ผุดแผน กู้แผลใจ-แพลตฟอร์มจับคู่อาสา-ศูนย์รวมข่าวสารแบบไม่มี fake news ผนึกกำลังภาคประชาชนร่วมฟื้นฟู ขณะที่ ‘สมบัติ บุญงามอนงค์’ เผย รัฐบาลชวนหารือ ย้ำ หลักการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ ยันพร้อมทำงานร่วมภาครัฐจนภารกิจแล้วเสร็จ
ภายหลัง Thai PBS ร่วมกับ มูลนิธิกระจกเงา และเครือข่ายฯ ร่วมระดมสมองทุกภาคส่วนเพื่อกอบกู้วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ เกิดเป็นการจัดตั้ง “War Room ภาคประชาชน” พร้อมเดินหน้าภารกิจเร่งด่วน โดยเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้เริ่มเห็นความคืบหน้าของภารกิจที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้ว โดยมีการแบ่งกลุ่มการดำเนินงานตามภารกิจ 12 กลุ่ม ได้แก่
- การสื่อสร้างสรรค์ในภาวะวิกฤต
- ทีมกู้รถ
- จัดระบบศูนย์พักพิงย่อย
- จัดการอาหาร (Food Data Center)
- จัดระบบของบริจาค
- จัดระบบอาสาสมัคร (เพื่อนอาสา One Stop Service)
- การดูแลจิตใจ (ภูมิคุ้มใจ Hear & Heal)
- การป้องกันโรคติดต่อ (Early Outbreak Detection (& reporting) ; EOD)
- การจัดการผู้เสียชีวิต
- การจัดการขยะ (Big Cleaning)
- ทีมซ่อมแซม (งานช่างและอุปกรณ์ไฟฟ้า)
- การดูแลเด็กจากภัยทางน้ำ

The Active สรุปความคืบหน้าการทำงานบางส่วนมาดังนี้
ภูมิคุ้มใจ (Hear & Heal) ซ่อมบาดแผลทางใจ หลังภัยพิบัติ
ฐิตินบ โกมลนิมิ หนึ่งในสมาชิกของทีม เปิดเผยว่า วิกฤตที่หาดใหญ่ในครั้งนี้ไมใช่อุทกภัยธรรมดาเหมือนที่ จ.เชียงราย จ.พระนครศรีอยุธยา หรือในจังหวัดอื่น ๆ ที่ผ่านมา นับเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต ผู้คนในพื้นที่ไม่เพียงสูญเสียชีวิต และทรัพย์สิน แต่ยังเกิดสภาวะเครียด หดหู่สิ้นหวัง ดังนั้น การดูแลเยียวยาจิตใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ
“หลายคนมีภาระกิจเร่งด่วนที่ต้องจัดการ ทั้งตามหาญาติ กู้บ้าน ดูแลทรัพย์สินที่เสียหาย ทำให้ละเลยการดูแลจิตใจ นี่จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทีม”
ฐิตินบ โกมลนิมิ
ดังนั้น ภารกิจที่กลุ่มภูมิคุ้มใจ (Hear & Heal) กำลังเร่งเดินหน้า คือ การเป็นตัวกลางให้ทีมอาสาสมัครดูแลจิตใจสามารถเจอกับผู้ประสบภัย หรือใครก็ตามที่ได้รับผลกระทบทางใจทั้งทางตรงและทางอ้อม
“เรากำลังมีผู้ประสบภัยที่มีทั้งบาดแผลทางใจ (trauma) และความเครียดสะสม ทั้งในพื้นที่หาดใหญ่และนอกพื้นที่ และยังมีผู้ที่ไม่ได้ประสบภัยโดยตรง แต่รู้สึกทุกข์ใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย”
ฐิตินบ โกมลนิมิ
สำหรับงานอาสาสมัครดูแลใจในครั้งนี้ จำเป็นต้องสามารถทำงานในเชิงลึกและซับซ้อนได้ โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มอาสาสมัครที่มีความเชี่ยวชาญจำเพาะด้านสุขภาพจิต เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ฯลฯ
- กลุ่มบุคคลทั่วไป
สำหรับอาสาสมัครดูแลใจกลุ่มบุคคลทั่วไป จะมีข้อกำหนดเพิ่มขึ้น คือ จำเป็นต้องได้รับการเตรียมพร้อมด้านทักษะและความรู้เชิงวิชาการก่อน ผ่านการอบรม Mind First Aid (ปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น) ที่ถูกพัฒนาโดย สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ร่วมกับเครือข่ายหลายภาคส่วน เช่น คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันราชสุดา (คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล) และ Sati App เป็นต้น
โดยอาสาฯ ต้องผ่านการอบรมในรูป แบบ E-Learning อย่างน้อย 13 ชั่วโมง และต้องมีเวลาว่างอย่างน้อย 4 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อทำหน้าที่รับฟัง และสามารถส่งต่อผู้ประสบภัยทางใจให้แก่ผู้เชี่ยวชาญต่อไปได้
“เราอาจทำงานช้ากว่ากลุ่มอื่น ๆ เพราะเรากำลังทำงานกับเรื่องละเอียดอ่อน จำเป็นต้องเตรียมอาสาฯให้พร้อมก่อนทำงาน เพราะหากเขาไม่พร้อมในการฟังความทุกข์ของคนอื่น เขาจะทุกข์ใจเสียเอง จึงต้องให้องค์ความรู้ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการที่ผ่านการรับรองมาแล้วให้มากที่สุดเพื่อเพื่อให้เขาช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น”
ฐิตินบ โกมลนิมิ

ในระยะแรก ทางทีมวางแผนว่าจะทำงานเชิงรุก โดยผลิตชุดความรู้ด้านสุขภาพจิต (ที่ออกแบบโดยสถาบันวิชาการฯ) มีเนื้อหา เช่น การปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น หรือวิธีการสังเกตอาการ (warning signs) สำหรับคนที่มีความเครียดสะสม สิ้นหวัง หรือกระทั่งหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต
โดยเบื้องต้น สื่อดังกล่าวจะ ในรูปแบบ ใบปลิว แผนพับ และฝากทีมอาสาสมัครอื่น ๆ ที่ลงพื้นที่ไปแจกจ่ายผู้ประสบภัยก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่อาจยังไม่มีไฟฟ้าหรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าถึง
“เราอยากเมื่อคนในพื้นที่ได้เริ่มประเมินจิตใจตัวเองก่อนว่ายังไหวไหม หรือต้องการความช่วยเหลือระดับไหน และทำให้เขามีความรู้จะดูแลใจคนในครัวได้ด้วย”
ฐิตินบ โกมลนิมิ
สำหรับการเกิดขึ้นของอาสาสมัครดูแลใจในครั้งที่ ฐิตินบ มองว่า นี่ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในครั้งนี้เท่านั้น แต่เป็นการลงทุนในระยะยาวที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
“การสร้างอาสาสมัครทางใจที่มีคุณภาพในครั้งนี้ จะกลายเป็นบุคลากรดูแลใจที่มีคุณภาพที่สามารถทำงานดูแลใจที่ซับซ้อนและลึกซึ้งได้ในสถานการณ์อื่น ๆ ในอนาตต และนี่คือการเพิ่มคุณภาพใจของสังคมไทยด้วย”
ฐิตินบ โกมลนิมิ
เมื่อข่าวสารกระจัดกระจาย ขอรวมไว้ในเว็บไซต์เดียว
อีกกลุ่มหนึ่งที่หน้าจับตามอง คือ ทีมสื่อสาร โดยทางทีมเห็นปัญหาร่วมกันว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ใหญ่ครั้งนี้ทำให้เห็นปัญหาใหญ่ ๆ ในการสื่อสาร 3 ประเด็น ได้แก่
- ข่าวสารกระจัดกระจายไร้หมวดหมู่
- ข่าวที่ชวนกระตุ้นให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกเชิงลบ
- ข่าวลวง
โดยประชาชนส่วนใหญ่จะเสพข่าวจากโซเชียลมีเดียเป็นหลัก ข้อมูลที่ได้รับจึงเป็นไปตามอัลกอริทึม ทำให้เกิดประโยชน์ได้น้อย โดยเฉพาะสำหรับผู้ประสบภัยและอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ และเร่งด่วน

“เราคิดว่าปัญหาตอนนี้คือการการบอกไม่ได้ว่า นี่เป็นข่าวจริงหรือปลอม หน้าฟีดเต็มไปด้วยข่าวดรามา แต่ข่าวที่สำคัญกลับไม่ปรากฏให้เห็น” หนึ่งในทีมสื่อสารอธิบายปัญหาของข้อมูลที่หลั่งไหลล้นหน้าฟีด โดยทำให้ข้อมูลที่สำคัญตกหล่นไป
ภารกิจที่ตั้งใจจะทำต่อจากนี้ คือ ต้องการรวบรวม “ข้อมูลข่าวสาร” เรื่องน้ำท่วมที่กระจัดกระจายอยู่ในทุกแพลทฟอร์มให้อยู่ในที่เดียว คือ https://jitasa.care/ ซึ่งแม้ตอนนี้จะมีอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่ active มากพอ
นอกจากจะเป็นแหล่งรวมข้อมูลแล้ว ผู้ใช้จะสามารถคัดกรองข้อมูลข่าวสารได้ละเอียดตามความต้องการได้มากขึ้นผ่านฟังก์ชัน filter เช่น ต้องการเฉพาะข่าวจากภาครัฐเท่านั้น หรือต้องการข่าวท้องถิ่นร่วมด้วย รวมถึงเลือกตามพื้นที่ได้ เช่น หาดใหญ่เท่านั้น หรือจังหวัดอื่นร่วมด้วย

และที่สำคัญ แต่ละข่าวจะมีการระบุไว้อย่างชัดเจน ว่าข่าวได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นข่าวจริง เชื่อถือได้ หรือข่าวใดยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อลดปัญหา fake news ด้วย
เพื่อนอาสา One Stop Service : จับคู่คนกับงาน ออกแบบประสบการณ์อาสาสมัคร
ขณะที่ กลุ่มเพื่อนอาสา One Stop Service จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจของเหล่าคนทำงานอาสาสมัคร ที่ช่วยจับคู่อาสาสมัครเข้ากับงานได้อย่างตรงจุด และลดความซับซ้อนในกระบวนการทำงานอาสาสมัครด้วย
“คนที่ทำงานอาสาสมัครล้วนมาทำงานด้วยใจ แต่หลายครั้งการออกแบบงานที่ไม่เหมาะสม และการกระทบกระทั่งกันระหว่าประสานงาน ก็ทำให้คนทำงานอาสาถอดใจ และไม่อยากทำอีก” เอ๋ย จากเดย์เบรกเกอร์ เน็ตเวิร์ก หนึ่งในทีมอธิบายถึงปัญหา
หากมีคนกลางที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูล ดูแล ประสานงานอำนวยความสะดวกให้เหล่าอาสาสมัครอีกที ก็จะทำให้ลดความสับสนระหว่างคนกับงาน และเป็นการออกแบบประสบการณ์ดี ๆ ให้กับคนทำงานอาสาสมัครด้วย
“หากมีใครสักคนอยากเป็นอาสาสมัคร ขอให้ติดต่อมา เราจะเป็น center ที่ให้ข้อมูล และจับคู่ความถนัดของคนให้เข้ากับงานหรือกิจกรรมที่มีอยู่”
เอ๋ย

สำหรับการทำงานในเฟสแรกนั้น จะมีการสร้างแบบฟอร์มออนไลน์สำหรับผู้สนใจงานอาสาสมัคร ภายในแบบฟอร์มจะสอบถามถึงความถนัด ความสนใจ และทักษะเดิมที่มีอยู่ เพื่อจับคู่กับงานที่เหมาะสมที่สุด
“บางคนมีทักษะเฉพาะทางที่จำเป็นมาก เช่น ใช้ภาษามาเลย์ได้ มีความชำนาญในเส้นทางที่ห่างไกลในพื้นที่ หรือทักษะงานช่าง ถ้าจับคู่ให้ถูก เราจะได้อาสาที่ได้ทำสิ่งที่ถนัด และเกิดประโยชน์กับหน้างานด้วย”
ท้ายที่สุดแล้ว ทางทีมวางแผนว่าจะเก็บฟีตแบคของทุกอาสาสมัครที่เข้าร่วม ว่าพวกเขาได้รับประสบการณ์แบบไหน ได้งานที่ตรงตามความคาดหวังหรือไม่ หรือมีสิ่งใดที่ควรปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ข้อมูลทั้งหมดนี้กลายเป็นองค์ความรู้ในการพัฒนางานอาสาสมัครได้อีกในอนาคต
ชี้เป้ารัฐบาลเดินหน้าการทำงานฟื้นฟู
ขณะเดียวกัน สมบัติ บุญงามอนงค์ ผอ.มูลนิธิกระจกเงา โพสต์ข้อความระบุว่า หลังทำ War Room ภาคประชาชน ได้ 1 วัน ได้รับการติดต่อจากทำเนียบว่า รมต. ภราดร ปริศนานันทกุล ผู้อำนวยการ ศป.กฉ.อยากคุยด้วย โดยได้อธิบายหลักการฟื้นฟูพื้นที่ภัยพิบัติ รวมถึงชี้เป้าที่รัฐบาลควรทำ รวมถึงข้อสังเกตที่อาจต้องระมัดระวังในประเด็นเทคนิคที่อาจคาดไม่ถึงแต่ส่งผลสำคัญต่อการทำงานฟื้นฟู

สมบัติ บอกด้วยว่า นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ได้เข้าไปใน War Room ของรัฐบาล ครั้งแรกตอนน้ำท่วม 54 แล้วก็น้ำท่วมหาดใหญ่ 68
“ผมจบท้ายการประชุมด้วยการกล่าวขอบคุณที่รับฟังความเห็นของพวกเรา ต่อจากนี้ War Room ภาคประชาชน และภาครัฐ ก็คงดำเนินการต่อไปจนกว่าภาระกิจจะแล้วเสร็จ“
สมบัติ บุญงามอนงค์
