เปิดผลเลือกตั้ง 69 รายจังหวัด “ภูมิใจไทย” แลนด์สไลด์กวาด สส. เขต 19 จังหวัด พบกระจายตัวอยู่ในทุกภาค เหนือ อีสาน กลาง ใต้ ‘นักรัฐศาสตร์’ มองกระแสชาตินิยมและการชูผู้เชี่ยวชาญแก้ปัญหาความมั่นคง – เศรษฐกิจ ตัวดึงคะแนนชนชั้นกลาง ผนวกการเมืองบ้านใหญ่ ทำคว้าชัยเกินคาด
ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ส่ง “พรรคภูมิใจไทย” ขึ้นแท่นอันดับ 1 พรรคการเมืองที่มี สส. ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด 193 ที่นั่ง โดยทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างพรรคประชาชน ที่ได้ 118 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยกลายเป็นพรรคอันดับ 3 จำนวน เหลือเพียง 74 ที่นั่ง
เมื่อดูผลการเลือก สส. แบบแบ่งเขต จะเห็นได้ว่าจาก 77 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร พรรคภูมิใจไทย เจาะพื้นที่ได้ถึง 66 จังหวัด กระจายตัวอยู่ทุกภูมิภาค มีเพียง 11 จังหวัดที่ผู้สมัคร สส. จากพรรคภูมิใจไทยไม่ได้รับเลือกตั้ง คือ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน กำแพงเพชร หนองบัวลำภู ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว
ส่วนจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยสามารถครองพื้นที่ได้ทั้งหมด หรือแลนด์สไลด์มีถึง 19 จังหวัด คือ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ยโสธร อำนาจเจริญ บึงกาฬ ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด พิจิตร เพชรบูรณ์ อุทัยธานี สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ และสตูล
ขณะที่ผลคะแนนแบบบัญชีรายชื่อมีเพียง บุรีรัมย์ สุรินทร์ ตราด อุทัยธานี สุพรรณบุรี เพชรบุรี และระนอง ที่ประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นอันดับ 1 ยกจังหวัด

ปัจจัย ‘ภูมิใจไทย’ ชนะขาด สู่สูตรรัฐบาลใหม่
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งแบบเหนือความคาดหมาย ว่าเป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยวางยุทธศาสตร์ภายใต้กระแสชาตินิยม รวมถึงโอกาสเป็นรัฐบาลในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้เปิดตัวผู้บริหารที่มาพร้อมนโยบายที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า และกระแสชาตินิยม ที่เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา
ประกอบกับยุทธศาสตร์กำหนดตัวผู้รับสมัครเลือกตั้ง ที่ผนึกกำลังการเมืองท้องถิ่นและบ้านใหญ่ ผนวกกับกระแสชาตินิยมในการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้คะแนนสูงเพิ่มมากขึ้น เป็นปรากฏการณ์เกินความคาดหมาย แม้หลายการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้จะมองว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่ไม่มีใครคาดคิดว่านำด้วยคะแนนทิ้งห่างเช่นนี้
“ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งได้ถึง 193 ที่นั่ง ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า หักปากกาเซียน และอยู่เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์ รวมถึงโพลหลายสำนักที่ ประเมินไว้เพียง 130-150 ที่นั่ง”
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
รศ.โอฬาร ยังวิเคราะห์ถึงพรรคเพื่อไทย ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ ว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจ โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็น “เมืองหลวง” และบ้านเกิดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร การที่สีแดงหายไปจากแผนที่เชียงใหม่ สะท้อนว่าคะแนนนิยมในตัวคุณทักษิณนั้น “ขายไม่ได้แล้ว” ในยุคปัจจุบัน แม้พรรคจะพยายามปรับภาพลักษณ์การสื่อสารผ่านคนรุ่นใหม่ก็ตาม
เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ กังวลเรื่องการจัดการปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ ที่ค้างคาใจมาจากรัฐบาลก่อนหน้านั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นความขัดแย้งชายแดนที่พรรคเพื่อไทยถูกมองว่าแก้ไขปัญหาแบบประณีประนอมเกินไป ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเมื่อเป็นรัฐบาลในระยะเวลาอันสั้นกว่า แต่ได้สร้างคะแนนนิยมได้อย่างรวดเร็วเพราะในสายตาประชาชน การแก้ไขปัญหา แบบประนีประนอมไม่ใช่คำตอบ สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องพรมแดนไทย-กัมพูชา เด็ดขาด และรวดเร็วกว่า ด้วยการร่วมมือกับกองทัพ ซึ่งรัฐบาลดูเป็นเอกภาพเดียวกันมากกว่ารัฐบาลเพื่อไทย รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างคนละครึ่งด้วย
ส่วน พรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่น่าสนใจมาก ก่อนเลือกตั้งพรรคกล้าธรรมถูกโจมตี มีภาพลักษณ์ไม่ดีในสายตาประชาชน แต่ผลปรากฎว่า ทุกภูมิภาค กล้าธรรม มี สส. หมดเลย ซึ่ง รศ.โอฬาร ชี้ให้เห็นว่า พรรคนี้ใช้สูตรเดียวกับภูมิใจไทยแต่ลึกกว่า คือการใช้ “บ้านใหญ่ระดับอำเภอ” หรือเบอร์ 2-3 ของจังหวัด (เช่น สจ. อบต. อบจ.) ที่มีฐานมวลชนในพื้นที่หนาแน่น แม้จะไม่เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ แต่มีอิทธิพลสูงในเขตเลือกตั้ง ต่างจากภูมิใจไทยที่ใช้ยุทธศาสตร์บ้านใหญ่แบบตระกูลการเมืองประจำจังหวัด ที่ครอบคลุมอำเภอทั้งหมด
“ผนวกกับ ร.อ. ธรรมนัสเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถผูกโยงนโยบายเข้ากับฐานรากเกษตรกรได้อย่างเหนียวแน่น จนสามารถเจาะพื้นที่ภาคใต้ที่พรรคเพื่อไทยยังเข้าไม่ถึงได้สำเร็จ”
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
วิเคราะห์โฉมหน้ารัฐบาลผสมหน้าตาแบบไหน ?
สำหรับประเด็นการจัดตั้งรัฐบาล รศ.โอฬาร มองว่าสูตร “แดง-น้ำเงิน-เขียว” (เพื่อไทย-ภูมิใจไทย-กล้าธรรม) ดูจะเป็นสูตรที่จะเป็นไปได้ และจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพที่สุดในเชิงตัวเลข แต่ต้องแชร์นโยบายร่วมกัน แบ่งงานกันทำตามนโยบายหลักของแต่ละพรรค และปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ต้องจัดให้เป็นวาระสำคัญในการเร่งแก้ไข เป็นนโยบายเร่งด่วน 100 วันทำทันที
แต่ในเชิงการเมือง พรรคเพื่อไทยกำลัง “ตกที่นั่งลำบาก” เพราะเลือกไม่ได้ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน หากยอมร่วมรัฐบาลในฐานะพรรครองภายใต้ภูมิใจไทย จะถูกมวลชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและเสียคะแนนนิยมในระยะยาว แต่หากตัดสินใจเป็นฝ่ายค้านเพื่อรักษาอุดมการณ์ ก็อาจเกิดสภาวะ “พรรคแตก” เนื่องจาก สส. บางส่วนที่คุ้นเคยกับการเป็นรัฐบาลอาจไม่ยอม และอาจกลายเป็น “งูเห่า” ย้ายขั้วไปสนับสนุนรัฐบาลแทน
สำหรับพรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นพรรคที่ทำงานอย่างเข้มแข็งในการเป็นฝ่าย ตรวจสอบเข้มข้นมาก คอร์รัปชันในประเทศก็อาจจะน้อยลงได้ ซึ่งก็เป็นจังหวะของ พรรคประชาธิปัตย์ที่จะสร้างคะแนนนิยมในฐานะฝ่ายค้าน เพื่อแย่งคะแนนของพรรคประชาชน
“หากมองโมเดลจัดตั้งรัฐบาลอื่น ๆ เช่นภูมิใจไทย เอาพรรคเล็กพรรคน้อยมาร่วมตั้งรัฐบาล พรรคเหล่านี้มีอำนาจต่อรองไม่สูง ภูมิใจไทยก็จะเอาตำแหน่งทางการเมืองให้บ้านใหญ่ได้ง่าย เพราะภูมิใจไทยได้รวบรวมหลายบ้านใหญ่เข้ามาในพรรค มีความท้าทายในการบริหารอำนาจภายใน ที่จะเกิดมุ้งหรือซุ้มในพรรค ที่ยากจะจัดการ การจัดการ ครม. อาจจะต้องหมุนเวียน สลับกันเป็นแต่ละมุ้งการเมือง และถ้าเป็นโมเดลนี้ ฝ่ายค้านจะแข็งแรงมาก มากจนรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพได้”
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
วาทกรรม ด้อยค่า ‘คนต่างจังหวัด’ – ความท้าทายของพรรคประชาชน
ปรากฎการณ์ กรุงเทพฯ แลนด์สไลด์ให้ส้ม ขณะที่คะแนนเลือกตั้งเขตในจังหวัดอื่นเป็นภูมิใจไทย จนนำไปสู่การดูถูกดูแคลนคนต่างจังหวัดนั้น รศ.โอฬาร แสดงความกังวลใจต่อกระแสการล้อเลียนหรือด้อยค่าการตัดสินใจของคนต่างจังหวัดจากฝั่งผู้สนับสนุนพรรคประชาชน โดยระบุว่า พรรคประชาชนต้องสื่อสารกับ “ด้อมส้ม” ให้เข้าใจวิถีการเมืองเชิงอุปถัมภ์ว่า ไม่ใช่เรื่องของความโง่เขลา
แต่เป็นเรื่องของการหา “ความมั่นคงเฉพาะหน้า” ในระบบราชการไทย ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม การที่คนต่างจังหวัดยังต้องพึ่งพา สส. ที่ไปงานศพ งานบวช เป็นเพราะโครงสร้างรัฐไม่ตอบโจทย์ชีวิตพวกเขา
“ชาวบ้านในท้องถิ่นอยู่กับบ้านใหญ่ อยู่กับระบบอุปถัมภ์ อย่าเพิ่งไปสรุปง่าย ๆ โจมตีเขา ด่าเขาว่าโง่ ว่าเขาเลือกตั้งไม่เป็น หรือเขาโง่ ต้องไปดูว่าอะไรคือปัญหาที่ทำให้เขาต้องพึ่งพากลไกอุปถัมภ์ ประชาธิปไตยคือการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่มาด้อยค่ากัน หรือดูแคลนการตัดสินใจของผู้ใช้สิทธิ์”
รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
การเมืองไทยจึงยังเป็นพื้นที่คู่ขนานระหว่าง “วิถีเดิม” กับ “ความต้องการเปลี่ยนแปลง” ที่ต้องใช้เวลามากกว่า 8 ปีในการปรับและเรียนรู้เข้าหากัน
