ผู้บริหารไทยพีบีเอส แจง กมธ.พัฒนการเมืองฯ-นัดสัปดาห์หน้าคุยเนื้อหากฎหมายปฏิรูปสื่อสาธารณะ

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฏร หารืออนาคตไทยพีบีเอส มองผลกระทบหากรัฐบาลปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบฯ ผู้บริหารไทยพีบีเอส ย้ำ จุดตัดความอิสระสื่อสาธารณะ คือ เงิน จึงจำเป็นต้องใช้ earmarked tax ยันหลักการปลอดแทรกแซงการเมือง ทุน และความมีอธิปไตยทางข้อมูล ด้าน ปธ.กมธ.นัดสัปดาห์หน้า ถกลงรายละเอียดกฎหมายเดินหน้าปฏิรูปสื่อสาธารณะ

วันนี้ (22 ต.ค. 2569) ผู้บริหารองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานกรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาศึกษาโครงสร้างรายได้ กรณีเสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 หรือ ไทยพีบีเอส  โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, อธิบดีกรมสรรพสามิต, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และเลขาธิการ กสทช.

ปธ.กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ระบุก่อนการประชุมว่า วันนี้มีวาระหารือเกี่ยวกับอนาคตไทยพีบีเอส โดยจะพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากรัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณให้กับไทยพีบีเอส หากมีการปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณจริง จะส่งผลอย่างไรต่อไทยพีบีเอส รวมถึงพิจารณาว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดภาระงบประมาณหรือสร้างวินัยทางการเงินการคลังได้ตามเหตุผลที่รัฐบาลระบุหรือไม่

ภคมน ย้ำว่า อีกประเด็นสำคัญคืออนาคตของไทยพีบีเอสควรเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย โดยเฉพาะบุคลากรภายในองค์กรที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมทบทวนและพัฒนาองค์กร พร้อมเปิดโอกาสให้สะท้อนปัญหาที่พบในการทำงาน เพื่อให้กรรมาธิการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน

“การพิจารณาอนาคตของไทยพีบีเอสและการทบทวนปัญหาภายในองค์กรไม่ควรแยกออกจากกัน แต่ต้องดำเนินควบคู่กัน โดยเปิดโอกาสให้ทั้งไทยพีบีเอสและสำนักงบประมาณซักถาม แลกเปลี่ยนข้อมูล และทำความเข้าใจประเด็นที่เกี่ยวข้องร่วมกัน”

ภคมน หนุนอนันต์

โดยในการประชุม ตัวแทนกรมสรรพาสามิต ให้ความเห็นเบื้องต้น เห็นด้วยในหลักการเพราะจะสอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ และวิธีการงบประมาณของประเทศ ทั้งข้อมูลการจัดเก็บย้อนไป 10 ปี เก็บร้อยละ 1.5 ของภาษี สุรา-ยาสูบ เพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

ตัวแทน กระทรวงการคลัง บอกว่า ทั้ง 3 กองทุน 1 องค์กร เช่น สสส.ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งปี 2544 ถึงปัจจุบัน มีรายได้จากภาษีบาป 7.7 หมื่นล้าน กองทุนพัฒนาการกีฬา ตั้งแต่ มี.ค.2558-2568 มีรายได้จากภาษีบาป 4.5 หมื่นล้าน กองทุนผู้สูงอายุ มีรายได้จากภาษีบาป 3.1 หมื่นล้าน และไทยพีบีเอส มีรายได้จากภาษีบาป 3.5 หมื่นล้านบาท ทั้ง 4 กองทุนรวม 1.8 แสนล้านบาท หากเม็ดเงินจะได้กลับมา ก็จะต้องจัดทำงบประมาณของ 3 กองทุน 1 องค์กรอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี

ขณะที่ เอกศักดิ์ หอมชื่น สส.พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการฯ ยอมรับว่า ห่วงความเป็นอิสระของสื่อซึ่งไทยพีบีเอสเป็นองค์ที่ใช้งบประมาณของรัฐ และมีกระบวนการสรรหาผู้บริหารโปร่งใส มีส่วนร่วมของสาธารณะอย่างมาก ซึ่งงบประมาณที่เป็นอิสระ สามารถการันตีได้ว่าสามารถสร้างสื่อสาธารณะได้ในระดับหนึ่ง

“เรื่องนี้เป็นการตั้งเป้าเกินไป และการปฏิรูปการเมืองด้วยรัฐธรรมนูญปี 40 ตั้งเป้าสร้างองค์กรอิสระ และหน่วยงานอิสระที่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ต่างจากหน่วยงานราชการ เราควรดำรงส่วนนี้ไว้ หากรัฐบาลสามารถแทรกแซง และสั่งการสื่อได้หมด ก็น่าเป็นห่วง”

เอกศักดิ์ หอมชื่น

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์  ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.

“วันชัย” ย้ำปมวินัยการเงินการคลัง

ขณะที่ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์  ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ย้ำว่า ไทยพีบีเอสได้งบประมาณจากภาษีบาป ปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท มา 18 ปี ตั้งแต่ปี 2551 โดยในปีดังกล่าวงบประมาณแผ่นดิน 1.8 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันงบฯ แผ่นดิน ขึ้นมา 3.7 ล้านล้านบาท หรือขึ้นเกือบ 101% แต่ไทยพีบีเอสไม่เคยได้เงินมากขึ้น ถามว่านี่คือวินัยทางการเงินในการใช้เงินเท่าเดิมหรือไม่ แต่หากไทยพีบีเอสเข้าสู่ระบบงบประมาณ และหากนำมาเทียบกับงบประมาณแผ่นดิน ส่วนตัวเชื่อว่าจะได้เกิน 2,000 ล้านบาท เป็นตัวอย่างของวินัยการเงินที่บริหารมาตลอด

ส่วนในประเด็นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ไทยพีบีเอส ยืนยันว่า ทุกรายการและการจัดซื้อจัดจ้าง มีการนำข้อมูลเผยแพร่บนเว็บไซต์เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่าย พร้อมถามกลับหน่วยราชการอื่น ๆ ว่าเผยแพร่ข้อมูลแบบนี้หรือไม่

นอกจากนี้ ไทยพีบีเอสถูกตรวจสอบจาก สตง., บริษัทที่ สตง.รับรองในการตรวจสอบบัญชี, กรรมการตรวจสอบภายใน, กนย., อนุกรรมการร้องเรียน, สภาผู้ชมฯ และสุดท้าย ไทยพีบีเอสต้องรายงานกับ สส. และ สว. ปีละ 2 ครั้ง

“เราถูกตรวจสอบเยอะมาก เรามีวินัยทางการเงินการคลัง ไม่อย่างงั้น 2,000 ล้านอยู่ได้ไม่ถึงทุกวันนี้ ส่วนความอิสระเป็นหัวใจ เพราะเงินเป็นเส้นเลือดใหญ่ของทุกอย่างบนโลกนี้ ไม่ใช่เฉพาะระบบราชการ ไทยพีบีเอส มีประวัติศาสตร์จากไอทีวี จากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ไม่มีสื่อเป็นอิสระ หลายหน่วยงานจึงเห็นพ้องให้มีทีวีเสรี ต่อมาไอทีวีไปไม่รอดเพราะเรื่องหนี้สินและสัมปทานรัฐบาล จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส ที่ไทยควรมีสื่อที่อิสระจากทุกอย่าง “

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

สื่อสาธารณะคือหลักประกันขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตย

ผอ.ส.ส.ท. ยังยกตัวอย่างเหตุการรัฐประหารปี 2557 ทุกช่องถูกสั่งปิดหมด ยกเว้นไทยพีบีเอสที่ยังรายงานเหตุการณ์ จนทหารจับรอง ผอ. รวมทั้งปัญหาปลาหมอคางดำ เอเลี่ยนสปีส์ซี่ ที่รายงานอย่างต่อเนื่องมานาน 2 ปี, ปัญหาสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก ที่ชาวบ้านเดือดร้อน และโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล ที่ใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท ไทยพีบีเอสเกาะติดมาปีกว่า

“ถามว่าถ้าไม่มีสื่อแบบนี้ในสังคมไทย ที่เป็นสื่ออิสระ ปราศจากการครอบงำของแหล่งทุนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจหรือหน่วยงานรัฐ สังคมไทยควรจะมีสื่อแบบนี้ไหม นี่คือคำถามใหญ่ว่า สื่อสาธารณะคือหลักประกันขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตยจริง ๆ เราควรจะตรวจสอบทุกฝ่ายไหม หรือควรยกเว้นการตรวจสอบบางหน่วยงานที่เรามีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องเงินทุน เราไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบ และยืนยันว่าเราโปร่งใสมาตลอด อาจจะผิดพลาดบ้าง แต่หลักใหญ่ควรจะมีหรือไม่ ถามว่าทำไมทุกครั้งที่มีปัญหาภัยพิบัติ หรือสถานการณ์ชายแดน ทำไมทุกคนหันมาดูไทยพีบีเอส สื่อที่เขารู้สึกว่าวางใจ ทุกครั้งที่มีวิกฤตความจริงมักถูกฆ่าตายไปก่อน แต่สื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสพร้อมที่จะพูดความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น โดยไม่มีอิทธิพลจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาครอบงำ เป็นเหตุผลว่าแหล่งงบประมาณควรมาจากบางหน่วยงานที่ปลอดจากทุกสิ่งทุกอย่าง”

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

รับระเบียบมีข้อผิดพลาด อยู่ระหว่างแก้ไข

ส่วนกรณีการต้องปรับปรุงองค์กรโดยไม่กระทบความเป็นสื่อสาธารณะ ผอ.ส.ส.ท. บอกว่า เทคโนโลยีการรับรู้ของคนเปลี่ยนไปมาก ทุกสื่อไม่เฉพาะไทยพีบีเอสต้องปรับตัวอย่างรุนแรง ยกตัวอย่างอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีปัญหาเรื่องอนาคตของทีวีดิจิทัล ขณะนี้คนดูจำนวนมากย้ายไปอยู่ในออนไลน์มากขึ้น ทุกวันนี้ไทยพีบีเอสปรับตัวเยอะ ในอนาคตจะเป็นหลักในเรื่องการทำ National Streaming Platform หรือเปรียบเหมือนเน็ตฟริกซ์ของประเทศไทย

“วันหนึ่งคนไม่ดูทีวี ความเข้าใจวัฒนธรรมไทยจะหายไป เราจะสร้างแพลตฟอร์ม VIPA เป็นเรื่องราวแบบไทย ๆ ให้เป็นแพลตฟอร์มระดับชาติ แต่จะเป็นการทำคู่ขนาน ยืนยันว่าจะไม่ทิ้งทีวี เพราะเป็นบริการที่ไม่เสียเงิน เป็นบริการสาธารณะ ซึ่งมีแผนการดำเนินการต่าง ๆ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าแล้ว”

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ส่วนเรื่องราวที่เป็นข่าว ผอ.ส.ส.ท.ยอมรับว่าไม่ได้สมบูรณ์ มีข้อผิดพลาด เรื่องระเบียบ พยายามแก้กันอยู่ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่หลักใหญ่จะมุ่งไปข้างหน้า ต้องการความอิสระ และสังคมไทยควรมีที่พึ่งที่พูดได้เต็มที่ว่าเป็นสื่อของทุกคน

ปธ.กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ตั้งคำถามถึง การเป็นสื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นหลังพิงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย จะถูกหักล้างด้วยความ “ไม่คุ้มค่า” เรื่องการใช้เงินของ ไทยพีบีเอส เราปฏิเสธไม่ได้ ว่ามีประเด็นเหล่านี้ถูกทำให้เห็นว่าการมีสื่อสาธารณะของไทยอ่อนแรงลงไป เมื่อวันนี้สังคมตั้งคำถาม ไทยพีบีเอส เห็นว่า พ.ร.บ.มีปัญหาหรือไม่ ? มีแนวโน้มที่จะสังคายนาหรือไม่ ?

ย้ำหลักการความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงการเมือง-ทุน

พิเศษ จียาศักดิ์ รอง ผอ.ส.ส.ท. ชี้แจงว่า พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ระบุไว้ชัดเจนว่าให้มีความ อิสระจากทุน อิสระจากการเมือง ในฐานะที่เป็นสื่อสาธารณะ ปราศจากการแทรกแซงจากการเมืองและทุน ดังนั้นแหล่งที่มาของเงินได้ จึงต้องใช้ earmarked tax เพื่อประกันหลักการความเป็นอิสระ เราจึงไม่มีการโฆษณา

พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.

นอกจากนี้ ไทยพีบีเอส ยังให้ความสำคัญกับ อิสระจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ ที่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังสูญเสียไปคือ “อธิปไตยทางข้อมูล” Infrastructure independence หรือ information Sovereignty ฐานข้อมูล Data ถูกครอบครองโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ ที่ทำให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ สามารถกำหนดความชอบของคนดู และดึงความสนใจของคนดู สามารถกำหนดความชอบและเวลาของคนดูคนฟังได้ สามารถดึงให้ผู้ดูผู้ฟังติดอยู่กับแพลตฟอร์มนั้น ๆ เห็นได้ชัดว่ายอดสูงมาก ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของต่างชาติ

“เราต้องดึงกลับมาที่เราเองเพื่อรักษา อธิปไตยทางข้อมูล โดย ไทยพีบีเอส จะเริ่มต้นลงทุน อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) เพื่อจัดเก็บข้อมูลดิจิทัล ซึ่งพร้อมจะลงทุน NSP หรือ National Streaming Platform ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของสถานีโทรทัศน์และผู้ผลิตสื่อในประเทศ สร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง/OTT ร่วมกัน รวบรวมฐานข้อมูลผู้ชม ซึ่งกำลังเจรจากับ กสทช. งบประมาณจึงสำคัญ เรื่องนี้ไม่มีใครทำ ไทยพีบีเอส จึงเสนอตัวทำซึ่งจะช่วยเหลือข้อมูลข่าวสารไม่ให้รั่วไหล เราอยากจะทำ”

พิเศษ จียาศักดิ์

ดังนั้นจุดตัดความอิสระอยู่ที่เงิน ถ้าจะเอาทั้งหมดรวมไว้ในงบประมาณ แล้วแยกออกมาให้จะเป็นปัญหา และจะไปเบียดบังงบประมาณส่วนหนึ่ง

“การเอาเงิน earmarked tax ออกมา ยืนยันว่าไม่เห็นด้วย การจะแก้ให้กลับไป ก็เท่ากับถอยหลัง นี่คือหลักการความเป็นอิสระของ พ.ร.บ.นี้ ถ้าจะต้องแก้ ก็เท่ากับขัดหลักการ ก็เท่ากับ พ.ร.บ.นี้ไม่มีความหมาย ถ้าการแก้นี้ คือการแก้ที่หัวใจ ไทยพีบีเอส ก็เท่ากับไม่มี ไทยพีบีเอส”

พิเศษ จียาศักดิ์

นอกจากนี้กรรมาธิการฯ พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังได้ถกเถียงถึงประเด็นอนาคตของไทยพีบีเอส ทั้งเรื่องผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากรัฐบาลปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณให้กับไทยพีบีเอส รวมถึงการพิจารณาว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดภาระงบประมาณ หรือสร้างวินัยทางการเงินการคลังได้ตามเหตุผลที่รัฐบาลระบุหรือไม่

ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร

ปธ.กมธ.นัดถกเนื้อหากฎหมายสัปดาห์หน้า

การประชุมใช้เวลานานเกือบ 3 ชั่วโมง ปธ.กมธ.การพัฒนการเมือง จึงสรุปทิ้งท้ายการประชุม โดยย้ำว่า ยังอยากให้ไทยพีบีเอสพูดได้ทุกเรื่อง เสียงดัง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นสภาพเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐ

“เสียงที่พูดได้กับทุกเรื่อง เสียงดังมากพอ เพื่อเป็นกำแพง เป็นหลังพิงให้ประชาชน ซึ่งถือว่ายังมีความจำเป็น คิดว่าในสัปดาห์หน้าจะคุยเป็นรูปธรรมเรื่องของแนวทางอนาคตต่อไปของไทยพีบีเอส”

ภคมน หนุนอนันต์

ภคมน ยังทิ้งท้ายว่า วันนี้พอจะเห็นแนวทางแล้วว่าหากฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนแปลงที่มาของงบฯ จะเป็นอย่างไร สัปดาห์หน้าจะคุยในรายละเอียดของกฎหมายสื่อสาธารณะ เพื่อเป็นแนวทางเดินต่อ ซึ่งทางฝั่งพรรคประชาชนเองในฐานะฝ่ายค้าน ก็จำเป็นต้องมีร่างกฎหมายประกบร่างของรัฐบาล ซึ่งไม่แน่ใจว่ากระบวนการในสภาฯ จะนำร่างนี้เข้าสภาฯ เมื่อไหร่ จะได้เป็นโอกาสในการนำเสนอ



Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active