ถกแก้ ‘พ.ร.บ.บัตรทอง’ 13 ก.ค.นี้ ย้ำ ถึงเวลาต้องปรับระบบ ก่อนกระทบผู้ป่วย 

กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา จับมือ Policy Watch ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็น สรุปผลศึกษาการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หลังรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั่วประเทศ พร้อมเปิดวงถกข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ก่อนผลักดันเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ ผ่าน 3 ช่องทาง

วันนี้ (9 ก.ค. 2569) ที่รัฐสภา โสภณ มะโนมะยา รองประธานกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา เปิดเผยว่า การสัมมนาในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ จัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับ Policy Watch ไทยพีบีเอส เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับอนาคตของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนใช้สิทธิกว่า 47-48 ล้านคน ซึ่งจะถ่ายทอดสดออนไลน์ผ่าน Thai PBS และ ทีวีรัฐสภา ใช้ประชาชนได้รับชมและแสดงความคิดเห็นกันแบบสด ๆ

การจัดงานครั้งนี้จะรวบรวมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นักวิชาการ และผู้แทนภาคการเมือง ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โสภณ ย้ำว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องเร่งแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2545 เป็นเพราะระบบสุขภาพกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาฐานะการเงินของโรงพยาบาลหลายแห่งที่ขาดทุนต่อเนื่อง จนบางแห่งไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรได้ตามปกติ และต้องนำเงินสะสมของโรงพยาบาลมาใช้เพื่อประคองการดำเนินงาน

“หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป โรงพยาบาลจะไม่สามารถแบกรับภาระได้ และสุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือประชาชนผู้มารับบริการ”

โสภณ มะโนมะยา

คณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาล ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ศึกษาปัญหามาอย่างต่อเนื่อง โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งโรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และคลินิก เข้ามาให้ข้อมูล รวมถึงลงพื้นที่จัดสัมมนาและเวิร์กช็อปใน 4 ภูมิภาค ซึ่งทุกฝ่ายสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกันว่า โรงพยาบาลกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน มีภาระหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้ค่ายาและเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้มีการเสนอของบประมาณกลางจากรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ ทำให้โรงพยาบาลต้องบริหารจัดการภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ แม้หลายแห่งจะประสบภาวะขาดทุนแล้วก็ตาม

สำหรับผลการศึกษาที่จะสรุปในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ จะถูกรวบรวมเป็นรายงานพร้อมร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฉบับแก้ไข เสนอต่อวุฒิสภา ก่อนส่งต่อไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในฐานะข้อเสนอเชิงนโยบายและร่างกฎหมาย

โสภณ มะโนมะยา รองประธานกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา

นอกจากนี้ คณะผู้จัดทำยังเตรียมผลักดันร่างกฎหมายผ่านอีก 2 ช่องทาง ได้แก่ การเสนอผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยรวบรวมรายชื่อ สส. ไม่น้อยกว่า 20 คน และการเสนอในนามภาคประชาชน ซึ่งต้องเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 10,000 รายชื่อ ตามรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้จะมีการมอบร่างพระราชบัญญัติฯ ให้แก่ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำไปพิจารณาในส่วนของฝ่ายบริหาร รวมทั้งมอบให้ผู้แทนพรรคการเมือง 5 พรรค เพื่อผลักดันเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร

โสภณ ย้ำด้วยว่า ช่องทางที่อยากเห็นมากที่สุด คือ การเสนอร่างกฎหมายในนามประชาชน เพราะกฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนโดยตรง หากสามารถรวบรวมรายชื่อได้ครบ 10,000 รายชื่อ ก็จะสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดอนาคตระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ

ทั้งนี้ หลังร่างกฎหมายถูกเสนอเข้าสู่รัฐสภาแล้ว ระยะเวลาการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับการบรรจุระเบียบวาระของประธานรัฐสภา ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active