ไทยเสี่ยงขาดแคลนแรงงานข้ามชาติเฉียบพลัน หลัง รบ.เมียนมา เข้มมาตรการต่ออายุทำงานในไทย

เครือข่ายแรงงานข้ามชาติ ประเมินเงื่อนไขมาตรการลงทะเบียน ต่อเอกสารทำงานในไทยของรัฐบาลทหารเมียนมา บังคับจ่ายภาษี บีบส่งเงินรายได้ 25% กลับบ้าน พ่วงกฎหมายเกณฑ์ทหาร เสี่ยงดันแรงงานเมียนมา หลุดออกจากระบบกว่า 1 ล้านคน หวั่นกระทบภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะภาคการเกษตร-ก่อสร้าง ผู้ประกอบการ เสนอ รัฐบาลไทย พิจารณาเปิดขึ้นทะเบียน ต่ออายุแรงงานฝ่ายเดียวแบบชั่วคราว ให้แรงงานเข้าสู่ระบบได้ภายในระยะเวลา 1–2 ปี

ตามที่รัฐบาลเปิดศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) และหน่วยบริการเคลื่อนที่ของรัฐบาลเมียนมาในประเทศไทยทั้ง 5 แห่งทั่วประเทศ เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. 2569 ถึงวันที่ 14 ม.ค. 2570 แต่กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับแรงงานชาวเมียนมาจำนวนกว่า 3 ล้านคนในประเทศไทย

ทราย ทุน ส่วย แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา แสดงความกังวลต่ออนาคตของตนเอง หลังครบกำหนดการต่ออายุหนังสือเดินทาง แต่กลับถูกรัฐบาลทหารเมียนมากดดันให้ต้องเดินทางกลับไปต่ออายุหนังสือเดินทางภายในประเทศเมียนมาเท่านั้น จากเดิมที่เคยดำเนินการได้ ณ สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย

เขายังให้ข้อมูลอีกว่า แรงงานจากเมียนมาในไทยมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และหลายคนไม่มีเอกสารจากประเทศต้นทาง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อเอกสารครั้งใหม่ตามที่รัฐบาลเมียนมาร้องขอได้ รวมทั้งมีความกังวลเรื่องการเดินทางกลับประเทศแล้วจะถูกบังคับเกณฑ์ทหาร

สำหรับมาตรการที่รัฐบาลทหารเมียนมาออกมาบังคับใช้กับแรงงานเมียนมาในไทย ได้แก่

  • การเก็บภาษีเงินได้ 2%–3%

  • การบังคับโอนเงินรายได้ 25% กลับบ้านผ่านธนาคารทางการ (ซึ่งได้อัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่าราคาตลาด)

  • การนำหลักฐานการจ่ายภาษีและการโอนเงินมาเป็นเงื่อนไขบังคับในการต่ออายุเอกสารเดินทาง (Passport และ CI) หากไม่ทำตามจะไม่ต่อเอกสารให้

  • การประกาศใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ที่สั่งระงับและชะลอการอนุญาตแรงงานชาย (อายุ 18–35 ปี) ออกนอกประเทศ

ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากเลือกที่จะหลุดออกจากระบบ และกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายในไทย เพื่อหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ดังกล่าว

อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ได้จำแนกปัญหาออกเป็น 3 กลุ่มตามประเภทของแรงงานข้ามชาติ ได้แก่

1. กลุ่มแรงงานข้ามชาติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ยังไม่มีพาสปอร์ตจากประเทศตนเองประมาณ 700,000 คน ซึ่งต้องทำเอกสารรับรองสถานะบุคคล (CI) เพื่อใช้เป็นเอกสารแสดงตนในการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน แม้ปัจจุบันจะมีศูนย์ทำ CI อยู่ 5 แห่งทั่วประเทศ แต่ยังประสบปัญหาระบบคิวนายหน้า ที่เรียกเก็บเงินจากแรงงาน 1,300–1,500 บาท

ทราย ทุน ส่วย ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับการทำ CI ว่า แรงงานจะต้องชำระค่าเล่ม CI 2,660 บาท, ค่าภาษีนำส่งรัฐบาลเมียนมา 1,800 บาท และค่าวีซ่า 3,000 บาท รวมแล้วแรงงาน 1 คน ต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 10,000 บาท เพื่อแลกกับเล่ม CI

สวนทางกับข้อมูลของ เกรียงไกร จักกะพาก ผู้ประกอบการบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ที่ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์พิสูจน์สัญชาติและออกเอกสารรับรองบุคคล CI สำหรับแรงงานเมียนมา จ.สมุทรปราการ ว่ากระบวนการทำหนังสือเดินทางเป็นระเบียบของทุกประเทศที่ต้องปฏิบัติตามร่วมกัน รวมทั้งเขาระบุว่าค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายตามจริง คือ 2,660 บาท และเรื่องค่าระบบคิวนายหน้านั้นเขาไม่ทราบข้อมูล จะมีเพียงค่าบริการที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ตกลงกัน ระหว่างคนนำพาแรงงานมายังศูนย์ CI กับตัวแรงงานข้ามชาติ ที่ถือเป็นค่าบริการดำเนินการ 

2. กลุ่มแรงงานตามมติ ครม. 24 กันยายน 2567 และมติ ครม. 2 ธันวาคม 2568 จำนวนเกือบ 2 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีหนังสือรับรองสถานะบุคคลแต่กำลังจะหมดอายุ โดยรัฐบาลทหารพม่ามีแนวทางให้กลุ่มนี้เดินทางกลับไปทำหนังสือเดินทาง ณ พื้นที่ชั้นในของประเทศเมียนมา เช่น ย่างกุ้ง และเนปิดอว์เท่านั้น

อดิศร มองว่า เป็นมาตรการที่รัฐบาลเมียนมา พยายามบีบบังคับให้แรงงานต้องเดินทางกลับ พร้อมทั้งโอนเงินกลับประเทศ เสียภาษีให้รัฐบาล รวมถึงตอบสนองความต้องการกำลังพลเข้าไปเป็นทหารในกองทัพ

3. กลุ่มแรงงาน MOU ที่ครบวาระ 4 ปี ในปี 2569–2570 จำนวนประมาณ 100,000 คน ซึ่งตามกฎหมายแรงงาน MOU จะต้องเดินทางกลับประเทศภายใน 30 วัน จึงจะนำกลับเข้ามาทำงานใหม่ได้ แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะต้องกลับประเทศและไม่สามารถเดินทางกลับออกมาได้อีก จากนโยบายบังคับเกณฑ์ทหาร 

“เราประเมินว่ามีโอกาสที่แรงงานมากกว่าหนึ่งล้านคนจะหลุดออกจากระบบในรอบนี้”

อดิศร เกิดมงคล

ผลกระทบดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการในประเทศไทย นิลุบล พงษ์พยอม ผู้แทนกลุ่ม “นายจ้างสีขาว” ซึ่งเป็นกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานข้ามชาติ ระบุว่าสภาพเศรษฐกิจไทยซบเซามาตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 และในปีนี้หลายภาคส่วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม หลายกิจการกำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูธุรกิจ แต่ต้องมาได้รับผลกระทบจากแนวทางการต่ออายุเอกสารของแรงงานข้ามชาติที่รัฐบาลไทยดึงรัฐบาลเมียนมาเข้ามาเกี่ยวข้อง จนกลายเป็นภาระของผู้ประกอบการ ทำให้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงการขาดแคลนแรงงานในระบบ จากกระบวนการต่ออายุหนังสือเดินทาง และใบอนุญาตทำงานที่ซับซ้อน

เสนอไทยขึ้นทะเบียนต่ออายุทำงานฝ่ายเดียว ดึงแรงงานข้ามชาติอยู่ในระบบ ระยะเร่งด่วน 1-2 ปี

นิลุบล ยังระบุด้วยว่า ปัญหาที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับในขณะนี้ คือ

  1. ค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารให้แรงงานข้ามชาติที่สูงขึ้น

  2. การที่รัฐบาลเมียนมาบังคับให้แรงงาน ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง นำมาซึ่งความเสี่ยงขาดแคลนแรงงานที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาทำงานได้

พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน ขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาเปิดขึ้นทะเบียนและต่ออายุแรงงานฝ่ายเดียวแบบชั่วคราวไปก่อน เพื่อให้แรงงานทุกคนสามารถเข้าสู่ระบบได้ภายในระยะเวลา 1–2 ปี

อดิศร ยังมองว่า ทางเลือกนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในสถานการณ์ที่ยังขาดแคลนแรงงาน ทั้งจากกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ภาคธุรกิจสูญเสียแรงงานกัมพูชาไปกว่า 4 แสนคน ซึ่งปัจจุบันชดเชยได้เพียงบางส่วนจากการนำแรงงานในพื้นที่พักพิงชั่วคราวออกมาทำงาน โดยหากรัฐบาลปล่อยให้แรงงานข้ามชาติหลุดออกจากระบบไปอีก 1 ล้านคน จะทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนแรงงานเฉียบพลัน โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการก่อสร้างที่พึ่งพิงแรงงานข้ามชาติเป็นหลัก

ขณะเดียวกันข้อโต้แย้งทางสังคมบางส่วนที่มองว่า การให้รัฐบาลไทยเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียว จะทำให้ไทยไม่สามารถบริหารจัดการคนกลุ่มนี้ได้เนื่องจากไม่มีฐานข้อมูลนั้น อดิศร ย้ำว่าเป็นข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากประเทศไทยมีฐานข้อมูลของแรงงานกลุ่มนี้อยู่แล้ว ผ่านการเก็บอัตลักษณ์บุคคลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, การทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) โดยกระทรวงมหาดไทย รวมถึงการเก็บข้อมูลสุขภาพผ่านการตรวจสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบฐานข้อมูลของไทยมีความพร้อมมากกว่ารัฐบาลเมียนมา ในการดำเนินการลงทะเบียนแรงงานกลุ่มนี้

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active