ได้”

พลอยพรรณี คำดา

ขณะที่เพจสำนักเขตดอนเมือง เมื่อช่วง 10.00 น. ที่ผ่านมาแจ้งปิดรับคิว ขอความกรุณามายื่นคำร้องใหม่ในวันถัดไป พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก

คมสัน วิสาวะโท ผู้อำนวยการเขตดอนเมือง บอกว่า ขณะนี้มีคำร้องค้างในระบบออนไลน์ประมาณ 30,000 คน เจ้าหน้าที่พิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้วราว 30% หรือประมาณ 13,000 ราย โดยวันนี้ได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ทั้งครูและเจ้าหน้าที่เขต เข้ามาช่วยเร่งอนุมัติตรวจสอบข้อมูลหลังบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ 1 คน สามารถจัดการคำร้องได้วันละ 200–300 คน

สำหรับข้อสับสนเรื่อง “เกณฑ์การพิจารณาเยียวยา” เขตดอนเมือง ยึดตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหลัก โดยกรณีที่พบปัญหามากที่สุด คือ กรณีน้ำท่วมขังเกิน 7 วัน / ผู้อำนวยการเขตย้ำว่า จากข้อมูลพื้นที่ดอนเมือง ส่วนใหญ่น้ำเริ่มท่วมตั้งแต่วันที่ 25–26 ก.ย. และเริ่มทยอยแห้งตั้งแต่วันที่ 28–30 ซึ่ง ท่วมไม่ถึง 7 วัน ทำให้ผู้ที่ยื่นขอเยียวยาในกรณีน้ำท่วมบริเวณบ้านแต่ไม่เข้าบ้าน ไม่ผ่านเกณฑ์พิจารณา แต่จะมีกรณีเดียวที่เข้าเงื่อนไข คือ น้ำท่วมเข้าบ้านและโครงสร้างได้รับความเสียหาย ส่วนคนที่ยื่นผิดไปเลือกข้อน้ำล้อมเกิน 7 วัน แต่ความจริงน้ำเข้าบ้านให้เดินทางมาที่เขตเพื่อนำรูปถ่ายมาแสดงเป็นหลักฐาน

กทม. ระดมทีมช่างเร่งประเมินน้ำท่วม
เตรียมขยายเวลารับคำร้อง พร้อมนัดหมายตรวจล่วงหน้ารายชุมชน

ก่อนหน้านี้ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการตรวจประเมินความเสียหายจากอุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนตามระเบียบเงินทดรองราชการ โดยภาพรวมการอนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครมีความคืบหน้าประมาณ 33% จากยอดรับแจ้งราว 1 ล้านราย อนุมัติแล้วกว่า 300,000 ราย ขณะที่บางสำนักงานเขตมีความคืบหน้าถึง 50%

โดย กทม. เร่งจัดระบบการทำงานและระดมกำลังเจ้าหน้าที่ส่วนกลางร่วมกับสำนักงานเขต เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจประเมินความเสียหายของที่อยู่อาศัยและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ พร้อมปรับแบบประเมินให้ใช้งานง่าย และเตรียมขยายเวลารับคำร้อง เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างครอบคลุมและทั่วถึง

เตรียมขยายเวลารับคำร้อง ประชาชนไม่ต้องกังวล

รศ.ทวิดา ระบุว่า กทม. เข้าใจถึงความเดือดร้อนและข้อจำกัดของประชาชนที่ยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีน้ำท่วมขังหรือไม่สะดวกเข้ายื่นคำร้อง จึงเตรียมขยายระยะเวลารับคำร้องขอรับความช่วยเหลือ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเพียงพอในการยื่นคำร้องและเข้าถึงสิทธิอย่างทั่วถึง ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องการยื่นคำร้อง กทม. ย้ำให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบภัยทุกพื้นที่ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กระบวนการรับคำร้องและตรวจสอบข้อมูลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

กทม. วางแผนจัดกำลังเจ้าหน้าที่ส่วนกลางประมาณ 300–350 คน ร่วมกับกำลังสนับสนุนจากสำนักงานเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 12 เขต เขตละ 7–10 คน รวมประมาณ 70–80 คน เพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจประเมินในพื้นที่ที่มีคำร้องจำนวนมาก โดยกำลังส่วนกลางเน้นสนับสนุนพื้นที่ฝั่งตะวันออก ซึ่งมีปริมาณคำร้องสูง ขณะที่ทีมจากเขตบัดดี้สนับสนุนภารกิจในพื้นที่ฝั่งธนบุรี กรุงเทพกลาง กรุงเทพเหนือ และกรุงเทพใต้

การจัดสรรกำลังพิจารณาจากจำนวนคำร้อง ระดับความเสียหาย และระยะเวลาที่มีน้ำท่วมขัง โดยแบ่งพื้นที่เป็นกลุ่มตามระดับความเดือดร้อน ได้แก่

  • กลุ่มความเดือดร้อนสูงสุด: เขตบางกะปิและลาดกระบัง จัดกำลังส่วนกลางสนับสนุนประมาณ 50–60 คน ตั้งเป้าหมายตรวจประเมินเกือบ 2,000 หลังคาเรือนต่อวัน

  • กลุ่มความเดือดร้อนสูง: เขตบางเขน บึงกุ่ม วังทองหลาง และดอนเมือง จัดกำลังสนับสนุนประมาณ 30–35 คน ตั้งเป้าหมายประมาณ 1,000 หลังคาเรือนต่อวัน

  • กลุ่มความเดือดร้อนปานกลาง: เขตสายไหม คลองสามวา ประเวศ และหนองจอก จัดกำลังเสริมตามความจำเป็น ตั้งเป้าหมายการประเมินประมาณ 700 หลังคาเรือนต่อวัน

  • กลุ่มที่มีคำร้องประมาณ 4,000–11,000 ราย: เขตหลักสี่ สะพานสูง จตุจักร มีนบุรี ลาดพร้าว สวนหลวง และยานนาวา ใช้กำลังจากเขตบัดดี้เข้าช่วยสนับสนุน

  • กลุ่มที่มีคำร้องน้อยกว่า 4,000 ราย: สำนักงานเขตบริหารจัดการกำลังเจ้าหน้าที่ภายในพื้นที่เป็นหลัก

ทั้งนี้ มาตรฐานทีมตรวจประเมินกำหนดให้มีนายช่างโยธาอย่างน้อย 1 คนต่อทีม ใช้เวลาตรวจเฉลี่ยประมาณ 15 นาทีต่อครัวเรือน และตั้งเป้าหมายประมาณ 20–30 หลังคาเรือนต่อทีมต่อวัน โดยเจ้าหน้าที่แต่ละทีมรับผิดชอบพื้นที่ชุมชนเดิมอย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นภารกิจ เพื่อลดความสับสนและป้องกันข้อมูลตกหล่นระหว่างส่งต่องาน

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม.

ปรับแบบประเมินให้กระชับ ใช้มาตรฐานเดียวกัน

รศ.ทวิดา กล่าวว่า กทม. ปรับปรุงแบบประเมินความเสียหายให้เหมาะกับการปฏิบัติงานจริง โดยตัดข้อมูลที่ไม่จำเป็น เช่น จำนวนห้องนอนและห้องพระ พร้อมปรับหน่วยวัดวัสดุบางรายการ เช่น โครงหลังคาและเหล็ก จากกิโลกรัมเป็นตารางเมตร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินความเสียหายได้สะดวกและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

โดยระบบ Claim Bangkok รองรับการดึงข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ ชื่อ เลขประจำตัวประชาชน และรหัสบ้านโดยอัตโนมัติ ส่วนการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตัวตนและประเมินรายการความเสียหายตามสภาพจริง เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้องและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ

รายการความเสียหายที่เข้าเกณฑ์ครอบคลุมส่วนประกอบของบ้าน เช่น โครงหลังคา ฝ้าเพดาน ผนัง พื้น ประตู หน้าต่าง วงกบ บันได และราวระเบียง รวมถึงอุปกรณ์ประกอบอาชีพบางประเภท เช่น รถจักรยานยนต์และจักรเย็บผ้า โดยต้องมีหลักฐานประกอบตามเกณฑ์ ส่วนรายการที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์เงินทดรองราชการ เช่น สี วอลเปเปอร์ และระบบไฟฟ้าหรือสุขาภิบาล ให้พิจารณาตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

จัดระบบนัดหมายล่วงหน้ารายชุมชน ลดความแออัดสำนักงานเขต

รศ.ทวิดา เผยอีกว่า กทม. จัดระบบนัดหมายตรวจประเมินความเสียหายเป็นรายโซน ชุมชน และหมู่บ้าน โดยแจ้งกำหนดการล่วงหน้าผ่านประธานชุมชน เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม พร้อมกำหนดวันตรวจประเมินหลักและวันตรวจเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกตามนัด

ส่วนการให้บริการประชาชนที่สำนักงานเขต กทม. วางระบบจัดคิวล่วงหน้าเพื่อบริหารจำนวนผู้เข้ารับบริการให้เหมาะสม ลดการรอคอยและความแออัด โดยจัดลำดับคิวให้สอดคล้องกับกำลังเจ้าหน้าที่และขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร สำหรับประชาชนที่ไม่สะดวกมาตามนัด สามารถลงทะเบียนเพื่อรับคิวในรอบถัดไป ช่วยให้การรับคำร้องและตรวจสอบข้อมูลเป็นไปอย่างเป็นระบบและทั่วถึง

เตรียมทีมช่าง ทดลองลงพื้นที่ 20 ต.ค. ก่อนเปิดปฏิบัติการเต็มรูปแบบ

กทม. ยังกำหนดแผนเตรียมความพร้อมทีมประเมินความเสียหาย โดยวันอังคารที่ 20 ต.ค. 69 จะทดลองลงพื้นที่ตรวจประเมินจริง (Dry Run) นำร่องเขตละ 1 ชุมชน เพื่อทดสอบขั้นตอนการทำงานและสร้างความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ ก่อนรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแนวทางปฏิบัติในวันที่ 21 ต.ค. 69 และเปิดปฏิบัติการเต็มรูปแบบ (D-Day) ในวันพฤหัสบดีที่ 22 ต.ค. 69 โดยกระจายทีมช่างลงพื้นที่ตรวจประเมินความเสียหายทั่วกรุงเทพฯ

กทม. เตรียมอบรมเจ้าหน้าที่ผ่านระบบออนไลน์ พร้อมจัดตั้งห้องประชุมกลางผ่าน Zoom เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้คำปรึกษาและตอบข้อสงสัยระหว่างปฏิบัติงาน รวมถึงจัดเตรียมน้ำดื่ม อาหาร และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อดูแลเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่

ลดขั้นตอนเอกสาร เร่งรัดการพิจารณาคำร้อง

รศ.ทวิดา ยืนยัน กทม.ลดขั้นตอนการลงนามเอกสารที่ซ้ำซ้อน โดยให้นายช่างผู้ตรวจและเจ้าหน้าที่รัฐอีก 1 คนร่วมเป็นพยาน พร้อมพิจารณาการอนุมัติเป็นชุดตามมติคณะกรรมการระดับเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือ

สำหรับกรณีประชาชนประสงค์อุทธรณ์ผลการพิจารณาหรือแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง กทม. จัดทำแนวทางและเอกสารกลางเพื่อให้สำนักงานเขตใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงแนวทางกรณีได้รับเงินช่วยเหลือเกินสิทธิ ขณะที่ความเสียหายด้านการเกษตรแยกพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้แบบฟอร์ม กศ. 01 และประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ

กทม. มุ่งเร่งรัดการตรวจประเมินและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิอย่างทั่วถึง โดยคำนึงถึงความเดือดร้อนและข้อจำกัดของผู้ประสบภัยในแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active