ย้ำ ที่ผ่านมารัฐบาลเมินรับฟังข้อเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำ เสนอ ประกาศปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็น นโยบายระดับชาติ ตั้งคณะทำงานที่มีอำนาจตัดสินใจจริง เร่งแก้ปัญหา
วันนี้ (15 ก.ค. 2569) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ออกจดหมายเปิดผนึกถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก่อนเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16–20 กรกฎาคม 2569 โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยิบยก ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองของนักลงทุนจีนในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ขึ้นเป็นวาระเจรจากับรัฐบาลจีน หลังพบว่าการทำเหมืองแร่ของกลุ่มทุนจีนในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ปล่อยสารโลหะหนัก ทั้งสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีส ลงสู่แม่น้ำสายหลักของไทย (แม่น้ำกก สาย รวก และโขง) ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถใช้น้ำได้ และต้องแบกรับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น
เนื้อหาในจดหมาย ระบุว่า ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญความไม่พอใจต่อการดำเนินธุรกิจของ “จีนเทา” ทั้งในรูปแบบอาชญากรรมและการลงทุนผ่านนอมินี ซึ่งสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์ไทย–จีน ขณะที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศยังคงเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหามลพิษที่ประชาชนได้รับผลกระทบ

กป.อพช. ยืนยันว่า ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่เคยรับฟังข้อเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ที่ได้รับผลกระทบจากสารปนเปื้อน แม้จะมีการเดินธรรมยาตราเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พร้อมเสนอให้ประกาศปัญหานี้เป็น นโยบายระดับชาติ และตั้งคณะทำงานที่มีอำนาจตัดสินใจจริง แต่รัฐบาลกลับตั้งเพียงคณะทำงานระดับกระทรวงที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จดหมาย ยังอ้างผลตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนดินที่พบ สารหนู ตะกั่ว และแมงกานีสเกินมาตรฐาน หลายจุด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำในการดำรงชีวิต ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายซื้อน้ำสะอาดเพิ่มเฉลี่ย 2,600 บาทต่อเดือน และสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพที่พึ่งพาแม่น้ำ
นอกจากนี้ยังอ้างข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติที่เชื่อมโยงบริษัทเหมืองของจีนกับมลพิษดังกล่าว พร้อมเสนอให้รัฐบาลไทย ระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมา และใช้อำนาจตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานแร่ เนื่องจากไทยเป็นทั้งประเทศทางผ่านของแร่และมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญของจีน

กป.อพช. เห็นว่า แม้แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) จะไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องปฏิบัติ และการเจรจากับเมียนมาที่ผ่านมายังไม่คืบหน้า เพราะรัฐบาลเมียนมาปฏิเสธการทำเหมืองในพื้นที่ จึงเรียกร้องให้ นายกฯ อนุทินใช้โอกาสการเยือนจีนครั้งนี้หารือโดยตรงกับผู้นำจีน เพื่อให้จีนรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการลงทุนของบริษัทจีนในเมียนมา และยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนให้เป็น ประเด็นความมั่นคงของประเทศไทย ที่ต้องเร่งแก้ไขร่วมกัน
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีวาระเรื่องมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่ของนักลงทุนจีนในรัฐฉานของเมียนมา (และการตั้งโรงงานสกัดโลหะมีค่าจากขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมของนักลงทุนจีนในภาคตะวันออก) อยู่ในกำหนดการ จึงมีคำถามว่า “รัฐบาลไทยจะนำความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นสู่โต๊ะเจรจากับจีนหรือไม่ ?”
- อ่าน: จดหมายเปิดผนึกถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ฉบับเต็ม
