แย่งที่นั่ง ‘โรงเรียนดัง’ ปมการศึกษาไทย แก้ยังไง ? ก็ไม่เท่ากันสักที

จากดรามาแห่สอบ ม.4 รร.เตรียมอุดมศึกษา มองสะท้อนปัญหาระบบการศึกษาไทย กับการกระจายคุณภาพโรงเรียนมัธยมให้เท่าเทียม ทั่วถึง ยังทำไม่ได้จริง ทำเด็กต้องแข่งขันสูง เข้าโรงเรียนในฝันแค่ไม่กี่แห่ง รับสภาพ สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ดี เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จที่มากกว่าหลักสูตร ขณะที่ นักการศึกษา ฝากโจทย์โรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน ต้องทำได้จริง งานท้าทายรัฐบาล-รมว.ศึกษาธิการคนใหม่

จากปรากฎการณ์นักเรียนสอบเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงกฏ กติกาการเข้าสอบ จนทำให้นักเรียนจำนวนไม่น้อยต้องทิ้งสิ่งของ เงินสด เพราะถูกระบุว่าห้ามนำเข้าห้องสอบ หรือ บางคนถึงขั้นทิ้งลงถังขยะ รวมทั้งประเด็นการแข่งขันสูงจากจำนวนผู้เข้าสอบหลักหมื่น แต่สามารถรับได้เพียงแค่หลักพันเท่านั้น

ผู้ปกครองเด็กเตรียมฯ ชวนเข้าใจสถานการณ์หน้างานจริง

หลังจากปรากฎภาพบรรยากาศการเข้าสอบของนักเรียนเกิดขึ้น ไปจนถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนในสังคม ล่าสุดวันนี้ (8 มี.ค. 69) เพจ ผู้ปกครองเด็กเตรียม ออกมา ชี้แจงดราม่า “ทิ้งของหน้าห้องสอบเตรียมอุดมฯ” : เมื่อเด็กต้องเลือกระหว่าง “ของมีค่า” กับ “โอกาสสอบ” ว่า จากประเด็นที่มีการแชร์ภาพสิ่งของและเงินสดถูกวางทิ้งไว้หน้าห้องสอบเข้า ม.4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จนเกิดความเข้าใจผิดและมีการใช้ถ้อยคำรุนแรงพาดพิงถึงกติกาของทางโรงเรียน จึงขอเป็นกระบอกเสียง ชี้แจงข้อเท็จจริงจาก “สถานการณ์หน้างานจริง” เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และเพื่อเป็นแนวทางให้น้อง ๆ รุ่นต่อไป

  1. กติกาชัดเจน และแจ้งล่วงหน้าแล้ว โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามีการประกาศกติกาการเข้าห้องสอบล่วงหน้าอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการทุจริตอย่างเด็ดขาด โดยระบุชัดเจนว่า “ห้ามนำสิ่งของที่ไม่จำเป็นเข้าห้องสอบ รวมถึงกระเป๋าสตางค์และเงินสด” (อนุญาตแค่อุปกรณ์เครื่องเขียนพื้นฐานตามที่กำหนด) ซึ่งผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ทราบและปฏิบัติตามโดยการฝากของไว้กับผู้ปกครอง หรือจุดรับฝากแล้ว

  2. สถานการณ์เฉพาะหน้า คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยจำนวนผู้เข้าสอบกว่าหมื่นคน ทำให้พื้นที่หน้างานมีความหนาแน่นสูงมาก ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากน้อง ๆ บางส่วนที่ “เดินทางมาถึงกระชั้นชิด” เมื่อถึงเวลาเข้าแถวเตรียมเข้าสอบ เด็ก ๆ ต้องเผชิญกับสถานการณ์บีบคั้นที่ต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที หากเลือกที่จะวิ่งฝ่าฝูงชนไปจุดฝากของ และวิ่งฝ่ากลับมาเข้าแถว… “อาจจะเข้าห้องสอบไม่ทัน”

  3. การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของเด็ก ๆ ภาพของที่ถูกวางทิ้งไว้ ไม่ใช่ “คำสั่งของโรงเรียนให้ทิ้ง” แต่เกิดจากการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของน้อง ๆ บางคน ที่ยอมสละของมีค่าเพื่อแลกกับโอกาสในการเข้าไปนั่งทำข้อสอบให้ทันเวลา

พร้อมส่งกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคนที่เผชิญกับสถานการณ์กดดัน และขอฝากถึงบ้านที่เตรียมตัวสอบในปีต่อ ๆ ไปว่า 

  • เผื่อเวลาเดินทางให้มากที่สุด: บริหารเวลาให้ไปถึงสนามสอบล่วงหน้า เพื่อลดความลนลาน

  • ให้ผู้ปกครองเป็น “ตู้เซฟ” เคลื่อนที่: ของมีค่า โทรศัพท์ เงินสด ให้ฝากไว้กับคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่ลงจากรถ หรือหากมาเอง ให้นำของติดตัวมาให้น้อยที่สุดและรีบฝากที่จุดรับฝากตั้งแต่เนิ่น ๆ

  • ศึกษากฎระเบียบให้เป๊ะ: กติกาของสนามสอบใหญ่ระดับประเทศมีความเข้มงวดมาก การเตรียมพร้อมตั้งแต่อยู่บ้านคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

“ทางเพจหวังว่าสังคมจะมองเห็นความมุ่งมั่นของเด็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในภาพนั้น มากกว่าการส่งต่อความเข้าใจผิดที่บั่นทอนกำลังใจกันนะครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัว”

ชื่อเสียง – สิ่งแวดล้อม สู่ ความมั่นใจ สอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำ

มนัส อ่อนสังข์ หรือ พี่ลาเต้ บรรณาธิการข่าวการศึกษาและแอดมิชชัน เว็บไซต์ Dek-D เปิดเผยกับ The Active ว่า ประเด็นเรื่องของการสอบเข้าเตรียมอุดม จากที่พูดคุยกับผู้ปกครองกับน้อง ๆ ส่วนใหญ่เต็มใจและมีความสนใจที่จะไปสอบ บางคนมีที่เรียนอยู่แล้ว คือ จบ ม.3 และต่อ ม.4 ที่โรงเรียนเดิมได้เลยที่ต่างจังหวัด แต่อยากมาลองสอบ เพราะเตรียมอุดม มี “สิ่งแวดล้อมที่ดี” ชื่อเสียงของโรงเรียนแทบจะการันตีได้เลยว่าสามารถสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ จากประวัติศิษย์เก่า รวมทั้งการที่เป็นโรงเรียนที่มีเฉพาะ ม.ปลาย จะมีความโดดเด่น การเข้าไปเรียนที่เตรียมอุดมได้ ถือว่าผ่านการแข่งขันระดับคนเป็นพันเป็นหมื่นคนได้ เหมือนเป็น “หนึ่งความสำเร็จ” ทั้งในมุมของผู้ปกครองและเด็กเอง 

พี่ลาเต้ – มนัส อ่อนสังข์ บรรณาธิการข่าวการศึกษาและแอดมิชชัน เว็บไซต์ Dek-D

มนัส ยังเล่าว่า ในกลุ่ม Dek-D มีผู้ปกครอง ส่วนใหญ่สะท้อนว่าโรงเรียนหลายแห่งมีการปรับการเรียนการสอนที่หลากหลาย เช่น เปิดห้องเรียนเป็นห้องเรียนพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สายแพทย์ สถาปัตย์ วิศวะ ที่แยกสายการเรียนให้เตรียมพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยเลย และโรงเรียน ม.ปลาย ที่เป็นแบบแผนการเรียนวิทย์-คณิตศาสตร์ ศิลป์คำนวณ ก็ไม่ค่อยมีแล้ว แต่โรงเรียนเตรียมอุดม ยังเป็นโรงเรียนที่เป็นวิทย์คณิต ศิลป์คำนวณ ศิลป์ภาษาอยู่

“ในมุมผู้ปกครอง มองว่า แผนการเรียนต่าง ๆ ที่แยกตามคณะที่อยากเข้ามันดูน่าสนใจกว่านะ แต่ในมุมของคนสอบ ก็ยังให้ความสนใจกับเตรียมอุดมมากกว่า แม้กระทั่งหลายโรงเรียนพยายามปรับแผนการเรียนใหม่ เพื่อตอบสนองเด็กมากขึ้น แต่ความนิยมก็ยังน้อยกว่าเตรียมอุดมอยู่”

มนัส อ่อนสังข์

นอกจากนี้ ยังมีเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองบางส่วนที่อยากให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ามาปรับปรุงระบบ เพื่อให้คุณภาพโรงเรียนมีความใกล้เคียงกันมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ที่มี “โรงเรียนยอดนิยม” เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้เกิดการแข่งขันสูง ขณะที่โรงเรียนอื่นแม้จะมีคุณภาพแต่กลับไม่ได้รับความสนใจ

มนัส ยังมองว่า ประเด็นนี้สะท้อนความจริงของระบบการศึกษาไทยที่ยากจะทำให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพหรือชื่อเสียงเท่ากันทั้งหมด แม้จะใช้หลักสูตรเดียวกันหรือหนังสือเรียนเดียวกัน แต่ปัจจัยอย่างผู้สอน กลุ่มผู้เรียน และบรรยากาศการเรียนรู้ล้วนแตกต่างกัน ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนต่างต้องการเลือก “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับตนเอง

ส่วนในมุมของระบบการสอบ มนัส อธิบายว่า การที่เตรียมอุดมมีผู้สมัครจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมาจากการกำหนดวันสอบแยกจากโรงเรียนทั่วไป เนื่องจากโรงเรียนมีเฉพาะระดับชั้น ม.4 – ม.6 คล้ายกับโรงเรียนเฉพาะทางบางแห่ง เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และ โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ที่จัดสอบแยกวันออกมา เมื่อวันสอบไม่ตรงกับโรงเรียนอื่น นักเรียนจึงสามารถสมัครสอบได้โดยไม่ต้องตัดสินใจเลือกเพียงแห่งเดียว ส่งผลให้ยอดผู้สมัครสูง หากสอบพร้อมกับโรงเรียนทั่วไป จำนวนผู้สมัครอาจลดลง เพราะนักเรียนและผู้ปกครองบางส่วนอาจประเมินโอกาสของตนเองและเลือกโรงเรียนที่ได้แน่นอนไว้ก่อน

อีกปัจจัยหนึ่ง คือ ระบบการสอบเข้า ม.4 แตกต่างจากการสอบเข้า ม.1 เพราะนักเรียนบางส่วนมีโควตาเรียนต่อในโรงเรียนเดิมอยู่แล้ว แต่ยังสามารถสมัครสอบโรงเรียนอื่นเพิ่มเติมได้ ทำให้มีนักเรียนจำนวนหนึ่ง “ถือที่เรียนไว้มากกว่าหนึ่งแห่ง” จนบางโรงเรียนต้องกำหนดวันมอบตัวให้ตรงกับวันสอบของเตรียมอุดม เพื่อลดปัญหาการกันที่เรียนหลายแห่ง

อย่างไรก็ตาม มนัส ย้ำว่า ความนิยมของเตรียมอุดมไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนอื่นไม่มีคุณภาพ โรงเรียนประจำจังหวัดหรือโรงเรียนขนาดกลางจำนวนมากก็พยายามพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และยังคงเป็นทางเลือกที่นักเรียนจำนวนไม่น้อยต้องการเรียน

“มีน้องคนหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า เขาพยายามทำทุกวิถีทางให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงให้ได้ เพราะถ้าเข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยเหล่านั้นไม่ได้ ก็จะได้ไปอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้ใช้คะแนนสอบ เป็นมหาวิทยาลัยที่เพื่อนที่ลืมสมัครสอบ หรือไม่ได้สนใจในการสมัครสอบเข้าไปเรียน แต่เขาต้องไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับเพื่อนที่หลงลืมหรือไม่ได้สนใจ อันนี้มุมน้องเขา เลยมองว่าทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนในดวงใจ  ที่มองแล้วว่า อยากจะเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นเพื่ออนาคตของตัวเอง”

มนัส อ่อนสังข์

การแข่งขันของครอบครัวชนชั้นกลาง

ขณะที่มุมมองของ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ปรากฏการณ์การสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สามารถมองได้หลายมิติ เพราะตั้งแต่การก่อตั้ง โรงเรียนแห่งนี้ก็ถูกออกแบบมาให้เป็น “โรงเรียนที่เตรียมความพร้อมนักเรียนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว” จึงเป็นพื้นที่สำหรับเด็กที่มีศักยภาพทางการเรียนสูง และกระทรวงศึกษาธิการก็ดูเหมือนจะยังคงรักษาสถานะของโรงเรียนไว้ในฐานะโรงเรียนกลุ่มนำ ที่เด็กเก่งจากหลายพื้นที่อยากเข้ามาเรียน แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับค่านิยมทางสังคมค่อนข้างมาก เพราะในสังคมไทยก็มีโรงเรียนกลุ่มนำหลายแห่ง

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผศ.อรรถพล อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้เตรียมอุดมศึกษาดูพิเศษ คือ การเป็นโรงเรียนที่เปิดรับเฉพาะระดับมัธยมปลาย ทำให้เด็กเก่งจำนวนมากที่จบมัธยมต้นจากโรงเรียนต่าง ๆ สนใจสอบเข้า โดยเฉพาะเมื่อโรงเรียนมีสถิติการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสูง และหากมองให้ลึก ปรากฏการณ์นี้ส่วนหนึ่งเป็นการแข่งขันของครอบครัวชนชั้นกลาง

“จริง ๆ แล้วมันคือการแข่งขันของลูกชนชั้นกลางถึงชนชั้นกลางระดับบน เด็กต่างจังหวัดที่เก่งมาก ๆ อาจสอบติดเข้ามาบ้าง แต่ไม่ได้สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทั้งหมด เพราะยังมีโรงเรียนมัธยมอีกจำนวนมากที่เด็กสอบแข่งขันเข้าเรียนตั้งแต่ ม.1 หรือ ม.4 เช่นกัน เพียงแต่กรณีของเตรียมอุดมอาจดูโดดเด่นกว่า เพราะจำนวนผู้สมัครสูงมาก”

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล

ความหวัง เพิ่มโอกาสสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย

ผศ.อรรถพล ยังชี้ว่า ปัจจุบันอัตราการแข่งขันสอบเข้าเตรียมอุดมศึกษาอยู่ที่ 1 : 9 สะท้อนความนิยมที่ยังคงสูง แม้ประเทศไทยจะมีโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษอีกหลายประเภท เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ หรือ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และเชื่อว่า เด็กเก่งควรมีพื้นที่ให้พัฒนา ไม่ควรถูกปล่อยทิ้งความสามารถไว้ การมีโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีศักยภาพสูงจึงไม่ใช่เรื่องผิด หลายประเทศก็มีโรงเรียนลักษณะนี้เหมือนกัน แต่ภาพของ “โรงเรียนเด็กเก่ง” ในสังคมไทย ยังผูกติดกับ “การสอบเข้ามหาวิทยาลัย” จนทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากเชื่อว่า หากลูกได้เรียนโรงเรียนเหล่านี้ ก็จะเพิ่มโอกาสในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ

“พ่อแม่ก็เลยจะทุ่มเท พยายามจะให้ลูกตัวเองมีโอกาสได้เข้ามา เพื่ออย่างน้อยก็เป็นความมั่นใจในโอกาสในการเรียนต่อ กับเรื่องที่สองคือมันก็เป็นเรื่องของเครือข่ายทางสังคมของเด็กที่เข้ามาก็จะเจอเพื่อน กลุ่มที่อนาคตอาจจะเป็นกลุ่มที่เข้า จุฬาลงกรณ์รุ่นเดียวกัน ต้นทุนความเป็นเตรียมอุดมก็มีชื่อชั้นทางสังคมอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ได้แค่เรื่องของเข้าโรงเรียนเพียงเพราะเป็นโรงเรียนเด็กเก่งอย่างเดียว มันมีเรื่องของทุนทางสังคมด้วย มันเลยเป็นตัวจูงใจทำให้คนอยากจะเข้าไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมกันมาก” 

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล

ผศ.อรรถพล อธิบายเพิ่มเติมว่า โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็ไม่ได้มีระบบบริหารบุคลากรที่แตกต่างจากโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มากนัก เพราะครูส่วนใหญ่ก็สอบบรรจุเข้ามาเหมือนโรงเรียนอื่น ไม่ได้มีระบบคัดเลือกครูพิเศษแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ทำให้โรงเรียนแตกต่างคือเด็กที่เข้ามาเรียน ส่วนใหญ่มีแรงจูงใจสูง และครอบครัวก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่บรรยากาศทางสังคมจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ

“มันเหมือนเอาเด็กที่มีแรงจูงใจสูงมาอยู่รวมกัน พอมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดียวกัน ทุกคนก็พากันเรียน พากันตั้งเป้าหมาย บางห้องติดวิศวะทั้งห้อง หรือ ติดแพทย์ทั้งห้อง เพราะเด็กจำนวนมากก็ไปเรียนพิเศษข้างนอกด้วย”

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล

หวั่นแห่เรียน รร.ดัง สวนทาง รร.มัธยมหลายแห่ง นักเรียนลดลง

อย่างไรก็ตาม ผศ.อรรถพล ก็ยังมองว่า โรงเรียนกลุ่มนี้ไม่ใช่ปัญหาหลักของระบบการศึกษาไทย สิ่งที่น่ากังวลกว่า คือ โรงเรียนมัธยมจำนวนมากที่กำลังมีจำนวนนักเรียนลดลง ในขณะที่เด็กแย่งกันสอบเข้าโรงเรียนที่มีที่นั่งแค่พันกว่าที่ โรงเรียนมัธยมอีกจำนวนมากกลับมีที่นั่งว่างมากขึ้นทุกปี บางโรงเรียนเด็กต่อห้องเหลือเพียง 20–25 คน คำถามคือรัฐดูแลโรงเรียนเหล่านี้อย่างไร ซึ่งจำนวนเด็กที่ลดลงอาจเป็นโอกาสในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ หากมีการจัดการที่ดี คือ เมื่อเด็กต่อห้องน้อยลง มันควรเป็นโอกาสที่ครูจะดูแลนักเรียนได้ใกล้ชิดมากขึ้น แต่หลายโรงเรียนกลับยังไม่สามารถใช้โอกาสนี้พัฒนาคุณภาพได้เต็มที่ นี่คือโจทย์สำคัญของนโยบายการศึกษา

ผศ.อรรถพล ย้ำถึงผู้ปกครองว่า การสอบไม่ติดโรงเรียนดังไม่ได้หมายความว่าอนาคตของเด็กจะจบลง ถ้าลูกสอบเข้าเตรียมอุดมไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าอนาคตจบ อยู่โรงเรียนไหน พ่อแม่ก็ยังสามารถสนับสนุนลูกได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขายอมรับว่าความเชื่อที่ว่า “เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน” ยังไม่เป็นจริงในระบบการศึกษาไทย

“เพราะกระทรวงศึกษาธิการ ปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น คือ ไม่สามารถการันตีว่าโรงเรียนทำได้ได้ดีที่สุดเท่าที่โรงเรียนทำได้แล้วเพื่อเด็ก เพราะตอนนี้ โรงเรียนที่มีศักยภาพสูง ก็จะดูดเด็กเก่งได้มากกว่า มีเด็กจำนวนเด็กมากกว่า ก็ได้งบฯ มากกว่า แต่โรงเรียนไหนที่เด็กน้อย งบฯ มันก็น้อย พองบฯ น้อยโรงเรียนจะมีทรัพยากรน้อย การไปหาครูมาสอนเพิ่มเติมก็ยาก ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนทรัพยากรเพราะต้องจัดสรรทรัพยากรใหม่”

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล

ย้ำภาพ ‘โรงเรียนใกล้บ้าน’ ยังให้ความเชื่อมั่นไม่ได้ ?

สำหรับปรากฏการณ์การสอบเข้าเตรียมอุดมศึกษาที่เข้มข้นทุกปี จึงสะท้อนความไม่เชื่อมั่นของผู้ปกครองต่อคุณภาพโรงเรียนใกล้บ้าน แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 30 ปี โรงเรียนใกล้บ้านมีเด็กต่อรุ่นน้อยลงมาก แต่เด็กยังต้องแย่งกันสอบเข้าโรงเรียนดัง แสดงว่าระบบการศึกษายังไม่สามารถกระจายคุณภาพไปยังโรงเรียนทั่วประเทศได้ดีพอ ยังไม่สามารถทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองไว้ใจได้เลยว่า โรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านเขาเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ ขนาดว่าลูกเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดแล้วก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นเพื่อมาเรียนเตรียมอุดม หรือทำให้รู้สึกว่ามีโรงเรียนที่สร้างความมั่นใจได้มากกว่า และโรงเรียนเหล่านี้มีจำนวนจำกัด 

“คำถามคือทำไมเราต้องจำกัดจำนวนโรงเรียนเหล่านี้ ที่สร้างความไว้แล้วเชื่อใจเชิงคุณภาพ ไว้แค่ในเมืองหลวง อย่างกรุงเทพฯ หรือ จุฬาภรณ์ฯ ก็อยู่ตามเมืองใหญ่บางจังหวัด กรณีจุฬาภรณ์ยังได้เงินช่วยเหลือต่อหัวเด็กเพิ่มกว่าปกติ มีเงินในการจ้างครูอีกแบบ นี่คือ การสร้างความเหลื่อมล้ำเชิงนโยบาย” 

“ส่วนเตรียมอุดมไม่ได้มีการปฏิบัติอะไรที่พิเศษ แต่ชื่อโรงเรียนติดลมไปแล้ว ส่วนโรงเรียนอื่นทำไมรัฐบาลไม่สามารถ ทำให้โรงเรียนมัธยมอื่น ๆ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจแบบนี้ จนเขาไม่ต้องดิ้นรนแล้วลุกขึ้นมาแข่ง เค้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าโรงเรียนใกล้บ้าน มีคุณภาพได้ นี่คือโจทย์ของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ต้องมาทำ”

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ฝากทิ้งท้าย

การศึกษาขั้นพื้นฐานยังไม่สมดุล ถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

สอดคล้องกับมุมมองของ อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยจาก ไบโอเทค สวทช.​ ที่โพสต์ความเห็นย้ำว่า ที่ใดมีความเป็นเลิศ ที่นั่นย่อมมีการแข่งขัน การที่สถาบันชั้นนำจะดึงดูดคนเก่งและคัดกรองอย่างเข้มข้นเป็นเรื่องปกติมาก แต่ในบริบทของไทย คือ “ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งการศึกษาขั้นพื้นฐานควรต้องสมดุลกว่านี้ 

อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยไบโอเทค สวทช.​

“ปัญหาของเราคือเด็กเก่ง ๆ หลายคนไม่ได้ถูกดึงดูดด้วยความเป็นเลิศเพียงอย่างเดียว แต่ดูเหมือนถูกผลักให้ต้องจากบ้านเกิดเข้ามาแข่งในเมืองหลวง เพราะโรงเรียนในพื้นที่ทรัพยากรไม่พร้อมเท่า คำถามที่น่าสนใจ คือ สมมติว่าพรุ่งนี้รัฐบาลสามารถเนรมิตโรงเรียนมัธยมที่มีอุปกรณ์ล้ำสมัยและครูระดับหัวกะทิ ไปตั้งไว้ในทุกจังหวัดได้จริง ๆ การแข่งขันแย่งชิงกันเข้าโรงเรียนศูนย์กลางดั้งเดิมแบบนี้จะลดลงไหม ? ส่วนตัวผมคิดว่า ยาก! ต่อให้โรงเรียนแถวบ้านจะดีขึ้นแค่ไหน การแข่งขันเพื่อเข้าสู่ ยอดพีระมิด ก็จะยังดุเดือดอยู่ดี”

‘แรงผลักดัน’ เครื่องหมายการันตีความสำเร็จที่มากกว่าหลักสูตร

อนันต์ จึงเชื่อว่า จากประสบการณ์สิ่งที่สถาบันระดับตำนานมี ไม่ใช่แค่หลักสูตร แต่มีสิ่งที่สร้างไม่ได้ในวันเดียว นั่นคือ การได้เรียนท่ามกลางเพื่อนที่เก่งระดับท็อป มีเป้าหมายสูง และทะเยอทะยาน คือ แรงผลักดันที่หาไม่ได้ง่าย ๆ นอกจากนี้เครือข่ายศิษย์เก่า รุ่นพี่รุ่นน้องที่จบไปเป็นผู้นำในทุกวงการ คือสินทรัพย์ที่มองไม่เห็นแต่ทรงพลังมากในชีวิตจริง และ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสอบติดคือ “เครื่องหมายการันตี” ถึงความพยายามและศักยภาพ ซึ่งสังคมยังคงให้คุณค่ากับสิ่งนี้

“สรุปก็คือ การแก้ปัญหาการศึกษาด้วยการกระจายทรัพยากรให้เท่าเทียม เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อยกระดับฐานรากให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่ดีโดยไม่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับธรรมชาติที่ว่า โรงเรียนที่เป็นยอดพีระมิด ก็จะยังคงมีการแข่งขันที่ดุเดือดต่อไป เพราะมันเป็น Fact ที่เปลี่ยนยาก”

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระบุว่า การจัดสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2569 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปีนี้มีผู้เข้าสอบจำนวน 13,895 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ สามารถรับนักเรียนได้จำนวน 1,520 คน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 9.14 แบ่งเป็น 8 แผนการเรียน ได้แก่

  • แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ รับจำนวน 1,000 คน ผู้สมัคร 10,220 คน
  • แผนการเรียนภาษา–คณิตศาสตร์ รับ 120 คน ผู้สมัคร 1,245 คน
  • แผนการเรียนภาษา–ฝรั่งเศส รับ 80 คน ผู้สมัคร 431 คน
  • แผนการเรียนภาษา–เยอรมัน รับ 80 คน ผู้สมัคร 387 คน
  • แผนการเรียนภาษา–ญี่ปุ่น รับ 80 คน ผู้สมัคร 466 คน
  • แผนการเรียนภาษา–จีน รับ 80 คน ผู้สมัคร 668 คน
  • แผนการเรียนภาษา–สเปน รับ 40 คน ผู้สมัคร 228 คน
  • แผนการเรียนภาษา–เกาหลี รับ 40 คน ผู้สมัคร 250 คน

ทั้งนี้ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จะประกาศผลสอบภายในวันที่ 17 มีนาคม 2569 สำหรับนักเรียนที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ สามารถสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อชั้น ม.4 ในรอบการสอบห้องเรียนปกติของโรงเรียนทั่วประเทศได้ต่อไป


Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active