ผอ.รพ.ราชพิพัฒน์ ชี้ ถ้าคลินิกเอกชนถอนตัว กทม. ต้องมีระบบรองรับเอง มองอนาคต กทม. อาจดูแลบัตรทองได้ถึง 2 ใน 3
นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เปิดเผยกับ The Active ถึงแนวคิดการพัฒนา “PCU ของโรงพยาบาล” หรือคลินิกเวชกรรมปฐมภูมิในเครือโรงพยาบาล ว่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มจุดบริการสุขภาพใกล้บ้าน แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างใหม่เพื่อแก้ปัญหา “ใบส่งตัว” ที่ซ้ำซ้อนในระบบบัตรทอง และเตรียมรับความเสี่ยงหากวันหนึ่งคลินิกเอกชนหรือคลินิกอบอุ่นทยอยถอนตัวจากระบบ
ปัจจุบัน โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เปิดดำเนินการ PCU แล้ว 1 แห่ง ที่ ปตท.หนองแขม ชื่อว่า “คลินิกโอบอ้อม” ขณะที่ โรงพยาบาลกลาง อยู่ระหว่างเตรียมเปิดโมเดลลักษณะเดียวกันในพื้นที่เยาวราช หลังโครงสร้างก่อสร้างแล้วเสร็จ

แก้ปัญหา “ใบส่งตัว” ด้วยเครือข่ายเดียวกัน
นพ.ภูริทัต อธิบายว่า ปัจจุบันระบบบริการระหว่างคลินิกเอกชน ศูนย์บริการสาธารณสุข และโรงพยาบาล มีระบบส่งต่ออิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว แต่ประชาชนยังต้องเดินทางกลับไป “ขอใบส่งตัว” หรือทำการลงทะเบียนซ้ำ แม้ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่ยังไม่ตอบโจทย์การลดขั้นตอนของประชาชนทั้งหมด
เขาระบุว่า ภาครัฐพยายามพัฒนาระบบ Health Link และศูนย์ข้อมูลกลาง เพื่อเชื่อมข้อมูลผู้ป่วย ลดภาระการเขียนประวัติซ้ำ และลดขั้นตอนการขอใบส่งตัว แต่ปมสำคัญจริง ๆ อยู่ที่ “โครงสร้างการเงิน” ของระบบบัตรทอง
นพ.ภูริทัต อธิบายว่า สาเหตุที่หลายโรงพยาบาลยังต้องการใบส่งตัว เพราะเกี่ยวข้องกับอัตราการจ่ายเงินของระบบหลักประกันสุขภาพ หากไม่มีใบส่งตัว โรงพยาบาลอาจได้รับงบประมาณเหมาจ่ายในอัตราต่ำ แม้ต้องให้บริการรักษาที่มีต้นทุนสูง
“สมมุติคนไข้ต้องตรวจเพิ่มหลายอย่าง ค่าใช้จ่ายเป็นพันบาท แต่ระบบจ่ายมาแค่ประมาณ 200 บาท ถ้าไม่มีใบส่งตัว มันจะกลายเป็นบริการที่ไม่คุ้มทุน”
ในทางกลับกัน คลินิกเอกชนเองก็มีต้นทุน หากส่งต่อผู้ป่วยจำนวนมาก ก็อาจกระทบต่อความอยู่รอดของหน่วยบริการ “ถ้าคลินิกส่งตัวเยอะ ต้นทุนก็สูงขึ้น เขาก็อาจอยู่ไม่ได้” นพ.ภูริทัต ระบุ พร้อมบอกอีกว่าจุดแข็งของ PCU ในเครือโรงพยาบาล คือสามารถเชื่อมระบบกันเองได้ทั้งหมด ตั้งแต่ปฐมภูมิถึงโรงพยาบาล ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องกลับไปขอใบส่งตัวซ้ำ เพราะโรงพยาบาลสามารถรับประกันการส่งต่อภายในเครือข่ายของตัวเอง
“ถ้าเป็นคลินิกของโรงพยาบาลเอง เราส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มารับประกันต่อกันได้เลย ลงทะเบียนออนไลน์ก็ได้ ไม่ต้องกลับไปขอเอกสารซ้ำ”
เขายอมรับว่า โมเดลนี้ทำให้โรงพยาบาลต้อง “รับภาระขาดทุนเอง” มากขึ้น แต่ช่วยลดความยุ่งยากของประชาชนได้มาก
ปัจจุบันรับบัตรทองเพิ่มแล้วกว่า 27,000 คน
นพ.ภูริทัต เปิดเผยว่า ล่าสุดมีประชาชนในระบบบัตรทองทยอยย้ายเข้ามาอยู่ในเครือข่ายของโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ แล้วประมาณ 27,000 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ส่งต่อผ่าน โรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ไปยัง โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ราว 18,000 คน และกลุ่มที่ย้ายสิทธิ์เข้า “คลินิกโอบอ้อม” อีกประมาณ 9,000 คน โดยตั้งเป้ารับประชาชนในโมเดลนี้เต็มที่ประมาณ 50,000 คนภายในปีนี้

เผย “ย้ายสิทธิ์ง่าย แต่เตรียมเตียงไม่ง่าย”
แม้การย้ายสิทธิ์บัตรทองจะทำได้ไม่ยาก แต่ นพ.ภูริทัต ระบุว่า สิ่งที่ท้าทายคือการเตรียมระบบรองรับ โดยเฉพาะเตียงผู้ป่วยใน ห้อง ICU และห้องผ่าตัด ปัจจุบันโรงพยาบาลมีผู้ป่วยนอกเฉลี่ยวันละ 3,500-4,000 คน และมีเตียงผู้ป่วยใน 540 เตียง กำลังขยายเพิ่มเป็น 600 เตียง
“ขั้นตอนย้ายสิทธิ์ไม่ยาก แต่ขั้นตอนเตรียมรองรับเวลาคนไข้ป่วยจริง มันต้องมี ICU มีห้องผ่าตัด มีเตียงพอ ไม่งั้นเดี๋ยวระบบจะล้น”
นพ.ภูริทัต เปิดเผยแนวคิดเชิงโครงสร้างว่า โดยหลักการแล้ว โรงพยาบาลหนึ่งแห่งควรใช้ประมาณ 50-60% ของศักยภาพเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยบัตรทอง โดยใช้หลักคำนวณว่า “1 เตียง ควรครอบคลุมประชากรราว 1,000 คน” เมื่อ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ มีเตียงประมาณ 540 เตียง จึงควรดูแลประชากรบัตรทองราว 300,000 คน
ปัจจุบันโรงพยาบาลดูแลอยู่ประมาณ 190,000 คน และหากรับเพิ่มอีก 50,000 คน จะอยู่ที่ประมาณ 240,000 คน อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงหลักวิชาการและหลักการเงิน แต่ความจริงยังขึ้นอยู่กับภาระงานจริงของโรงพยาบาล “1,000 คนต่อ 1 เตียง ไม่ได้แปลว่าป่วยพร้อมกันคนเดียว ถ้าป่วยเกิน เตียงก็ล้นได้”
มองอนาคต กทม. อาจดูแลบัตรทองได้ถึง 2 ใน 3
นพ.ภูริทัต ระบุว่า หากโครงการขยายโรงพยาบาลของสำนักการแพทย์ กทม. แล้วเสร็จในช่วง 1-4 ปีข้างหน้า จะมีเตียงเพิ่มอีกประมาณ 2,000-3,000 เตียง หากใช้สัดส่วนรองรับบัตรทองราว 60% ก็อาจทำให้กรุงเทพมหานครสามารถรองรับประชากรบัตรทองได้ถึงประมาณ 2 ใน 3 ของทั้งระบบ
“ถ้าโรงพยาบาลขยายครบ และรับในสัดส่วนประมาณ 60% ก็อาจรองรับได้ถึงประมาณ 2 ใน 3 ของประชากรบัตรทอง”
ย้ำ “คลินิกอบอุ่นที่ดี” ยังจำเป็น แต่รัฐต้องอุดช่องว่างพื้นที่ไม่มีเอกชน
นพ.ภูริทัต ยืนยันว่า โมเดล PCU ของโรงพยาบาลไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งขันหรือแทนที่คลินิกอบอุ่น แต่ต้องการปิด “ช่องว่าง” ของระบบบริการในพื้นที่ที่เอกชนไม่ลงทุน โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพฯ เช่น เขตคลองสามวา หรือหนองจอก ที่ประชากรบางพื้นที่ยังไม่หนาแน่นมากพอสำหรับการลงทุนของเอกชน ทำให้ประชาชนต้องเดินทางไกลเพื่อเข้าถึงบริการสุขภาพ
“คลินิกอบอุ่นที่บริการดี เป็นเรื่องดี รัฐจะได้ไม่ต้องเพิ่มโหลดงาน แต่บางพื้นที่เอกชนไม่อยากไปเปิด เพราะประชากรไม่หนาแน่น ตรงนี้รัฐก็ต้องลงทุนเพื่อให้ประชาชนเดินทางไม่ไกล”
เขามองว่า โมเดลนี้ยังเป็น “การปิดความเสี่ยง” ให้ระบบสุขภาพของกรุงเทพฯ หากในอนาคตคลินิกเอกชนยกเลิกบริการในบางพื้นที่ โรงพยาบาลสังกัด กทม. จะสามารถใช้โมเดลเดียวกันเข้าไปเติมช่องว่างได้ทันที

ชี้เหตุผลที่รัฐยังรับ 100% ไม่ได้ เพราะต้นทุนจริงสูงกว่าเงินที่จ่าย
นพ.ภูริทัต ยอมรับว่า เหตุผลสำคัญที่โรงพยาบาลรัฐยังไม่สามารถรับบัตรทอง 100% ได้ทันที เพราะต้นทุนจริงของบริการยังสูงกว่างบประมาณที่ได้รับ
เขายกตัวอย่างว่า ปัจจุบัน โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ มีข้าราชการเพียงประมาณ 350 คน และกำลังจะได้เพิ่มอีก 300 คน แต่ต้องจ้างบุคลากรเพิ่มเติมเองถึง 1,700 คน โรงพยาบาลจึงต้องหารายได้จากบริการอื่น เช่น ประกันสังคม ผู้ป่วยชำระเงินเอง หรือระบบจ่ายตรง เพื่อใช้เป็นรายได้หมุนเวียนในการจ้างบุคลากรและพยุงระบบบัตรทอง
“เราต้องทำแบบเดียวกับเอกชน คือมีรายได้จากประกันสังคม จากกลุ่มจ่ายเอง เอามาจ้างบุคลากร 1,700 คน แล้วเอามาช่วยพยุงส่วนที่บัตรทองขาดทุน”
