ร้อนนี้อันตรายกว่าที่คิด! คาดอุณหภูมิสูงแตะ 43 องศาฯ พื้นที่ กทม.อาจพุ่งแตะ 41 องศาฯ แพทย์ หวั่น ความร้อนกระทบผู้ป่วยกลุ่ม NCDs เบาหวาน ความดัน โรคไต โรคอ้วน เสี่ยงอาการกำเริบเฉียบพลัน ส่งผลรุนแรงถึงชีวิตได้ ท่ามกลางสังคมสูงวัยที่ขยายตัว
นพ.ชยุต ดำรงศิริกุล แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลกับ The Active ถึงเรื่อง ฮีทสโตรก (Heatstroke) ภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และระบายออกไม่ทัน สำหรับคนทั่วไป ร่างกายจะสั่งการผ่านระบบประสาทอัตโนมัติให้หัวใจสูบฉีดเลือดเร็วขึ้นและขยายหลอดเลือดที่ผิวหนังเพื่อระบายความร้อน

เมื่อ NCDs แพ้ความร้อน
แม้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ในกลุ่มผู้ป่วย NCDs โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิตสูง ร่างกายจะมีความเสื่อมของระบบประสาทอัตโนมัติและระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งเป็นกลไกหลักในการระบายความร้อนเมื่อร่างกายร้อนขึ้น หัวใจต้องสูบฉีดเลือดและขยายหลอดเลือดเพื่อระบายความร้อน ซึ่งผู้ป่วย NCDs ที่เป็นมานาน หลอดเลือดอาจแข็งตัวหรือระบบประสาทสั่งการช้าลง ทำให้ ระบายความร้อนไม่ทัน ความร้อนจึงสะสมในร่างกายได้เร็วกว่าและรุนแรงกว่าคนทั่วไป
“ในผู้ป่วย NCDs โดยเฉพาะเบาหวานที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี หรือความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หลอดเลือดของพวกเขามักจะแข็งตัว และระบบประสาทอัตโนมัติทำงานเสื่อมลง ทำให้กลไกการระบายความร้อนล้มเหลว ความร้อนจึงถูกกักขังไว้ในร่างกายเหมือนเตาอบ นำไปสู่อวัยวะภายในล้มเหลวได้เร็วกว่าคนปกติหลายเท่า”
นพ.ชยุต ดำรงศิริกุล

สัญญาณอันตรายจากการ ‘ขาดน้ำ’ สู่ความเสี่ยง ‘ไตวายเฉียบพลัน’
สำหรับสิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่แค่การเป็นลมแดดเท่านั้น นพ.ชยุต ยังระบุถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะตามมา โดยเฉพาะใน ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ซึ่งคนไข้โรคไต ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลงอยู่แล้ว เมื่อเจออากาศร้อนจัดจนร่างกายขาดน้ำจะยิ่งซ้ำเติมให้ไตทำงานหนักขึ้น จนนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิต และทำให้อัตราการเสียชีวิตในกลุ่ม NCDs ที่เป็นฮีทสโตรกสูงกว่าคนปกติอย่างชัดเจน
ทั้งนี้อาการที่พบคือ หน้ามืด เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน สับสน ตัวร้อนจัด (เกิน 40 องศาฯ) หากรุนแรงอาจชักเกร็งหรือหมดสติ สำหรับสัญญาณในผู้ป่วย ที่ต้องเฝ้าสังเกตปัสสาวะหากสีเข้มขึ้นหรือออกน้อยลง แสดงว่าร่างกายขาดน้ำรุนแรง
วิธีปฐมพยาบาล หากเกิดอาการดังกล่าวให้รีบนำผู้ป่วยเข้าที่ร่ม อากาศถ่ายเท ใช้วิธีคลายร้อนปลดเสื้อผ้าให้หลวม เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น ตามจุดชีพจร คอ รักแร้ ขาหนีบ การให้น้ำสำหรับคนที่เป็น ฮีทสโตรก “ห้ามกรอกน้ำใส่ปากคนหมดสติ” เพราะเสี่ยงสำลักลงปอด หากยังรู้สติอยู่ ให้ค่อย ๆ จิบน้ำ แล้วหากอาการหนักให้รับส่งโรงพยาบาล โทร 1669 ทันที

‘ศูนย์พักร้อน’ โมเดลการจัดการที่เริ่มจากชุมชน
นพ.ชยุต ยังเสนอโมเดลการจัดการที่เริ่มจากชุมชนคือ ศูนย์พักร้อน ให้จัดตั้งจุดพักคอยที่มีเครื่องปรับอากาศหรืออากาศถ่ายเทดีในชุมชน เช่น ศาลากลางหมู่บ้านพร้อมอุปกรณ์ปฐมพยาบาล เพื่อให้คนในชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่บ้านร้อนอบอ้าว ได้มีพื้นที่หลบภัยความร้อน ในมุมผู้นำชุมชนที่ใส่ใจการจัดการเพื่อกลุ่มเปราะบาง เช่น อาจใช้โมเดลอาสาสมัครสาธารณสุข หรือผู้นำชุมชน ดูแลลูกบ้านกลุ่มเสี่ยงในอัตราส่วนน้อยๆ เช่น 1 คน ดูแล 10 หลังคาเรือน เพื่อคอยสอดส่องว่าใครเก็บตัวเงียบ หรือมีอาการผิดปกติในช่วงที่อากาศร้อนจัด ขณะเดียวกันมองว่า การจัดทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวต้องทำงานเชิงรุกเยี่ยมบ้าน กลุ่มเปราะบาง เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมและให้ความรู้ก่อนเกิดเหตุ
นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปที่เสี่ยงอยู่ที่โล่งแจ้ง หรือกลุ่มเปราะบางสูง ที่มีโรคประจำตัว หรือ กลุ่มเสี่ยง ลมแดด อาจต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน อย่ารอให้หิวน้ำมากๆ แล้วค่อยดื่ม ให้จิบน้ำเรื่อย ๆ ตลอดวัน เลี่ยงการออกแดดช่วง 11.00 – 15.00 น. และสำหรับลูกหลานที่มีผู้ป่วย NCDs หรือผู้สูงอายุในบ้าน ต้องหมั่นสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะความเปราะบางของร่างกาย ทำให้พวกเขาต้องการการดูแลที่มากกว่าคนทั่วไป

นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ย้ำว่า ความร้อนเป็นตัวกระตุ้นให้ความดันโลหิตพุ่งสูง ซึ่งเสี่ยงมากสำหรับคนที่มีภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก (Stroke) แฝงอยู่ ดังนั้นนโยบายตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. จึงไม่ใช่แค่การตรวจ แต่คือการคัดกรองหากลุ่มเสี่ยง เพื่อให้พวกเขารู้ตัวและป้องกันก่อนที่จะล้มลงเพราะความร้อนการมีนโยบายที่ส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทัน จะเป็นการช่วยชีวิตแบบป้องกันได้ดีกว่าเผชิญเหตุทีหลัง
“หลายคนเสียชีวิตจากฮีทสโตรกเพราะไม่รู้ตัวว่าตัวเองป่วย หรือทนจนร่างกายรับไม่ไหว การรู้ว่าตัวเองมีค่าไขมันสูง หรือเสี่ยงเบาหวาน จะนำไปสู่การปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก และระวังตัวเมื่อต้องเผชิญอากาศร้อน ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้มหาศาล”
นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล
ปรับบ้าน-ปรับเมือง ทางรอดจากความร้อนที่ไม่ต้องแพง
ในแง่การจัดการสิ่งแวดล้อม นพ.ภูริทัต เสนอแนวคิดการปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่ทำได้จริงและประหยัดค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องรอพึ่งพาเครื่องปรับอากาศเพียงอย่างเดียว เพราะการระบายอากาศ เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด ทุกบ้านสามารถทำได้เพื่อลดอุณหภูมิสะสม การมีพื้นที่สีเขียวราคาประหยัด สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องปลูกต้นไม้ราคาแพง ยกตัวอย่าง ต้นคูน หรือไม้ดอกยืนต้นที่ราคาหลักสิบ-ยี่สิบบาท โตเร็ว ให้ร่มเงา ช่วยลดอุณหภูมิรอบบ้านได้จริง สอดคล้องกับนโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้นของ กทม.
ปรับจากเตียงคนไข้ สู่ ‘โรงพยาบาลออนไลน์’
อีกทั้งเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือเริ่มมีอาการผิดปกติจากความร้อน เช่น วิงเวียน เหงื่อออกมากผิดปกติ นพ.ภูริทัต ย้ำว่า “ความเร็วคือชีวิต” ปัจจุบัน กทม. ได้นำเทคโนโลยีมาลดช่องว่างการเข้าถึงบริการผ่าน Line Official และแอปพลิเคชัน หมอ กทม. มีหน่วยแพทย์กู้ชีพทางมอเตอร์ไซค์ ที่เข้าถึงผู้ป่วยวิกฤตในตรอกซอกซอยภายใน 8 นาที เพราะรถพยาบาลใหญ่อาจไม่ทันการณ์ในสภาพจราจรกรุงเทพฯ
“เดี๋ยวนี้เรามี โรงพยาบาลออนไลน์ ประชาชนสามารถปรึกษาอาการได้ตั้งแต่ยังไม่วิกฤต หรือถ้าฉุกเฉินก็เชื่อมต่อกับระบบ 1669 ได้ทันที เราพยายามปรับตัวให้เข้ากับจริตคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว สั้น กระชับ ผ่านสื่ออย่าง TikTok หรือ Facebook Live แทนการอบรมในห้องประชุมแบบเดิมที่คนเข้าถึงน้อย”
นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
- ยกระดับภัยความร้อน เป็นวาระเร่งด่วนทางสาธารณสุข ต้องมีการแจ้งเตือนค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) แบบเจาะจงพื้นที่เสี่ยง ควบคู่กับค่าฝุ่น PM2.5 ผ่านแอปฯ ของ กทม. เพื่อให้กลุ่มเสี่ยง NCDs เตรียมตัวล่วงหน้า
- โมเดล โซนสุขภาพไร้รอยต่อ ที่ผลักดันนโยบาย 8 โซนสุขภาพของ กทม. ให้เข้มข้นขึ้น โดยการันตีการเข้าถึงบริการปฐมพยาบาลภายใน 30 นาที และส่งต่อโรงพยาบาลใหญ่ภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะฉุกเฉินทางความร้อน
- การออกแบบเมืองเพื่อสุขภาพ ภาครัฐต้องออกกฎหมายหรือมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนและครัวเรือน ปรับปรุงอาคารเพื่อลดความร้อน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และจัดตั้งจุด Cool Shelters ในพื้นที่สาธารณะให้ครอบคลุมทั้งชุมชนแออัด คอนโดมิเนียม และหมู่บ้านจัดสรร
- จัดทำ Data Integration บูรณาการข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ป่วย NCDs เข้ากับระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรืออาสาสมัคร สามารถระบุพิกัดและเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ทันทีเมื่อเกิดคลื่นความร้อนรุนแรง
“ความร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่เรื่องของฟ้าฝน แต่เป็นสัญญาณเตือนให้เราต้อง รู้เสี่ยง เลี่ยงป่วย ประชาชนต้องตระหนักรู้ว่าตนเองหรือคนในครอบครัวอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ขณะที่ภาครัฐต้องถักทอตาข่ายความปลอดภัยทางสุขภาพให้ครอบคลุม เพราะในวันที่โลกเดือดขึ้นทุกวัน ความอยู่รอดของประชาชน คือดัชนีชี้วัดความสำเร็จของเมือง“
นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล
