ครม.รับทราบข้อสั่งการ นายกฯ รับมือสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง กระทบวิกฤตพลังงานไทย ปรับในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานบริการประชาชน งดดูงานต่างประเทศ ปรับแอร์ 26 องศาฯ งดใส่สูท ผูกไทด์ประชุม ลดใช้ไฟอาคารสำนักงาน
วันนี้ (10 มี.ค. 69) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม.รับทราบข้อสั่งการ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวิกฤตพลังงานในประเทศไทย จึงให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการ Work From Home ทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบกับการให้บริการของประชาชน พร้อมสั่งให้งดการเดินทางศึกษาดูงาน อบรมต่างประเทศ โดยให้มาดำเนินการในประเทศไทย

ขณะที่ อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า สถานการณ์ที่ตะวันออกกลาง ถือว่าเป็นแหล่งพลังงานของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน
สำหรับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศไทย กระทรวงพลังงาน ได้จัดตั้งศูนย์ Energy ICS ในการติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับ ในกรณีเกิดผลกระทบในการจัดหาพลังงานของประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 124 ล้านลิตรต่อวัน โดยตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมทั้งสิ้น 8,055 ล้านลิตร โดยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลาง

การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงาน ได้เสนอมาตรการ ลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเป็นการเน้นใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ รวมถึงภาคเอกชน ซึ่งมาตรการสำคัญประกอบไปด้วย
- การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศ ให้เหมาะสม มีการตั้งอุณหภูมิ 26 -27 องศาฯ
- ใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกไทด์ ยกเว้นมีงานพิธีการ
- ลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับ
คอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน - ลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้
- ลดการใช้กระดาษ และเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร
- ส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์
- การทำงานแบบ Work From Home ตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ, การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม, การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool, การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน
ทั้งนี้หากสถานการณ์ยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน เห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น ให้หลีกการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ, ป้ายชื่อร้าน ป้ายชื่อโรงภาพยนตร์, สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22:00 น. เป็นต้นไป และกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22:00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก
หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
