การยอมรับ LGBTQIAN+ ดีขึ้นหลังมีกฎหมาย สมรสเท่าเทียม

LGBTQIAN+ศึกษา พบ กม. สมรสเท่าเทียม กระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างศาสนา วัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชน การสร้างวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่น สามารถขยายขอบเขตความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ โดยไม่สร้างความขัดแย้งกับหลักการศาสนา

หลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ม.ค. 2568 ทำให้คู่รักทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้อย่างเท่าเทียมตามกฎหมาย ถือเป็นอีกพัฒนาการของการยอมรับความหลากหลายทางเพศในไทย ทั้งนี้ จากรายงานสถิติของกรมการปกครอง ระหว่างเดือน ม.ค. – ส.ค. 2568 มีคู่สมรสเท่าเทียม 19,620 คู่ จากคู่สมรสทั้งหมด 180,793 คู่

การเปลี่ยนแปลงเรื่องการยอมรับ LGBTQIAN+ มีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นำไปสู่ งานประชุมวิชาการระดับชาติ “ไทย LGBTQIAN+ศึกษา 2025: ทวน-ท้าความคิด พินิจอนาคต” ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร วันที่ 28 – 29 ส.ค. 2568 โดย LGBTQIAN+ศึกษา ถือได้ว่าเป็นสหวิทยาการที่ศึกษาสถานการณ์ความหลากหลายเพศ และความเคลื่อนไหวของสังคม เนื่องจากการศึกษาเกี่ยวกับ LGBTQIAN+ ก่อนหน้านี้ อยู่ในสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มาก่อน ที่แยกศึกษาในกรอบสาขาของตนเองมากกว่าจะเชื่อมโยงความรู้ระหว่างสาขาเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน

วันนี้ (28 ส.ค.2568) ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “อำนาจ และ เอเจนซี ในการศึกษาด้าน LGBTQIAN+ ของสังคมไทย:ทฤษฎี ประวัติ และประเด็น” ว่า การศึกษาความหลากหลายทางเพศได้พัฒนาทฤษฎีและวิธีการวิเคราะห์มากมาย จากงานด้านเกย์และเลสเบี้ยนศึกษาที่สำรวจให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมกับอัตลักษณ์ของผู้ที่รักเพศเดียวกัน ในทศวรรษ 1970

กระทั่งมาสู่ทศวรรษ 2000 – 2020 ได้ขยายการศึกษาไปถึงอัตลักษณ์ทับซ้อน ความหลากหลายของอัตลักษณ์ที่มากขึ้น เช่น บุคคลที่ไม่ระบุเพศสภาพของตนเองว่าเป็นชายหรือหญิง (non-binary) บุคคลที่ไม่ฝักใฝ่ทางเพศ (asexual) ที่กำลังปรากฏขึ้นมาใหม่

ประเทศไทยเองก็มีการศึกษาเกี่ยวกับ LGBTQIAN+ มายาวนาน ถึงรูปแบบกลไกการกดทับตีตรา และการขับเคลื่อนของ  LGBTQIAN+ ในการต่อต้าน ท้าทายอำนาจ เพื่อสร้างพื้นที่และวัฒนธรรมของตนเอง และในการศึกษาความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคลังเก็บเอกสารสำคัญ ด้านประวัติศาสตร์  LGBTQIAN+  เพื่อบันทึกให้เห็นถึงที่มาของการต่อสู้และความสำเร็จของกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมของกลุ่ม LGBTQIAN+ ในประเทศไทย

ปัจจุบันสถานการณ์ความหลากหลายทางเพศในโลกสากลเกิดความตึงเครียด ประเทศมหาอำนาจ กำลังต่อต้านความหลากหลายทางเพศอย่างเข้มข้นขึ้น เช่น ประเทศจีน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศกำลังมีอำนาจมากขึ้น แต่ประเทศไทยกลับเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้กับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจากหลายประเทศผู้ซึ่งเผชิญกับความตึงเครียด และถูกเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรงในประเทศของตน

ดังนั้นในช่วงเวลานี้ นักวิชาการด้านความหลากหลายทางเพศของไทยสามารถสร้างคุณูปการสำคัญต่อวงการ LGBTOAN+ศึกษาได้ด้วยการสร้างองค์ความรู้เพื่อท้าทายความรังเกียจเดียดฉันท์ต่อ LGBTOAN+

และในงาน LGBTQIAN+ศึกษา มีการนำเสนอบทความจำนวนมากเช่น “สมรสเท่าเทียมใต้เงาจันทร์เสี้ยว: การปะทะสังสรรค์ระหว่างศรัทธา สิทธิ และการเคลื่อนไหวในสังคมมุสลิมไทย” โดย ปารเมศ วิชัยดิษฐ ที่สำรวจการทำความเข้าใจความหลากหลายทางเพศในสังคมมุสลิมไทย ผ่านการแสดงจุดยืนและทัศนคติต่อสมรสเท่าเทียม เนื่องจากในสังคมมุสลิมไทย มีบุคคล กลุ่มคน และองค์กรจำนวนมากแสดงจุดยืนที่หลากหลายต่อความหลากหลายทางเพศ มีทั้งตีความตามหลักศาสนา บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมในสังคมมุสลิม รวมไปถึงการปรับตัวเข้ากับวาทกรรมสิทธิมนุษยชนสากล

ปารเมศ วิชัยดิษฐ พบว่า มีทั้งกลุ่มที่สนับสนุน กลุ่มที่คัดค้าน กลุ่มที่สงวนท่าที รวมทั้งมีความพยายามแสวงหาทางออกหรือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนทางสังคมเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ถือได้ว่าเป็นอีกคุณูปการหนึ่งของกฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่ได้กระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างศาสนา วัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชนกำลังดำเนินอยู่ในสังคมมุสลิมไทยร่วมสมัย นำไปสู่การแสวงหาแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม รวมถึงเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต

เช่นเดียวกับ สาลามะ หลงสะเตียะ ผู้นำเสนอบทความผู้ชายพิเศษ: ภาวะกำกึ่งทางเพศกับรอยต่อทางวัฒนธรรมเพศภาวะแบบยืดหยุ่นในบริบทสังคมมุสลิม” ที่นำเสนอการสร้างพื้นที่การอยู่ร่วมกันของความหลากหลายทางเพศในสังคมมุสลิม

แม้ LGBTQIAN+ จะไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในหลักคำสอนทางศาสนากระแสหลัก แต่สามารถดำรงอยู่ได้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ ผ่านการตีความศาสนาเชิงสร้างสรรค์ โดยอิงหลักการสำคัญทางนิติปรัชญาอิสลาม ได้แก่ หลักการคำนึงประโยชน์ส่วนรวม หลักการใช้เหตุผลในการวินิจฉัยทางศาสนา และหลักการคำนึงถึงเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติศาสนา ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญต่อการเปิดพื้นที่ให้แก่การต่อรองและขยับขยายความเข้าใจเกี่ยวกับเพศและบทบาททางเพศในสังคมมุสลิม

ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่น สามารถเป็นช่องทางในการรังสรรค์และขยายขอบเขตความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความขัดแย้งกับหลักการศาสนา หากแต่สามารถใช้หลักการภายในศาสนาอิสลามเองเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความเสมอภาคและการยอมรับความหลากหลายทางเพศในโลกมุสลิมร่วมสมัย

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active