แจงยอดบริจาคทะลุ 65 ล้านบาท ช่วยพยุงวิกฤตโรงพยาบาล ย้ำ ใช้ตามวัตถุประสงค์เฉพาะใช้หนี้ ค่ายา ค่าอาหาร ส่วนเงินเดือนบุคลากร รอ สธ.ยื่นมือช่วยเหลือ หวังแก้ปัญหาระยะสั้นไปก่อน อีกด้าน วิกฤตพลังงาน ก็ยังซ้ำเติม เผย ดีเซลในพื้นพุ่ง 63-80 บาท/ลิตร ทำต้นทุนชีวิตผู้คนสูงขึ้น
วันนี้ (2 เม.ย. 69) นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง อ.อุ้มผาง จ.ตาก ให้สัมภาษณ์ The Active ถึงความคืบหน้าหลังประชาชนร่วมบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาลอุ้มผางมาเป็นจำนวนมาก ภายใต้กระแส “คนไทยไม่ทิ้งกัน” จนยอดบริจาคเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 69 ทะลุ 65 ล้านบาท เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตทางการเงิน หลังโรงพยาบาลมีภาระหนี้สะสมกว่า 55 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละประมาณ 12 ล้านบาท และเคยมีเงินคงเหลือเพียง 3 ล้านบาท จนต้องเปิดรับบริจาคเพื่อประคองการให้บริการ
ผอ.รพ.อุ้มผาง ยังระบุว่า แม้เงินบริจาคจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์บางส่วน แต่โรงพยาบาลยังเผชิญความท้าทายด้านสภาพคล่องและต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่ายาและค่าน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการให้บริการพื้นที่ชายแดน

แบ่งวิกฤต 2 ส่วน “เงินหมุนเวียน – หนี้ค่ายา”
นพ.วรวิทย์ กล่าวอีกว่า วิกฤตทางการเงินของโรงพยาบาลขณะนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ วิกฤตสภาพคล่องสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากร และค่าใช้จ่ายดำเนินงานระหว่างเดือน และอีกส่วนคือหนี้ค่ายาที่สะสมจำนวนมาก
ในส่วนสภาพคล่อง กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลแม่สอด ได้รับปากจะให้ยืมเงินประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อช่วยเสริมกระแสเงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เงินยังไม่ถูกโอนเข้ามา โดยหากได้รับเงินส่วนนี้ จะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถประคองการดำเนินงานได้ในระยะสั้น
ส่วนหนี้ค่ายา เงินบริจาคที่ได้รับทำให้โรงพยาบาลสามารถทยอยชำระหนี้ได้จำนวนมาก และเตรียมชำระหนี้ก้อนใหญ่เพื่อให้สามารถสั่งซื้อยาเพิ่มเติมได้ต่อเนื่อง โดยเงินบริจาคที่มีวัตถุประสงค์ด้านยาและอาหารผู้ป่วย รวมแล้วมีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการด้านยาได้ดีขึ้นในระยะหนึ่ง
ย้ำเงินบริจาคใช้ได้เฉพาะ “ยาและอาหาร” ไม่สามารถจ่ายเงินเดือนบุคลากร
ผอ.รพ.อุ้มผาง ยืนยันว่า เงินบริจาคไม่สามารถนำไปใช้จ่ายเป็นเงินเดือนหรือค่าตอบแทนบุคลากรได้ เนื่องจากต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค และเป็นไปตามระเบียบการใช้เงินของหน่วยงานรัฐ
“เงินบริจาคสำหรับยาและอาหารผู้ป่วย มีวัตถุประสงค์ชัดเจน ไม่สามารถนำไปใช้จ่ายเป็นค่าตอบแทนบุคลากรได้ โรงพยาบาลต้องใช้เงินตามวัตถุประสงค์ที่ผู้บริจาคกำหนดเท่านั้น และที่ผ่านมาเรายึดหลักนี้มาโดยตลอด”
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์
ทั้งนี้ เงินบริจาคด้านอาหารผู้ป่วย คาดว่าจะสามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้ระยะหนึ่ง ขณะที่การชำระหนี้ค่ายาจะช่วยให้โรงพยาบาลกลับมาสั่งซื้อยาได้ตามปกติ

วิกฤตน้ำมันซ้ำเติมต้นทุน ดีเซลพุ่ง 63-80 บาทต่อลิตร
นอกจากปัญหาทางการเงิน โรงพยาบาลอุ้มผางยังเผชิญวิกฤตต้นทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งต่อผู้ป่วย การเดินทางของบุคลากร และการดำเนินงานในพื้นที่ภูเขาและชายแดน
นพ.วรวิทย์ ยังระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลในพื้นที่อุ้มผางอยู่ที่ประมาณ 63 บาทต่อลิตรในพื้นที่ใกล้โรงพยาบาล และอาจสูงถึง 80 บาทต่อลิตรในบางพื้นที่ อีกทั้งยังประสบปัญหาน้ำมันขาดแคลน โดยบางปั๊มเปิดให้บริการเพียงวันละ 1-2 ชั่วโมง ก่อนน้ำมันจะหมด
สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบโรงพยาบาล แต่ยังส่งผลต่อประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลในการประกอบอาชีพ ทำให้ต้นทุนชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
โมเดล “รพ.พี่ช่วย รพ.น้อง” ยังไม่แก้ปัญหายั่งยืน
สำหรับแนวทางแก้ไขระยะยาว นพ.วรวิทย์ กล่าวถึงแนวคิดให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลขนาดเล็ก หรือแนวคิดลักษณะ “พี่ช่วยน้อง” หรือ “1 จังหวัด 1 โรงพยาบาล” ว่า อาจช่วยแก้ปัญหาได้บางส่วน แต่มีข้อจำกัด เนื่องจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่เองก็เผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณเช่นกัน
“หากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ต้องช่วยพยุงหลายแห่งพร้อมกัน อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในระยะยาว”
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์
ชี้ข้อจำกัดแนวคิดขายประกันสุขภาพในพื้นที่ชายขอบ
ผอ.รพ.อุ้มผาง ยังสะท้อนข้อจำกัดของแนวคิดให้ประชาชนซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติม โดยระบุว่าอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ชายขอบ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือมีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันได้ แม้อัตราจะอยู่ที่ประมาณ 2,200 บาทต่อปี
“ประชาชนจำนวนมากไม่มีรายได้ประจำ การขายประกันสุขภาพในพื้นที่ลักษณะนี้จึงทำได้ยาก แม้จะเป็นความจำเป็นทางการแพทย์ แต่ศักยภาพในการจ่ายของประชาชนมีจำกัด”
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์
ย้ำ รพ.พยายามควบคุมต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่รักษามนุษยธรรมได้
นพ.วรวิทย์ ระบุว่า โรงพยาบาลพยายามควบคุมต้นทุนอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักการบริหารจัดการที่ประหยัดที่สุด แต่ยังคงรักษามาตรฐานการดูแลผู้ป่วย

“ต้นทุนที่ใช้อยู่ถือเป็นต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะยังรักษามนุษยธรรมในการดูแลผู้ป่วยได้ หากลดมากกว่านี้อาจกระทบคุณภาพบริการ”
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าจะดูแลเรื่องค่าตอบแทนบุคลากร แต่รายละเอียดแนวทางสนับสนุนยังอยู่ระหว่างการหารือ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์
ผอ.รพ.อุ้มผาง ยังระบุว่า แม้เงินบริจาคจะช่วยประคับประคองสถานการณ์ในระยะสั้น แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างของโรงพยาบาลพื้นที่ชายขอบยังต้องการมาตรการระยะยาว เพื่อให้สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
รมว.สธ. ย้ำบุคลากรสาธารณสุขต้องได้รับค่าตอบแทนครบ เตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ทางด้าน พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า บุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนตามสิทธิ โดยกระทรวงจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานด้านแรงงาน เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดระบบหลักประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติและผู้ที่อยู่นอกระบบ
“การแก้ปัญหาจำเป็นต้องทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน เพราะเกี่ยวข้องทั้งเรื่องแรงงาน การขึ้นทะเบียน และหลักประกันสุขภาพ ซึ่งจะต้องหารือเพิ่มเติมในระดับนโยบายต่อไป”
พัฒนา พร้อมพัฒน์
