แนะ ยกระดับตรวจหาสารอันตรายในอาหารที่อาจปนเปื้อนจากขยะอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) หากอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย รัฐต้องมีมาตรการกักกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตแพร่กระจายสู่ตลาด
กรณีปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ของ จ.ปราจีนบุรี ทั้งการพบกองขี้ไก่ยัดไส้ด้วยกากอุตสาหกรรม กลางแปลงไร่อ้อยขนาดใน อ.กบินทร์บุรี ปรากฎการณ์น้ำสีรุ้ง ใน ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ ซึ่งชาวบ้านยังกังวลถึงผลกระทบ ต่อช้างป่า เกษตรกร การปนเปื้อนในพืชอาหาร ตลอดจนผู้บริโภค
ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เปิดเผยกับ The Active ถึงความกังวลต่อสถานการณ์นี้ว่าไม่ใช่เพียงแค่การลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่เกษตรทั่วไปเท่านั้น แต่มลพิษกำลังเคลื่อนตัวผ่านดิน และน้ำเข้าสู่พืชผลที่กำลังจะเก็บเกี่ยว กลายเป็นภัยเงียบที่ปนเปื้อนสู่ห่วงโซ่อาหาร และเข้าสู่ร่างกายของผู้บริโภคทั่วประเทศ รวมถึงสินค้าแปรรูปเพื่อการส่งออก โดยที่ภาครัฐยังไม่มีแผนจัดการที่ชัดเจนรองรับ

ปรกชล เล่าให้เห็นภาพที่ใกล้ที่สุดที่กำลังจะถึง คือ ฤดูกาลเก็บเกี่ยวทั้งข้าว และอ้อย โดยเฉพาะโรงงานน้ำตาลที่มีกำหนดเปิดรับตัดอ้อยเข้าโรงงานในวันที่ 1 ธ.ค.69 แต่จนถึงเวลานี้ ยังไม่เห็นความตื่นตัวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเข้ามาตรวจสอบ หรือจำกัดเส้นทางการเคลื่อนย้ายของพืชผลการเกษตรที่อาจจะปนเปื้อนสารเคมี
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาการทำงานของภาครัฐมักเป็นการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน ไม่ได้มองปัญหาครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ เช่นการลงพื้นที่ครั้งล่าสุดมีเฉพาะหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม และท้องถิ่น แต่ยังขาดการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคเกษตร และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการเข้ามาร่วมกำกับดูแลความปลอดภัยด้านอาหาร


แนะวิเคราะห์ตัวอย่างสารปนเปื้อนในอาหาร ต้องครอบคลุมสารจากกากอุตสาหกรรม
ปรกชล ยังอธิบายว่า ภายใต้หลักการป้องกันไว้ก่อน ภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ต้องส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ร่วมกันเพื่อกำหนดขอบเขตการปนเปื้อน และเส้นทางเคลื่อนตัวของมลพิษ พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างดิน น้ำ และผลผลิตมาตรวจวิเคราะห์สารพิษให้ครอบคลุมทุกชนิด ไม่ใช่ตรวจเฉพาะสารมาตรฐานทั่วไป โดยเฉพาะสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) ที่ปกติไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในเกณฑ์ตรวจสารปนเปื้อนอาหารทั่วไป
“ส่วนใหญ่หน่วยงานรัฐมักจะตรวจสารที่มีมาตรฐาน เช่น ถ้าเป็นทางสิ่งแวดล้อมอาจจะมีสารโลหะหนัก หรือสารเคมีบางประเภทที่เขาสนใจ ซึ่งจะแตกต่างกับอาหารที่มองว่าสารปนเปื้อนน่าจะมาจากสารเคมีกำจัดแมลง หรืออาจจะมีโลหะหนักแค่บางตัว แต่ไม่ได้คิดถึงกากมลพิษอุตสาหกรรม เช่น VOCs น่าจะไม่มีการกำหนดในอาหารแน่ๆ ก็จะไม่ตรวจ เพราะไม่มีค่ามาตรฐานที่เทียบได้ และไม่คิดว่าจะปนเปื้อน เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ว่าตอนนี้อาหารเสี่ยงที่จะปนเปื้อนสารมลพิษจากอุตสาหกรรมก็ต้องตรวจให้มันครอบคลุมด้วย”
ปรกชล อู๋ทรัพย์


ผอ.BIOTHAI ย้ำว่า หากผลการตรวจวิเคราะห์พบว่าผลผลิตปนเปื้อนจริง และอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย รัฐต้องมีมาตรการกักกันเพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตแพร่กระจายสู่ตลาด พร้อมทั้งกำหนดมาตรการชดเชยเยียวยาเกษตรกรอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย แต่ในกรณีที่ผลการตรวจพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย รัฐก็ต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและโปร่งใสในการรับรองความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและผู้รับซื้อ
แม้การออกมาเปิดเผยข้อมูลอาจสร้างความกังวลใจให้แก่เกษตรกร แต่เนื่องจากเกษตรกรไม่ใช่ผู้ก่อมลพิษและไม่ควรต้องแบกรับความเสี่ยง หากปล่อยไว้โดยไม่มีการจัดการเชิงรุก ผลกระทบจะยิ่งขยายวงกว้างจนควบคุมไม่ได้ การออกมาสะท้อนปัญหาในเวลานี้จึงเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อผลักดันให้ภาครัฐขีดเส้นเขตพื้นที่เสี่ยงและเร่งแก้ปัญหาก่อนผลผลิตกระจายสู่ตลาด
ผอ.BIOTHAI ยังทิ้งทายข้อมูลที่น่าสนใจ ว่ายังมีรูปแบบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในรูปแบบแฝงอีก เช่น การนำกากอุตสาหกรรมมาแจกจ่ายเป็นดินบรรจุถุงแจกฟรีให้กับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งจะทำให้สารพิษปะปนอยู่ในพื้นที่ผลิตอาหารโดยที่เกษตรกรไม่รู้ตัว และปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงในจังหวัดปราจีนบุรีเท่านั้น แต่จะกระจายไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศ หากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการในการแก้ปัญหาการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมอย่างเด็ดขาด เป็นรูปธรรม
