ถามหา “อนุทิน” ปมย้ายแหล่งน้ำดิบเชียงรายไม่คืบ ชาวบ้านหวั่นสารปนเปื้อนน้ำกก 

ชี้เป็นมาตรการเร่งด่วนที่ทำได้ทันที แต่รัฐบาลยังไม่ขยับ ชาวเชียงรายกว่า 120,000 คนยังใช้น้ำจากแม่น้ำกก ซึ่งปนเปื้อนโลหะหนักสารหนู ผิดหวังนายกฯ-รัฐมนตรีไม่ร่วมรับฟังปัญหา หลังประชาชนเดินธรรมยาตราส่งเสียงถึงรัฐบาล

วันนี้ (7 มิ.ย. 69) สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้สัมภาษณ์ The Active หลังการจัดกิจกรรม “ธรรมยาตรา” เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังน่าผิดหวัง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอของประชาชน

สืบสกุล กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการเดินธรรมยาตราคือการเชิญนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจาก 6 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง มาหารือร่วมกันถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งในระดับภายในประเทศและระดับระหว่างประเทศ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ

“สุดท้ายไม่มีรัฐมนตรีมาแม้แต่คนเดียว มีเพียงผู้ช่วยรัฐมนตรีจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วม ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดความคืบหน้าอะไรที่เป็นรูปธรรม สะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่”สืบสกุล กล่าว

ชี้รัฐบาลหลายชุดรับปาก แต่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีการลงพื้นที่ของผู้บริหารระดับสูงและการประชุมร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านหลายครั้ง แต่ยังไม่ปรากฏผลลัพธ์ที่ชัดเจน

ในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร มีการประชุมร่วมระหว่างไทยและเมียนมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 และมีข้อตกลงที่จะจัดตั้งคณะทำงานเทคนิคร่วมเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ แต่หลังจากนั้นกลับไม่มีการแต่งตั้งคณะทำงานหรือดำเนินการใดเพิ่มเติม

ขณะที่ “รัฐบาลอนุทิน 1” มีรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย พร้อมรับปากว่าจะจัดหาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ท่าตอนกว่า 10 หมู่บ้าน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการได้

“รัฐบาลแต่ละชุดมาพร้อมคำรับปาก แต่ปัญหายังอยู่เหมือนเดิม ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันกลับยิ่งไม่เห็นความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหา” เขากล่าว

จี้เร่งอนุมัติงบฯ 2,100 ล้านบาท ย้ายแหล่งน้ำดิบผลิตประปาเชียงราย

สืบสกุล ระบุว่า ประเด็นเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการย้ายแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาของจังหวัดเชียงราย เนื่องจากปัจจุบันระบบประปายังคงใช้น้ำจากแม่น้ำกกเป็นวัตถุดิบหลัก 

เขากล่าวว่า การประปาส่วนภูมิภาคได้เสนอของบประมาณ 2,100 ล้านบาท เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการอนุมัติโครงการ

“ผู้ใช้น้ำประปาในเขตเมืองเชียงรายกว่า 40,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 120,000 คน ยังต้องใช้น้ำจากแหล่งเดิม ขณะที่ข้อเสนอในการจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ยังไม่ถูกผลักดันอย่างจริงจัง ทั้งที่เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันที”

สืบสกุล ตั้งคำถามถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีและนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กำกับดูแล การประปาส่วนภูมิภาค หน่วยงานเจ้าของโครงการโดยตรง แต่ยังไม่เห็นการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางความกังวลเรื่องการปนเปื้อนสารโลหะหนักในลุ่มน้ำกกและแม่น้ำสายที่ยืดเยื้อมานานกว่าหนึ่งปี 

กังวลการตรวจคุณภาพน้ำประปา หลังส่งตรวจห้องปฏิบัติการไม่ได้

อีกประเด็นที่น่ากังวล คือการตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันยังมีการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง แต่ สืบสกุล บอกว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา การประปาส่วนภูมิภาคไม่สามารถส่งตัวอย่างน้ำไปตรวจในห้องปฏิบัติการภายนอกได้ตามปกติ เนื่องจากติดปัญหาด้านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง 

ส่งผลให้ต้องใช้ชุดตรวจภาคสนามแทน ซึ่งสามารถตรวจวิเคราะห์ได้เพียงไม่กี่รายการ และไม่ครอบคลุมสารปนเปื้อนทั้งหมดที่ควรเฝ้าระวัง

“ตอนนี้การตรวจหลายอย่างเป็นการใช้ชุดตรวจภาคสนาม ทำให้ตรวจได้เพียงไม่กี่ตัว ทั้งที่จริงแล้วควรตรวจสารปนเปื้อนหลายประเภทมากกว่านั้น” เขากล่าว

เตือนรัฐกำลังใช้วิธี ‘ตั้งรับ’ รอให้คนป่วยก่อน

สืบสกุล วิจารณ์ว่า แนวทางการทำงานของภาครัฐในปัจจุบันยังเป็นการแก้ปัญหาเชิงรับมากกว่าป้องกันล่วงหน้า

แม้จะมีการเก็บตัวอย่างน้ำ ผัก หรือผลผลิตทางการเกษตรมาตรวจเป็นระยะ แต่หน่วยงานจำนวนมากยังพยายามอธิบายการพบสารโลหะหนักว่าอาจมาจากสารเคมีทางการเกษตร ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันอย่างชัดเจน

“วันนี้เรากำลังรอให้มีคนป่วยก่อน แล้วค่อยมาถกเถียงกันว่าสาเหตุมาจากอะไร ทั้งที่ควรป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้น”

มองกลไกแม่น้ำโขงยังไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหา

สำหรับกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) สืบสกุล เห็นว่ายังไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง

เนื่องจากบทบาทส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ที่การเก็บข้อมูล การติดตามสถานการณ์ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก มากกว่าการมีมาตรการบังคับหรือกลไกจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

“สิ่งที่ MRC ทำได้คือการตรวจวัดและแบ่งปันข้อมูล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง”

ชี้สถานทูตจีนยังตอบสนองมากกว่ารัฐบาลไทย

สืบสกุล กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่รู้สึกผิดหวังคือ การตอบสนองของรัฐบาลไทยยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

“อย่างน้อยสถานทูตจีนยังออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยและพูดถึงการใช้กลไกความร่วมมือเพื่อช่วยแก้ปัญหา แม้จะยังไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ แต่ก็ยังมีการพูดถึงเรื่องนี้ ขณะที่รัฐบาลไทยแทบไม่ส่งสัญญาณอะไรเลย”

พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่รับฟังปัญหาด้วยตนเอง และเร่งผลักดันมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ได้รับผลกระทบ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active