ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก แนะนำพ่อแม่วิธีการพูดคุยกับลูก เน้น สร้างความไว้วางใจ ว่ายังสามารถใช้ชีวิตต่อได้ และ ผู้ใหญ่กำลังทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อทำให้พวกเขาปลอดภัย
จากเหตุการณ์นักเรียนก่อเหตุยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จนสร้างความสะเทือนใจไปถึงผู้ปกครองทั่วไป และเด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยเรียน ในฐานะผู้ปกครองที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด มีอะไร ? ที่ต้องทำในช่วงหลังเกิดเหตุการณ์บ้าง
อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวกและผู้ร่วมก่อตั้ง Life Education (Thailand) เปิดเผยกับ The Active โดยมองว่า เป้าหมายสำคัญของการสื่อสารกับลูกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือ การทำให้พวกเขาไว้วางใจได้ว่ายังสามารถใช้ชีวิตกันต่อได้ และผู้ใหญ่กำลังทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อทำให้พวกเขาปลอดภัย รวมถึงเด็กเองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมปลอดภัยได้

“ผมว่ามันเป็นเรื่องของการที่เราในฐานะผู้ใหญ่ ในฐานะผู้ปกครอง จะสร้างบทสนทนาที่ปลอดภัยกับเด็กได้ยังไงซึ่งคำถามที่เด็กคงจะมีผมว่ามีอยู่ 2-3 คำถาม หนึ่งก็คือเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยังไง และเหตุการณ์นี้มันมีโอกาสเกิดขึ้นกับเขาไหม เขาจะไว้ใจโรงเรียนได้อีกไหม”
อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์
แม้ยอมรับว่า การสื่อสารเรื่องความรุนแรงกับลูกไม่ใช่เรื่องที่ง่าย นอกจากจะต้องอาศัยความระมัดระวังแล้ว ผู้ปกครองเองจะทำต้องให้การสื่อสารครั้งนี้สร้างความปลอดภัยกับเด็กมากพอที่เขาจะรู้สึกว่าได้รับการคุ้มครองและเดินหน้าใช้ชีวิตต่อได้ อรุณฉัตร จึงถอดแนวทางการพูดคุยกับลูกไว้เป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้
- ยอมรับในปฏิริยาที่เกิดขึ้นของเด็ก ไม่ว่าจะเศร้า กลัว หรือนิ่งเฉย
- อย่าหลีกเลี่ยงคำถามที่ยาก ไม่เช่นนั้นเด็กจะไปหาคำตอบเอง และอาจจะพบคำตอบที่ไม่เหมาะสมได้
- สื่อสารกับเด็กอย่างตรงไปตรงมาว่า เรื่องแบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้น แต่มันเกิดขึ้นน้อยมาก และตอนนี้ผู้ใหญ่รวมถึงผู้ปกครองเองจะพยายามทำให้เขาปลอดภัยที่สุด
- รักษากิจวัตรประจำวันและบรรยากาศในบ้านให้เป็นเหมือนเดิม เพื่อที่เด็กจะไม่ได้รู้สึกกังวล
- อย่าทำให้เรื่องนี้เป็นบทสนทนาเดียวของครอบครัว
ส่วนประโยคที่ว่า “เรื่องแบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้น” อรุณฉัตร ยอมรับว่า ไม่ใช่สิ่งที่พูดออกมาได้ง่ายโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กโต อย่างในกลุ่มเด็กเล็กวัย 3-6 ขวบ เรื่องนี้อาจยังไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงตรรกะกับเด็กวัยนี้มากนัก ประโยคที่ผู้ปกครองสามารถพูดให้เด็กรู้สึกปลอดภัยก็อาจจะเป็นการบอกว่า
“เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนของหนู แล้วเดี๋ยวมันจะเกิดขึ้นน้อยมาก ๆ
พรุ่งนี้แม่จะไปรับไปส่งในเวลาเดิม”
เพื่อทำให้เห็นว่าเขายังสามารถดำเนินชีวิตแบบกิจวัตรเดิมได้ ส่วนสำหรับเด็กโต อรุณฉัตร ได้ยกตัวอย่างและแนวทางที่จะสื่อสารออกมาให้เข้าใจกันมากที่สุด
“เด็กที่โตขึ้นมาหน่อยอาจจะ 7-12 ปี เราก็อาจจะพูดถึงเรื่องของการที่เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นน้อยมาก แต่เราก็จะไม่โกหกว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย สิ่งที่สัญญาได้แน่ ๆ คือที่โรงเรียนมีคุณครู มีฝ่ายปกครอง เดี๋ยวเราอาจจะคุยกับคุณครูว่าเราจะช่วยกันป้องกันเรื่องนี้กันยังไง เพื่อทำให้เขารู้สึกว่าเขาอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้ปกครองที่พูดคุยกันได้แล้วก็มันจะปลอดภัยขึ้น”
อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์
ส่วนวัยรุ่นที่โตขึ้นมากอีก อรุณฉัตร แนะนำให้เปิดพื้นที่ที่ให้เขาหาวิธีป้องกันร่วมกัน หรือชวนหาคำตอบว่า หากวันหนึ่งตัวเขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เขาจะป้องกันตัวเองอย่างไร นอกจากนี้ต้องไม่ลืมพูดคุยว่า ถ้าวันไหนที่เขารู้สึกไม่ปลอดภัย หรือแม้กระทั่งเห็นว่าเพื่อนของเขาไม่ปลอดภัย ทุกคนจะหาทางเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร
“สังคมพยายามจะทำให้ทุกพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น และทุกคนคงจะได้รับบทเรียนที่สำคัญสำหรับตัวเองและสภาพแวดล้อมของตัวเอง ในฐานะพ่อแม่เราก็คงพยายามอย่างที่สุดเพื่อที่จะทำให้บ้านของเราปลอดภัย ทำให้สังคมของเราปลอดภัย”
อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์
