UddC เปิดผลสำรวจ SHIP Index ทั่วประเทศ ชี้เมืองใหญ่ศักยภาพสูงแต่คนยิ่งเปราะบาง แนะ 3 ยุทธศาสตร์ ‘ตั้งรับ-ปรับตัว-เปลี่ยนเมือง’ เพื่อคนทุกวัย
วันนี้ (14 มี.ค. 69) อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC- CEUS) เปิดข้อค้นพบจากโครงการ “ชรานคร” โครงการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง สภาพแวดล้อมของเมือง กับ สุขภาวะของคนเมืองในสถานการณ์สังคมสูงวัย ภายในเวที Policy Forum: เมืองแบบไหน ให้เราอยู่ดี-แก่ดี-ตายดี ภายในงาน Death Fest 2026 เมืองทองธานี
อีกไม่กี่ปี ประเทศไทยจะกลายเป็นเมืองสูงวัย การออกแบบเมืองจึงไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุ แต่ต้องเป็นเมืองสำหรับทุกคนที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้สูงวัย และกำลังจะเป็นผู้สูงวัยในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นคนวัยทำงาน หรือเด็ก ที่ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ และทำให้เมืองเป็นของทุกคน
โครงการ ชรานคร เปิดผลการศึกษาตลอด 1 ปีทั่วประเทศ (ยกเว้นกทม.) พบว่า เมื่อประเมินศักยภาพของเมืองว่าพร้อมแค่ไหนกับการเป็นชรานคร พบว่าแต่ละจังหวัดมีรูปที่แตกต่างกัน
การประเมินดังกล่าว ถูกวิเคราะหฺ์ผ่าน SHIP Index หรือ ดัชนีชี้วัดความพร้อมของเมือง โดยหยิบยกมาจากแนวทางของ AFCC (Age-Friendly Cities and Communities) ที่เป็นมาตรฐานสากลของ WHO ที่กำหนดแนวทางและเพื่อเป็นมาตรฐานให้เมืองต่างๆ ทั่วโลกใช้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และนำมาปรับให้เข้ากับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมของคนไทย
พิจารณา 4 ด้าน ได้แก่
- ความมั่นคงปลอดภัย (S : SECURITY)
- สุขภาพ (H : HEALTH)
- โครงสร้าางและบริการพื้นฐาน (I : INFRASTRUCTURE AND BASIC SERVICE)
- การมีส่วนร่วม (P: PARTICIPATION)

SHIP Index ช่วยให้เห็นภาพว่า “ระดับความแก่” ในประเทศไทย ที่ไม่ใช่แค่จำนวนผู้สูงวัย แต่คือความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นั้น ๆ
โดยผลการศึกษาพบว่า เมืองที่มีสภาพแวดล้อมที่พร้อมให้คนเมืองมีชีวิตได้อย่างมีสุขภาวะที่ดีที่สุด คือ ภูเก็ต นนทบุรี และเชียงใหม่ ในขณะที่บุรีรัมย์ คือจังหวัดที่มีความพร้อมน้อยที่สุด แต่ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเมืองไหนดีกว่ากัน เพราะมีความโดดเด่นคนละรูปแบบ
“ข้อค้นพบที่เจอนี้ ไม่สามารถสรุปได้ว่าจังหวัดไหนดีกว่ากัน แต่ต้องพิจารณาแต่ละด้าน และทุกเมืองไม่จำเป็นต้องมีครบทุกด้านก็ได้”
“เชียงใหม่ มีมิติของสุขภาพ-สาธารณสุขที่เด่นมาก จัวหวัดนี้ก็สามารถทำหน้าที่เป็น node ให้กับจังหวัดข้างเคียงได้ โดยไม่จำเป็นว่าทุกจังหวัดโดยรอบจะต้องแข่งขันให้เป็นสีน้ำเงิน (AFCC Index สูง) เหมือนกันทั้งหมด”

ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC- CEUS)
“ในขณะที่หากมาดูที่จังหวัดเล็ก แม้จะไม่ได้มีมิติสุขภาพ-สาธารณสุขที่เด่นเหมือนเมืองใหญ่ แต่กลับมีมิติของการมีส่วนร่วม (Participation) ที่สูงมากแบบที่จังหวัดใหญ่ไม่มี”
อดิศักดิ์ อธิายต่อไปว่า แม้ดัชนีนี้ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าเมืองไหนดีกว่ากัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ เรื่องของความเหลื่อมล้ำ
ยิ่งเมืองเหลื่อมล้ำ คนยิ่งเปราะบาง
สิ่งที่พบชัดที่สุด คือความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ กล่าวคือ ยิ่งเป็นเมืองใหญ่ เศรฐกิจดี และมีความพร้อมทางศักยภาพมากเท่าไหร่ แต่กลับพบคนที่เปราะบางอยู่ในนั้นมาก เช่น กทม. และภูเก็ต
“เมืองใหญ่ที่มีความปลอดภัย มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีมากเท่าไหร่ กลับมีคนเปราะบางอยู่มากตามไปด้วย สวนทางกับเมืองขนาดเล็ก ที่มีปัจจัยว่ามีการมีส่วนร่วมทางสังคมมากกว่า”
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละเมือง ก็มีความเปราะบางแตกต่างกัน การออกแบบนโยบายและการออกแบบเมืองจึงไม่สามารถทำเหมือนกันได้ เพราะแต่ละแห่งมีบริบทต่างกัน
เสนอ ตั้งรับ-ปรับตัว-พร้อมเปลี่ยนแปลง
รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง เสนอทางแก้ปัญหา ชรานคร ผ่าน 3 ยุทธศาตร์หลัก ได้แก่
1.ตั้งรับ
เน้นความพร้อมของระบบบริการสุขภาพและสาธารณสุข มีโครงสร้างบริการที่เข้าถึงได้ และต้องมีบุคลากรที่มีทักษะในการดูแลผู้สูงอายุ และรักษาเมื่อเจ็บป่วยมากพอ
“ประเทศไทยมีระบบการตั้งรับด้านสุขภาพที่ดีในระดับหนึ่งอยู่แล้วเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ และจำเป็นต้องทำต่อไปในเชิงรุกและชัดเจนมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์สูงวัยที่กำลังมาพร้อมความเจ็บป่วยและโรคภัย”
2. ปรับตัว
เมืองสูงวัยต้องมีสวัสดิการถ้วนหน้า และมองหาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น เศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) และมีส่วนร่วมทางสังคม เพื่อตอบสนองมิติทางเศรษฐสังคม
“สิ่งแรกคือต้องปรับมายาคติ และมองโจทย์สังคมสูงวัยเสียใหม่ ปรับมุมคิดว่าผู้สูงวัยไม่ได้เป็นภาระ แต่เขาคือต้นทุนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ และต้องไม่ได้มองแค่เรื่องการรักษา แต่มองถึงการดูแลหนุ่มสาวเพื่อเตรียมตัวก่อนแก่ด้วย”
3. เปลี่ยนแปลง
เน้นการปรับพื้นที่ทางกายภาพของเมือง ส่งเสริมแนวคิด สูงวัยในถิ่นเดิม (Aging in Place) มีมาตรฐานอารยสถาปัตย์ในระดับบ้าน -ย่าน- เมือง และการส่างเสริมพื้นที่สุขภาวะให้เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้คนมีพฤติกรรมและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีทั้งกายใจ
“การปรับเมืองไม่ใช่แค่เพื่อผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ต้องเป็นมองที่มองเห็นทุกคน ทั้งคนป่วย คนพิการ หรือคนหนุ่มสาวที่ยังแข็งแรง และยังต้องมองไปถึงสิ่งแวดล้อมด้วย”
ทั้งหมด คือ 3 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ ที่หากถามแล้วอะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุด อดิศักดิ์ มองว่า การปรับตัว และทัศนตติ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เร็วที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและสร้างรากฐานระยะยาว
“เราอยู่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ผู้สูงอายุเยอะขึ้น โรคภัยมากขึ้น คนอยู่โดดเดี่ยวมากขึ้น การแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป จำเป็นต้องปรับนโยบายและกฎหมายให้สอดคล้องตั้งแต่วันนี้ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องใช้เวลาปรับตัว”
