แก้ปมไร้สิทธิ์ข้ามรุ่น วงจรซับซ้อนระบบสุขภาพชายแดน สู่ความจำเป็นกู้วิกฤต รพ.อุ้มผาง

มองความจริงปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่าน ‘หมู่บ้านกะเหรียงเลตองคุ’ – ผู้ลี้ภัย ในค่ายพักพิงฯ ย้ำภาพข้อจำกัด รพ.ชายแดน สะท้อนผ่านกลุ่ม “ต่างด้าวเทียม” หรือ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในไทย แต่ขาดสถานะทางกฎหมาย จนเข้าไม่ถึงสิทธิบริการสุขภาพ ขณะที่ ผอ.รพ.อุ้มผาง เสนอรัฐเร่งพิสูจน์สัญชาติ แก้ปัญหาไร้สิทธิ์ยืดเยื้อ ออกแบบนโยบายรองรับสุขภาพข้ามพรมแดน อุดหนุนงบฯ สอดคล้องภาระงานจริงในพื้นที่

The Active ลงพื้นที่ หมู่บ้านกะเหรี่ยงเลตองคุ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอราว 100 กิโลเมตร เพื่อทำความเข้าใจบริบทของชุมชนกับการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน

ชุมชนแห่งนี้สะท้อนภาพของชุมชนชายแดนไทย–เมียนมา ที่ผู้คนจำนวนมากมีความเชื่อมโยงกันทางเครือญาติ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เดินทางข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งเป็นเรื่องปกติ ทำให้สถานะทางทะเบียนของประชากรจำนวนไม่น้อย “ตกหล่น” จากระบบ โดยไม่ได้อยู่ในนิยามแรงงานข้ามชาติ แต่เป็นคนในพื้นที่ที่อาศัยอยู่จริงมาอย่างยาวนาน

จากการลงพื้นที่ พบกรณีตัวอย่างของครอบครัวหนึ่งที่สะท้อนปัญหาได้อย่างชัดเจน ภายในบ้านมีสมาชิก 5–6 คน แต่มีเพียง พรเลต่อ วนาขุนแผน ผู้เป็น “พ่อ” อายุ 60 ปี เพียงคนเดียวที่มีบัตรประชาชน และได้รับสิทธิ์หลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง) ขณะที่ลูกอีก 3 คน ไม่มีเอกสารแสดงตัวตนใด ๆ 

บุษกร เพ็ญชลาลัย เจ้าหน้าที่คลินิกกฎหมาย รพ.อุ้มผาง บอกกับ The Active ว่า แม้เมื่อ 2–3 ปีก่อน จะมีการตรวจ DNA เพื่อยืนยันความสัมพันธ์พ่อลูกเรียบร้อย และโรงพยาบาลได้ส่งเรื่องไปยังหน่วยงานอำเภอแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้มีบัตรประชาชน โดยไม่ทราบสาเหตุของความล่าช้า

บุษกร เพ็ญชลาลัย เจ้าหน้าที่คลินิกกฎหมาย รพ.อุ้มผาง

“ครอบครัวหนึ่งมีเพียงพ่อที่มีบัตรประชาชน ส่วนลูกและหลานยัง ไร้สถานะ แม้ผ่านการตรวจ DNA ยืนยันความสัมพันธ์แล้ว แต่ยังไม่ถูกอนุมัติสิทธิ์ เมื่อไม่มีบัตรไม่สามารถใช้สิทธิ์รักษาพยาบาลหรือเบิกค่าใช้จ่ายได้” 

บุษกร เพ็ญชลาลัย

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่รุ่นลูก แต่ลุกลามไปถึง รุ่นหลาน ที่เกิดขึ้นมาใหม่ และยังคงไม่มีสถานะทางทะเบียนเช่นเดียวกัน ทำให้ปัญหานี้กลายเป็นวงจรต่อเนื่อง เป็นแบบนี้เกือบครึ่งหมู่บ้าน ส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และยังเป็นข้อจำกัดของโรงพยาบาลชายแดน

เธอย้ำว่าปัญหาสถานะบุคคลส่งต่อข้ามรุ่น จากพ่อ → ลูก → หลาน ผู้ป่วยจำนวนมากในพื้นที่นี้ คือ คนในชุมชนเอง ไม่ใช่แรงงานข้ามชาติ แต่กลับเข้าไม่ถึงสิทธิการรักษา เพราะติดปัญหาสถานะทางทะเบียน

สถานการณ์นี้สอดคล้องกับสิ่งที่ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง เรียกว่า “ต่างด้าวเทียม” คือ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจริง มีความผูกพันกับพื้นที่ แต่ขาดสถานะทางกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเต็มที่

ภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเลตองคุ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนเชิงโครงสร้าง ของปัญหาที่ฝังลึกในพื้นที่ชายแดน จนอาจเกินศักยภาพของโรงพยาบาลชายแดนที่ควรจะเป็น

งบฯ ต่างชาติสะดุด ความเสี่ยงระบบสุขภาพค่ายผู้ลี้ภัย

The Active ยังได้ลงพื้นที่ ศูนย์พักพิงชั่วคราว “บ้านนุโพ” ซึ่งมีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ 7,538 คน ร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลอุ้มผาง ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ถูกตัดลดจากองค์กรต่างประเทศอย่าง USAID และ IRC ส่งผลให้โรงพยาบาลอุ้มผาง ต้องเข้ามารับผิดชอบดูแลผู้ลี้ภัยที่นี่ต่อ ทั้งในมิติการรักษาพยาบาล การควบคุมโรคติดต่อ และภารกิจด้านมนุษยธรรมที่ไม่สามารถหยุดได้

พว.วิไลวรรณ จินะ หัวหน้าพยาบาลแผนกสูตินรีเวชกรรม รพ.อุ้มผาง ระบุว่า ภายในศูนย์พักพิงฯ ยังคงมีระบบบริการสาธารณสุขพื้นฐานครบถ้วน ตั้งแต่การดูแลผู้ป่วยนอกที่มีขั้นตอนลงทะเบียน ตรวจรักษาโดยเจ้าหน้าที่ Medic ไปจนถึงห้องจ่ายยา และห้องแล็บที่สามารถตรวจโรคสำคัญได้ เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, ไข้มาลาเรีย และระดับน้ำตาลในเลือด ขณะที่ผู้ป่วยในถูกแยกดูแลตามเพศ โดยโรคที่พบมาก คือ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง นอกจากนี้ยังมีห้องคลอด ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยเดือนละประมาณ 20 คน

ขณะที่การตรวจคัดกรองวัณโรคล่าสุดในกลุ่ม 2,000 คน พบผู้ป่วยใหม่ 3 คน ต้องสร้างพื้นที่กักกันโรคแยกออกมา เพื่อให้ยาจนกว่าจะไม่สามารถแพร่เชื้อต่อได้อย่างน้อย  2 เดือน สะท้อนความเสี่ยงโรคติดต่อที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักในขณะนี้คือ “กำลังคน” ที่ลดลงอย่างมาก จากเดิมที่ IRC สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์กว่า 300 คน เหลือเพียง 58 คน และ Medic จาก 39 คน เหลือเพียง 13 คน อีกทั้งยังไม่มีแพทย์ประจำ ต้องอาศัยการปรึกษา (Consult) ผ่านระบบออนไลน์กับโรงพยาบาลอุ้มผาง และหากเกินศักยภาพก็ต้องส่งต่อทันที

ด้านงบประมาณ แม้ IRC จะขยายการจ่ายเงินเดือนให้บุคลากรที่เหลืออยู่ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ แต่ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยเฉพาะค่าล่วงเวลา โรงพยาบาลอุ้มผาง ยังต้องแบกรับเองเดือนละประมาณ 70,000 บาท และยังไม่มีความชัดเจน หากการสนับสนุนถูกยุติลงทั้งหมดในอนาคต

ทั้งนี้ มีการประเมินความเป็นไปได้ในการยกระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง ให้เป็นฐานรองรับการดูแลในระยะยาว แต่ยังต้องรอความชัดเจนด้านนโยบาย บุคลากรและงบประมาณ

เปิดข้อมูลผู้ป่วยต่างด้าวไร้สิทธิพุ่ง ใช้บริการสูง-กินงบกว่า 72 ล้านบาท 

สำหรับสถานการณ์ของโรงพยาบาลอุ้มผาง ที่รองรับผู้ป่วยหลากหลายสถานะ โดยเฉพาะกลุ่มคนไร้สถานะทางทะเบียน ไร้สัญชาติหรือที่เรียกว่า “ต่างด้าวไร้สิทธิ” ที่มีจำนวนมาก ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องรับผิดชอบดูแลอย่างมีนัยสำคัญ

โครงสร้างประชากรในพื้นที่

ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลอุ้มผาง พบว่ามี

  • คนไทย 31,877 คน คิดเป็น 38.4% 
  • ต่างด้าวไร้สิทธิ มีจำนวน 29,747 คน หรือ 35.8%
  • ผู้ถือสิทธิ์ ท.99 จำนวน 13,867 หรือ คน 16.7%
  • ผู้ลี้ภัย 7,538 คน

การใช้บริการด้านสุขภาพ

สำหรับการให้บริการผู้ป่วยนอก (OPD) กลุ่มคนไทยใช้บริการมากที่สุด 77,570 ครั้ง (62.4%) ส่วนกลุ่มต่างด้าวไร้สิทธิ ก็มีจำนวนสูงถึง 33,970 ครั้ง หรือ 27.3% ขณะที่กลุ่ม ท.99 ใช้บริการ 12,385 ครั้ง (10%) และต่างด้าวในระบบประกัน มีเพียง 415 ครั้ง (0.3%) 

สำหรับผู้ป่วยใน (IPD) หรือจำนวนวันนอนโรงพยาบาล กลุ่มต่างด้าวไร้สิทธิมีสัดส่วนสูงถึง 13,425 วัน (45.5%) แซงหน้าคนไทยที่มี 11,835 วัน (40.1%) ส่วนกลุ่ม ท.99 มี 3,379 วัน (11.4%) และต่างด้าวในระบบประกัน 872 วัน (3.0%)

ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ

ในด้านค่าใช้จ่าย พบว่า กลุ่มต่างด้าวไร้สิทธิ มีมูลค่าสูงถึง 72,642,991 บาท คิดเป็น 42.2% ของงบฯ ทั้งหมด ขณะที่คนไทยใช้งบฯ ไป 88,727,454 บาท (51.5%) กลุ่ม ท.99 ใช้ไป 9,794,539 บาท และต่างด้าวในระบบประกัน/ประกันสังคม ใช้เพียง 993,944 บาท

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของโรงพยาบาลชายแดนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยที่อยู่นอกระบบสิทธิการรักษา ซึ่งแม้จะไม่ใช่ประชากรในระบบหลักประกันสุขภาพ แต่กลับใช้บริการสูงส่งผลต่อค่าใช้จ่าย

ขอรัฐอุดหนุน 60 ล้านบาท-เพิ่มเงินเสี่ยงภัย

จากสถานการณ์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการออกแบบนโยบายรองรับสุขภาพข้ามพรมแดน และการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับภาระงานจริงของพื้นที่ เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลชายแดนต้องแบกรับต้นทุนเพียงลำพังในระยะยาว ผอ.รพ.อุ้มผาง จึงเสนอแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วนต่อภาครัฐ ประกอบด้วย

  1. ขอรับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานช่วงเดือนพฤษภาคม–กันยายน 2569 รวม 5 เดือน เดือนละ 12 ล้านบาท รวม 60 ล้านบาท

  2. ขอเพิ่มเงิน Hardship สำหรับโรงพยาบาลชายแดน พื้นที่เสี่ยงภัยและกันดาร

  3. ขอให้มีงบประมาณรองรับการรักษาต่างด้าวไร้สิทธิในพื้นที่

  4. ขอสนับสนุนงบดูแลผู้หนีภัยในศูนย์พักพิง ทั้งค่าบริหารจัดการและบริการสุขภาพ

  5. ขอเพิ่มตำแหน่งข้าราชการและเส้นทางความก้าวหน้าวิชาชีพบุคลากร

เร่งพิสูจน์สัญชาติ-สำรวจกลุ่ม ท.99 ทางออกหลักจากวิกฤต 

อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ คือ กระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องใช้หลายหน่วยงานร่วมกัน เช่น การตรวจ DNA เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางครอบครัวก่อนเข้าสู่กระบวนการให้สัญชาติไทย ซึ่งจะเท่ากับการเพิ่มจำนวนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ให้ รพ.สามารถเบิกค่ารักษาจาก สปสช. ได้ 

หรืออย่างน้อยต้องเร่ง ขึ้นทะเบียนกลุ่มที่เรียกว่าต่างด้าวเทียม ไปสู่ ท.99 เพื่อให้สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่ต้องร่วมมือกับ ทางอำเภอ และกระทรวงมหาดไทย 

“บางกรณีต้องไล่ตรวจตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายไปถึงลูกหลาน ใช้ทั้งเวลาและงบประมาณสูง จึงทำให้ปัญหาคนไร้สิทธิ์ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว”

นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์

นพ.วรวิทย์ ยังย้ำถึงข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น การให้ประชาชนซื้อประกันสุขภาพ ในราคาปีละ 2,200 บาท ว่าในทางปฏิบัติยังเป็นไปได้ยาก เนื่องจากชาวบ้านจำนวนมากมีรายได้เพียงเดือนละ 500–1,000 บาท

“ครอบครัวหนึ่งมี 4 คน ต้องจ่ายเกือบ 9,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง”

นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์


*หมายเหตุ*

หมู่บ้านเลตองคุ ตั้งอยู่ติดชายแดนไทย-เมียนมา ในพื้นที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก เป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ยังคงสืบทอดความเชื่อและวิถีชีวิตตาม ลัทธิฤๅษี (หรือ ตะละกู่) มายาวนานนับร้อยปี โดยมีฤๅษีเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและประมุขสูงสุดของหมู่บ้าน 

อัตลักษณ์ที่โดดเด่น คื อผู้ชายในหมู่บ้านจะไว้ผมยาวและขมวดมวยไว้ที่หน้าผาก แต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง และยึดถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามดื่มสุรา ห้ามเล่นการพนัน และหลายครัวเรือนยังรักษาธรรมเนียมการบริโภคอาหารมังสวิรัติเพื่อความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ

วิถีชีวิตของชาวเลตองคุ เน้นความสันโดษและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมเกลียว แม้ในปัจจุบันความเจริญจะเริ่มเข้าถึง แต่ชุมชนยังคงพยายามรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยใหม่และการคัดเลือกผู้นำจิตวิญญาณรุ่นใหม่เพื่อสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมนี้ต่อไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active