มติ ‘สภาประชาชน’ จี้ นายกฯ ทบทวนแก้ กม.เปลี่ยนที่มางบฯ กองทุนเพื่อสาธารณะ หวั่นรวบอำนาจ ลิดรอนสิทธิ

ตัวแทนประชาชนทั่วประเทศ เปิดเวทีอภิปราย ปมแก้กฎหมายเปลี่ยนที่มางบฯ องค์กรเพื่อสาธารณะ ห่วงสูญเสียความเป็นอิสระ เปิดทางการเมืองแทรกแซง สะท้อนความเสี่ยงเสียงกลุ่มเปราะบางไร้ที่พึ่ง ชี้ ปิดข้อจำกัด เข้มวินัยการเงินได้ โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย เสนอ ชะลอดันร่างแก้ไข จนกว่าจะศึกษาผลกระทบรอบด้าน รับฟังประชาชน ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 เครือข่ายประชาชนพิทักษ์กองทุนเพื่อสาธารณะ และภาคีเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ จัด เวทีสภาประชาชนเพื่ออภิปรายตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน กรณีเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสาธารณะ โดยมีผู้แทนประชาชนจากหลายภูมิภาคร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตรวจสอบเหตุผล หลักการ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

ผู้เข้าร่วมแสดงความกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของงบประมาณอาจกระทบต่อความเป็นอิสระในการทำงานขององค์กรอย่างไทยพีบีเอส และ สสส. รวมถึงเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงาน ลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชน และกระทบต่อหลักประกันด้านคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบ ทั้งนี้มีการตั้งขอสังเกตการแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับว่า ไม่ใช่แค่การแก้กองทุนธรรมดาแต่คือการลิดรอนอำนาจของประชาชน ที่จะกำหนดอนาคตการพัฒนาของตัวเอง

การส่งเสริมสุขภาพต้องมีความมั่นคงงบประมาณ

ธีรภัทร์  คหะวงศ์ ผู้แทนสภาประชาชนด้านกฎหมายและนโยบายสาธารณะ ระบุถึง หลักการที่มาที่ไปและความจำเป็นที่ต้องมีกองทุน หรือเงินที่เฉพาะเจาะจงไปในด้านการสร้างเสริสุขภาพที่มีเฉพาะเจาะจงไปที่ สสส. เดิมประเทศไทยมีงานด้านการสาธารณะสุขที่เกี่ยวกับด้านการรักษาที่เกิดขึ้นจากการป่วย แต่ช่วงหลังมีแนวคิดเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ โดยใช้งบประมาณที่เฉพาะเจาะจงที่สามารถกำหนดความมั่นคงของแหล่งงบประมาณได้ซึ่งมีความเป็นอิสระจากรัฐบาล 

“ความอิสระจากการทำงานไม่ได้หมายความว่าเป็นอิสระจากการตรวจสอบ ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบแบบหน่วยงานราชการทั่วไป อย่าง สสส. ไม่ได้มีอิสระโดยสิ้นเชิงแต่ยังอยู่ภายใต้กลไกที่คณะกรรมการกองทุนมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณะสุขเป็รองประธานคนที่ 1 และมีกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐอีกจำนวนหนึ่ง”

ธีรภัทร์  คหะวงศ์

ธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้แทนสภาประชาชนด้านกฎหมายและนโยบายสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ไทยมีปัญหาเรื่องการจัดการด้านการควบคุมยาสูบ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่มีความก้าวหน้าและมีการดำเนินการก่อนมีกองทุน สสส. กระทั่งมี พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและคุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่ ปี 2535 ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ให้งบประมาณเรื่องการควบคุมยายสูบไว้บางส่วน แต่ปัญหาคือกระทรวงสาธารณะสุขไม่สามารถของปประมาณได้เพียงพอที่จะสนับสนุนงานควบคุมยาสูบ ขณะเดียวกันปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ไม่มีองค์กรและงบประมาณในการสนับสนุนรณรงค์ 

ในช่วงปี 2537-2539 มีการผลักดันการนำภาษีบาปมาเป็นงบประมาณสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยมีเป้าหมายคือ มีงบประมาณที่สม่ำเสมอ คาดการณ์จำนวนได้ และยั่งยืน เป็นองค์กรอิสระที่สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องมีงบประมาณเจาะจง (Earmarked Tax) ไปที่กองทุน สสส. 

รูปแบบที่มาถ้าเก็บภาษีสรรพสามิต 100% เงินจะเข้าสู่ระบบการเงินการคลัง 100% และเก็บอีก 2% ให้กับ สสส. เก็บเพิ่มอีก 1.5% ให้กับไทยพีบีเอส (โดยไม่เกิน 2,000 ล้านบาท) เก็บอีก 2% ให้กองทุนผู้สูงอายุ และอีก 2% ให้กองทุนกีฬา ซึ่งไม่ใช่การหักออกจากก้อน 100% 

นั่นหมายความว่าเงินที่ 4 กองทุนนี้ได้เป็นเงินเก็บเพิ่ม ขณะที่รายละเอียดร่างกฎหมายที่มีการเสนอโดยสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประชาชนตั้งข้อสงสัยว่าโฆษกรัฐบาลหรือผู้เสนอกฎหมายพยายามที่จะบอกว่าเรื่องการจัดการวินัยการเงินการคลังเป็นนโยบายรัฐบาล แต่มาเสนอร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ 

สาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมค่อนข้างที่จะสั้นมากเพราะว่าปรับเพียงไม่กี่เรื่อง ยกตัวอย่างเช่น กองทุน สสส และไทยพีบีเอส แก้ 2 เรื่องหลักคือแก้ไขเพิ่มเติม เงินและทรัพย์สินของ กองทุน สสส. ตามมาตรา 6 เดิมระบุว่าเงินและทรัพย์สินของกองทุนได้มาจากเรื่องการเก็บภาษีตามมาตรา 11 และเป็นเงินอุดหนุนรัฐบาล ซึ่งได้มีการเสนอแก้ให้เป็น เงินและทรัพย์สินของกองทุนต้องมาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และเงินอุดหนุนรัฐบาลตามความจำเป็น

สาระสำคัญประการที่ 2 ยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ตามมาตรา 11-15 ของไทยพีบีเอสเช่นกัน ยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การที่ได้รับตามกฎหมาย มาตรา 12 และ 16 

“เลขมาตราอาจไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ว่าเนื้อหาของ 2 มาตราที่เกี่ยวข้อง ระบุว่ายกเลิกเงินส่วนเพิ่ม 2% ที่ธุรกิจสุรายาสูบเคยจ่ายภาษีสรรพสามิตส่วนบวกเพิ่มที่เป็น Earmarked Tax ให้กับทั้ง 4 องค์กร เดิมธุรกิจสุรายาสูบต้องจ่าย สรรพสามิต 100% เข้าคลังและจ่ายอีก 1.5-2 % ให้แต่ละองค์กร แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุ่งที่ว่า”

ธีรภัทร์  คหะวงศ์

หากพิจารณาจากร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับแล้ว ข้อสรุปในมุมมองของ ธีรภัทร์ ชี้ว่า ภาษีสรรพสามิต 100% ยังต้องจ่ายเหมือนเดิมเข้ารัฐเท่าเดิม แต่เงินที่ธุรกิจอยู่สูงต้องจ่ายเพิ่ม 1.5-2%  ไม่ต้องจ่ายแล้ว ซึ่งเป็นเงินราว 14,000 ล้านบาท และหากกฎหมายทั้ง 4 ฉบับผ่าน 14,000 ล้านบาท ธุรกิจสุรายาสูบไม่ต้องจ่ายเพิ่ม 

แม้มีความพยายามบอกว่าจะออกเป็นกฎกระทรวงที่จะเพิ่มภาษีในส่วนนี้ได้ แต่ถ้าวิชาการและอาจารย์นักกฎหมายหลายคนบอกว่าการกำหนดเป็นภาษีเฉพาะเจาะจง หรือว่า Earmarked Tax ไม่สามารถดำเนินการโดยฝ่ายบริหารโดยออกเป็นกฎกระทรวงได้ 

“คือถ้าจะเก็บภาษีเฉพาะเจาะจง ต้องทำเป็น พ.ร.บ.และผ่านสภาผู้แทนราษฎรและผ่านรัฐสภาเพื่อให้มีการพิจารณาไม่สามารถที่จะไปเก็บเฉพาะเจาะจงได้แต่ฝ่ายบริหารก็สามารถที่จะไปใช้อำนาจการออกกฎกระทรวงเพิ่มภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพามิตได้ อันนี้ทำได้จริงแต่ส่วนตัวผมโอกาสยากมากที่จะสามารถเก็บเพิ่มให้ได้เท่าเดิมหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ฝ่ายที่มีการรณรงค์ให้เพิ่มภาษียาสูบตอนนี้ 10 ปียังไม่มีการขยับตรงนั้นแต่พอมาวันนี้บอกว่าจะแก้พ.ร.บ.แล้วจะไปเพิ่มภาษีตรงนั้นเพื่อเอาเงิน 14,000 ล้านบาทกลับคืนทั้ง 4 กองทุน”

ธีรภัทร์  คหะวงศ์

ธีรภัทร์ มองว่าอาจจะทำให้รัฐต้องหางบประมาณแผ่นดินมาเติมในส่วนนี้ ก็อาจจะต้องเอามาจาก 100% เดิมมาแบ่งให้กับ 4 กองทุน ที่เดิมแล้วได้เพิ่มจากการเก็บภาษีอยู่แล้ว ทั้งนี้งบประมาณด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ด้านการส่งเสริมสื่อสาธารณะ ด้านการกีฬา และผู้สูงอายุต้องไปพึ่งพาฝ่ายการเมือง สภาผู้แทนราษฎร

“ไม่ใช่ไม่เชื่อและไม่เคารพในฝ่ายนิติบัญญัติ แต่กระบวนการของการได้มาซึ่งงบประมาณหรือหลักการของ Earmarked Tax ต้องคำนึงอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ ต้องมีรายได้ที่ชัดเจนยั่งยืน และสามารถทำงานอย่างต่อเนื่องได้ อีกอย่างคือต้องมีอิสระทางการเมืองเพราะหากไม่เป็นอิสระทางการเมืองก็อาจไม่ต่างจากช่องของรัฐอยู่แล้ว สิ่งนี้สะท้อนว่า งบประมาณปกติอาจจะไม่มีความยั่งยืนหรือแน่นอนว่าจะได้รับ และนอกจากนี้การมีเรื่องของโอกาสของ 4 องค์กรทำงานไม่ได้และอาจจะสูญหายไปจากสังคม เรื่องนี้จึงอาจมีผลกระทบกับประชาชน”

ธีรภัทร์  คหะวงศ์

โต้ 4 กองทุนใช้งบฯ ขัดวินัยการเงินการคลัง

ธนากร คมกฤส ผู้แทนประชาชนภาคกลางและกรุงเทพฯ ตั้งข้อสังเกตว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับมีเป้าประสงค์ทางการเมือง มากกว่าเหตุผลด้านการบริหาร โดยเฉพาะข้ออ้างเรื่องการขัดต่อ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ และการกล่าวหาว่ากองทุนใช้เงินโดยขาดธรรมาภิบาล ตรวจสอบไม่ได้ และใช้จ่ายตามอำเภอใจ

ธนากร โต้แย้งว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เงินตามอำเภอใจไม่เป็นความจริง และไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ โดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์การทำงานและการรับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเสนอโครงการ การอนุมัติ ไปจนถึงการเริ่มดำเนินงาน ระหว่างดำเนินโครงการยังต้องรายงานความคืบหน้าเป็นงวด และผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบบัญชีหลายครั้ง ทั้งการตรวจสอบภายในและการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบบัญชีของ สสส. นอกจากนี้ ในบางปีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังสุ่มตรวจสอบก่อนสิ้นสุดโครงการ ทำให้บางปีมีการตรวจสอบถึง 3 ครั้ง

ธนากร คมกฤส ผู้แทนประชาชนภาคกลางและกรุงเทพฯ

ธนากร ยังยืนยันว่า การมีอยู่ของ สสส. ไทยพีบีเอส และอีก 2 กองทุน เป็นสิทธิอันพึงมีของประชาชนที่กฎหมายให้การคุ้มครอง รวมถึง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ด้วย ประชาชนจึงมีสิทธิได้รับการส่งเสริมสุขภาพ และมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระและมีศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ต้องรักษาไว้

ย้ำอิสระกองทุน ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้

สิ่งที่ต้องยืนยันประการแรก คือ ความเป็นอิสระของกองทุนไม่ได้หมายความว่าจะขาดความโปร่งใสหรือไม่สามารถตรวจสอบได้ โดยธนากรระบุว่า กองทุนยังคงยินดีให้มีการตรวจสอบและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ประการที่สอง คือการมีระบบงบประมาณสนับสนุนโดยตรง ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า Earmarked Tax หรือการจัดสรรรายได้จากภาษีไว้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งเป็นหลักการที่ต้องรักษาไว้ เพราะหากไม่มีระบบดังกล่าว ความมั่นคง ความแน่นอน และความต่อเนื่องในการทำงานของภาคประชาสังคมอาจไม่เกิดขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ถูกครอบงำหรือแทรกแซงโดยอำนาจรัฐและฝ่ายการเมือง

ธนากร บอกด้วยว่า หากไม่มีการยับยั้งการแก้ไขกฎหมายของทั้ง 4 กองทุน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะบั่นทอนความเข้มแข็งและลดทอนศักดิ์ศรีของประชาชน รวมถึงเป็นการคืนประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพ และทำลายหลักการที่ก้าวหน้า ซึ่งจะนำพาสังคมไทยถอยหลังไปสู่ระบบอำนาจนิยมที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงไม่อาจไว้วางใจนโยบายดังกล่าวได้

เชื่อมเสียงจากผลกระทบชุมชน-สิ่งแวดล้อม สู่แนวทางแก้ปัญหาหน่วยงานรัฐ

เตือนใจ ดีเทศน์ ผู้แทนประชาชนภาคเหนือ ก็ย้ำถึงจุดแข็งของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และไทยพีบีเอส โดยเริ่มจาก สสส. ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของคนไทย ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม ทำให้ สสส. สร้างคุณูปการได้มาก แม้ใช้งบประมาณเพียงปีละ 4,000 ล้านบาท

ภาคีเครือข่ายของ สสส. จากกว่า 10 สำนัก ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างบุคคลและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ กับหน่วยงานรัฐและนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม

เตือนใจ ดีเทศน์ ผู้แทนประชาชนภาคเหนือ

ตัวอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ได้แก่ ผลกระทบข้ามพรมแดนจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งเครือข่ายสะพานลมหายใจภาคเหนือได้รับทุนจาก สสส. มาหลายปี และยังต้องทำงานต่อเนื่องอีกนาน เพราะปัญหาฝุ่น PM2.5 มีสาเหตุที่ซับซ้อนและแก้ไขได้ยาก

“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังมีปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นผลกระทบข้ามพรมแดนที่ร้ายแรง ส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารและวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ สัตว์ปีก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในลุ่มน้ำสำคัญทั้ง 5 สาย และขยายผลไปถึงแม่น้ำกระบุรี ใน จ.ระนองด้วย นี่คือคุณูปการของ สสส. ในการเชื่อมโยงชุมชนและบุคคลที่ได้รับผลกระทบเข้ากับหน่วยงานรัฐและนักวิชาการ โดยภาคีเครือข่ายที่ได้รับทุนจาก สสส. ได้ร่วมมือกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทำการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลที่หนักแน่นเกี่ยวกับผลกระทบ ทั้งจากฝุ่น PM2.5 และสารพิษในแม่น้ำต่าง ๆ”

เตือนใจ ดีเทศน์

ขณะเดียวกันสื่อมวลชนอย่างไทยพีบีเอสก็มีบทบาททำให้เสียงของประชาชนที่ไม่เคยได้รับการรับฟังมาก่อน หรือ Voice of the Voiceless ได้รับการนำเสนอ โดยเฉพาะเสียงของกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบ เช่น ผู้สูงอายุไร้สัญชาติและเด็กไร้สัญชาติ ซึ่งไทยพีบีเอสลงพื้นที่สัมภาษณ์ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่ทำงานกับนักวิชาการ

จี้นายกฯ ไม่เสนอร่างแก้ไขกฎหมาย

เตือนใจจึงอยากให้ภาครัฐเห็นว่า ไม่ควรมองผู้ได้รับทุนจาก สสส. เป็นศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามกับรัฐ แต่ควรมองว่าผู้ได้รับทุนและภาคีเครือข่ายเหล่านี้กำลังช่วยทำงานให้รัฐบาลและกระทรวงต่าง ๆ โดยใช้งบประมาณน้อยที่สุด

สอดคล้องกับที่ ธนากร กล่าวว่า กองทุนได้รับงบประมาณเพียงเล็กน้อย และกว่าจะได้รับอนุมัติโครงการก็ต้องผ่านการกลั่นกรองหลายขั้นตอน ดังนั้น ระบบการให้ทุนและการตรวจสอบการดำเนินงานของ สสส. จึงมีความเข้มข้นและยึดหลักวิชาการที่น่าเชื่อถือรัฐบาลจึงไม่ควรมองระบบดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต้องหวาดระแวง

เตือนใจ ระบุว่า นายกฯ อนุทิน ไม่ควรดำเนินการเสนอร่าง พ.ร.บ. สสส. โดยตรง เพราะนายกฯ ไม่ควรใช้สิทธิในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ได้รับการสนับสนุนให้มีความเข้มแข็ง 

“ควรจะถอนร่าง พ.ร.บ.นี้ รวมทั้งคุณศุภชัย ใจสมุทร ที่เสนออีก 3 พ.ร.บ.นั้น ก็ควรจะถอนออกไปเพราะเป็นการตัดอำนาจของประชาชนและตัดการมีส่วนร่วมของประชาชน”

เตือนใจ ดีเทศน์

ปิดข้อจำกัด เข้มวินัยการเงิน โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย

ศักดิ์เจริญ ภวภูตานนท์ ผู้แทนประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ย้ำถึงสาระสำคัญของเรื่องนี้ คือรัฐบาลต้องการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ โดยอ้างว่ากฎหมายเหล่านี้บั่นทอนวินัยการเงินการคลัง แต่เขาเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว โดยให้เหตุผลประกอบหลายประการ

ประการแรก มีบุคคลและหน่วยงานหลายฝ่ายคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย โดยเห็นว่าไม่ได้ช่วยสร้างวินัยการเงินการคลัง ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปัจจุบัน ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเรื่องนี้ ได้กล่าวว่ายังไม่ทราบรายละเอียดและยังไม่ได้รับรายงาน

ศักดิ์เจริญ ภวภูตานนท์ ผู้แทนประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่างคัดค้านการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เช่นเดียวกับประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) รวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินและหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน

ศักดิ์เจริญ ยังกล่าวว่า มีข้อท้วงติงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับการสร้างความมั่นคงและความน่าเชื่อถือด้านการเงินการคลัง โดยระบุว่าแนวทางดังกล่าวไม่ได้แก้ไขได้ด้วยการปรับกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ แต่ต้องดำเนินการในประเด็นอื่นที่สำคัญกว่า

ประการที่สอง เขาตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาวินัยการเงินการคลังจริง การนำกองทุนทั้ง 4 แห่ง กลับไปใช้ระบบกฎหมาย และการจัดสรรงบประมาณแบบเดิมจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะการจัดสรรงบประมาณตามระบบปกติที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ได้ทำให้เกิดวินัยการเงินการคลังอย่างที่ควรจะเป็น

รัฐบาลควรแก้ปัญหาให้ตรงจุดและกำหนดแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน โดยยกตัวอย่างกรณีปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีหนังสือสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดปฏิบัติตามระบบบัญชีภาครัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามหลักวินัยการเงินการคลัง กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า สามารถเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาวินัยการเงินการคลังได้โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ

ประการที่สาม ระบบภาษีที่จัดสรรรายได้ไว้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือ Earmarked Tax ไม่ได้มีเฉพาะในกองทุนทั้ง 4 แห่งเท่านั้น แต่ยังใช้กับหน่วยงานหรือกิจกรรมอื่น ๆ ทั้งในต่างประเทศและประเทศไทยด้วย

ตัวอย่างที่ยกขึ้นมา ได้แก่ ค่าธรรมเนียมทางหลวงและทางด่วน รวมถึงการจัดเก็บภาษีเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับยางและน้ำมัน ซึ่งมีแนวคิดในการจัดสรรรายได้ไว้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเช่นเดียวกัน

พร้อมยังตั้งข้อสังเกตว่าหากรัฐบาลเห็นว่าระบบการจัดเก็บรายได้หรือระบบภาษีลักษณะนี้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างวินัยการเงินการคลังก็ควรอธิบายให้ชัดเจนว่าเหตุใดจึงมุ่งแก้ไขเฉพาะกฎหมายของกองทุนทั้ง 4 แห่ง

ทั้งนี้ตามเอกสารของ IMF ที่อ้างถึง แนวทางสร้างวินัยการเงินการคลังควรให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นด้วย เช่น การทบทวนนโยบายประชานิยม การควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐให้เข้มงวด และการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

ในประเด็นสุดท้าย ศักดิ์เจริญ ยังตั้งข้อสังเกตถึงผลที่จะเกิดขึ้นหากกองทุนทั้ง 4 แห่งต้องกลับเข้าสู่ระบบการทำงานและการจัดสรรงบประมาณตามปกติ โดยยกตัวอย่างว่า ในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ หน่วยงานต่าง ๆ ยังไม่ได้เริ่มดำเนินงาน และอาจต้องรอไปจนถึงปลายเดือน พ.ย หรือ ธ.ค. จึงจะเริ่มทำงานได้ตามกระบวนการปกติ

“การจัดเก็บภาษีจากสุราและยาสูบ โดยยกตัวอย่างว่า หากจัดเก็บภาษี 100 บาท จะมีเงิน 7.50 บาทนำไปสนับสนุนกองทุนทั้ง 4 แห่ง หากยกเลิกการจัดสรรเงินส่วนนี้ ราคาสุราและยาสูบจะลดลงหรือไม่ หากราคายังคงเท่าเดิม รัฐก็ยังจัดเก็บภาษีได้เท่าเดิม จึงเกิดคำถามว่าเงิน 7.50 บาทที่เดิมจัดสรรให้กองทุนจะถูกนำไปใช้ที่ใด”

ศักดิ์เจริญ ภวภูตานนท์

หวั่นแก้กฎหมาย กระทบความเป็น “อิสระ” ในพื้นที่สื่อสารสาธารณะของกลุ่มคนตัวเล็ก ๆ ในสังคม

มานพ สนิท ผู้แทนประชาชนภาคตะวันออก อธิบายในรายละเอียดเฉพาะกฎหมาย 2 ฉบับที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

กรณีไทยพีบีเอส มานพ เห็นว่า การแทรกแซงจากภาครัฐหรือทุนที่ทำให้สื่อขาดความเป็นอิสระในการสื่อสาร เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะจะกระทบต่อการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะในการนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องที่ประชาชนกลุ่มเล็ก ๆ ต้องการส่งเสียงให้สังคมรับรู้

มานพ สนิท ผู้แทนประชาชนภาคตะวันออก

เขายืนยันว่า สื่อสาธารณะต้องปราศจากการครอบงำ ไม่ว่าจะมาจากภาครัฐ ฝ่ายการเมือง หรือกลุ่มทุน และไม่ควรนำงบประมาณของกองทุนไปอยู่ในระบบงบประมาณปกติของรัฐ เพราะอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

“เมื่อสื่อถูกครอบงำ การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทุนขนาดใหญ่ เช่น ทุนจีนสีเทา หรือทุนในภาคพลังงาน โดยเฉพาะในภาคตะวันออก อาจได้รับผลกระทบ ขณะที่สื่อสาธารณะมีบทบาทในการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา และช่วยให้เรื่องราวของชุมชนต่าง ๆ ได้รับการสื่อสารออกไป จึงไม่ควรปล่อยให้กองทุนถูกครอบงำหรือถูกรวบอำนาจ ด้วยการนำงบประมาณเข้าไปอยู่ในระบบงบประมาณปกติของรัฐ”

มานพ สนิท

ย้ำประชาชนมีส่วนร่วมใช้งบฯ แก้ปัญหาสุขภาวะ-ชุมชน ตั้งแต่ต้นทาง

กรณีกองทุน สสส. มานพ บอกว่า ตนเองทำงานร่วมกับ สสส. มาโดยตลอด และเห็นว่ากองทุนจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระเพื่อให้สามารถสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสุขภาวะและสุขภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริงโดยเปิดโอกาสให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการนำงบประมาณไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่

เขามองว่า การทำงานของกองทุนทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานด้านสุขภาพ ซึ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขและป้องกันปัญหาสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง มากกว่าการเข้าไปแก้ปัญหาเมื่อเกิดผลกระทบขึ้นแล้ว

มานพ ยังมองว่า หากดึงงบประมาณของกองทุนเข้าไปอยู่ในระบบงบประมาณปกติ และประชาชนต้องของบประมาณเป็นรายปี ก็จะทำให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณได้ยากขึ้น โดยจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาพบว่าหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบางส่วนยังไม่เข้าใจลักษณะการทำงานของภาคประชาชนและเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ อย่างเป็นอิสระ

หากมีข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส การตรวจสอบ หรือกรอบการใช้งบประมาณ มานพ เห็นว่ าควรปรับปรุงกลไกเหล่านี้ให้ตรวจสอบได้และมีความชัดเจน ไม่ใช่นำประเด็นภาระทางการเงินการคลังมาเป็นเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงระบบกองทุน

มานพ ยืนยัน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ และเห็นว่าควรถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกจากกระบวนการแก้ไข 

“พี่น้องประชาชนหรือภาคตะวันออกส่วนใหญ่มองว่ามันไม่สมเหตุสมผลและเรื่องของการนำเสนอโดยพรรคการเมืองหรือว่าตัวของ สส. เอง อาจจะเป็นเรื่องของการชงเองกินเองซึ่งจะสร้างความเสียหายแลกินรวบประเทศไทย”

มานพ สนิท

เขาย้ำว่า ทั้ง 2 กองทุนควรมีความเป็นอิสระ และต้องไม่ถูกครอบงำ โดยเฉพาะจากภาครัฐและกลุ่มทุน

ย้ำบทบาท “สื่อสาธารณะ” เสาหลักสะท้อนการมีส่วนร่วม สิทธิเสรีภาพ บนความเป็นอิสระ

ขณะที่ เกรียงไกร ชีช่วง ผู้แทนประชาชนภาคตะวันตก ระบุว่า หลังรัฐธรรมนูญปี 2540 ภาคประชาชนเริ่มมีพัฒนาการและเติบโตอย่างชัดเจน ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาในปี 2550 และ 2560 โดยสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือแนวคิดเรื่อง “ฐานันดรที่สี่” ซึ่งมักใช้กล่าวถึงสื่อมวลชน

เกรียงไกร เปรียบเทียบว่า หากมองประเทศเป็นบ้านหลังหนึ่ง ฐานันดรที่สี่ก็เป็นเสาหลักที่สะท้อนหลายมิติ ทั้งการมีส่วนร่วม สิทธิเสรีภาพ และความเป็นอิสระ พร้อมตั้งคำถามว่า วันนี้เสาหลักดังกล่าวกำลังถูกการเมืองหรือระบอบบางอย่างทำให้สั่นคลอนหรือไม่ และประชาชนจำเป็นต้องตั้งหลักให้ดีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เกรียงไกร ชีช่วง ผู้แทนประชาชนภาคตะวันตก

เขากล่าวถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเฉพาะมาตรา 34 และ 35 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่อ พร้อมยกไทยพีบีเอสเป็นตัวอย่างของสื่อสาธารณะที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้สื่อสาร บอกเล่าเรื่องราว และสะท้อนแง่มุมต่าง ๆ ของสังคม

เกรียงไกร ยังมองว่า บทบาทดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการภาคประชาชน และเป็นกลไกที่ทำหน้าที่เสมือน “หมาเฝ้าบ้าน” ไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือพลเมืองที่ตื่นตัว ซึ่งควรเห็นคุณค่าและรักษาบทบาทนี้มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหลงลืมสิ่งที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา เพียงเพราะการเมืองตั้งคำถามถึงผลลัพธ์หรือผลที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

กังวลพื้นที่ส่งเสียงประชาชนถูกแทรกแซง

เกรียงไกร ในฐานะตัวแทนของกลุ่มประชากรเปราะบางและพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ย้ำว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งไทยพีบีเอส และ สสส. ต่างมีพัฒนาการที่ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในชุมชน ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการได้รับหรือไม่ได้รับทุนเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ปฏิบัติการและนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาวะ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ซึ่งก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมและความเปลี่ยนแปลงในสังคม

ปัจจุบัน ภาคประชาชนเข้าไปมีบทบาทติดตามตรวจสอบสถานการณ์ในหลายด้าน เมื่อพบประเด็นที่มีความเสี่ยงหรืออ่อนไหว ก็มีพื้นที่สำหรับสะท้อนปัญหาและส่งเสียงให้สังคมรับรู้

“หากเสียงสะท้อนจากประชาชนถูกแทรกแซงหรือกดทับด้วยอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง แล้วประชาชนจะพึ่งพากลไกใดได้อีก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การเมืองยังมีความผันผวน”

เกรียงไกร ชีช่วง

เขากล่าวว่า บทเรียนของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองทำให้เห็นว่า ช่องทางการสื่อสารที่สามารถเปิดประเด็นเพื่อสังคมและกระจายเสียงจากทุกภูมิภาคได้อย่างชัดเจน คือสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่ยึดหลักการเรื่องความเป็นอิสระให้มั่นคง แต่ปล่อยให้สื่อเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคม การเมือง หรือฝ่ายบริหาร ก็อาจทำให้สังคมเสียหลักในการพิจารณาประเด็นสำคัญ

เกรียงไกร ยังยกตัวอย่างปัญหาในพื้นที่ภาคตะวันตก ทั้งความเปราะบาง ความรุนแรง การอุ้มหาย การไล่รื้อ และการเผาทำลาย โดยเห็นว่าการมีพื้นที่สื่อสาธารณะช่วยให้ประเด็นเหล่านี้ได้รับการสื่อสารออกไป

ขณะเดียวกันกระบวนการของกองทุนด้านสุขภาพยังสามารถเชื่อมโยงกับประเด็นในระบบนิเวศและชุมชน เช่น การติดตามปัญหาเหมืองสัมปทานและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา ทำให้เสียงจากภาคประชาชนมีพื้นที่ในการติดตามและสะท้อนปัญหา

เขามองว่า การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังสถานการณ์ เป็นประโยชน์ต่อทั้งรัฐ การเมือง และประเทศ เพราะช่วยให้สังคมรับรู้ปัญหาและติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

เกรียงไกร ย้ำด้วยว่า แม้การเสนอแก้ไขร่างกฎหมายจะเป็นกระบวนการที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า เบื้องหลังการเสนอแก้ไขครั้งนี้มีนัยยะหรือปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เช่น อิทธิพลจากทุนหรือการเมือง

เขาตั้งข้อสังเกตว่าหากมีการควบรวมหรือเปลี่ยนแปลงกลไกที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้สื่อสารและติดตามตรวจสอบ ก็อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย เพราะประชาชนอาจไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ รวมถึงอาจมีข้อจำกัดในการปกป้องชุมชนท้องถิ่นและพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน

เกรียงไกร ยังแสดงความกังวลว่า หากกลไกเหล่านี้อ่อนแอลง ประชาชนอาจต้องพึ่งพารัฐบาลหรือนักการเมืองที่มีอิทธิพลในพื้นที่มากขึ้น แทนที่จะมีพื้นที่และกลไกที่ช่วยให้สามารถส่งเสียงและจัดการปัญหาของตนเองได้

“ถ้าควบรวมหรือว่าเปลี่ยนแปลงตรงนี้ได้ผมคิดสิทธเสรีภาพของประชาชนจะได้รับผลกระทบเพราะอาจพูดถึงการคุมขังจองจำที่เราไม่สามารถพูดได้แล้วไม่อิสระในการแสดงความคิดเห็นและเราไม่สามารถป้องกันปกป้องชุมชนท้องถิ่นของเราได้ป้องกันพื้นที่สาธารณะและที่สำคัญคือเราจะเป็นประชากรที่เรารู้สึกเราต้องขอรัฐบาลต้องอาศัยการเมืองบ้านใหญ่ อันนี้เป็นมุมที่ผมรู้สึกว่าเรากำลังจะถอยหลัง”

เกรียงไกร ชีช่วง

ย้ำรัฐมุ่งแก้กฎหมาย เท่ากับลดทอนกำลังประชาชน

สอดคล้องกับ สมบูรณ์ คำแหง ผู้แทนประชาชนภาคใต้ เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือการลดทอนกำลังของประชาชน ขณะเดียวกันก็อาจเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มทุน โดยเฉพาะกลุ่มทุนธุรกิจเหล้าและบุหรี่

ทั้งนี้ สมบูรณ์ มองว่า จากการอภิปรายของสมาชิกประชาชนทำให้เห็นว่าประเด็นเรื่องงบประมาณหรือการจัดระบบไม่น่าจะเป็นเหตุผลหลักของการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ การลดอำนาจของประชาชน โดยเฉพาะบทบาทของ สสส. และไทยพีบีเอส

สมบูรณ์ คำแหง ผู้แทนประชาชนภาคใต้

สมบูรณ์ ยังชวนย้อนกลับไปดูพัฒนาการของภาคพลเมือง หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 หรือที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ภาคประชาชนตื่นตัวอย่างมาก และนำไปสู่การเกิดขึ้นขององค์กรรูปแบบพิเศษหลายแห่ง รวมถึงองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ

เขาระบุว่า สสส. ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 ส่วนไทยพีบีเอสเกิดขึ้นในปี 2551 โดยทั้ง 2 องค์กรเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรรูปแบบพิเศษหรือกึ่งรัฐที่สะท้อนแนวทางการทำงานของรัฐรูปแบบใหม่

สมบูรณ์ อธิบายว่า การทำงานของ สสส. เป็นนวัตกรรมในยุคนั้น เพราะที่ผ่านมาอาจมีข้อจำกัดและกฎระเบียบของหน่วยงานรัฐแบบปกติ ทำให้การพัฒนาสังคมและชุมชนขาดวิธีการทำงานรูปแบบใหม่

แต่จากการเกิดขึ้นของ สสส. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และองค์กรในลักษณะเดียวกัน จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงจัดสรรงบประมาณให้ประชาชนไปทำโครงการหรือพัฒนาพื้นที่ของตนเองเท่านั้น แต่ยังสร้างกระบวนการทางสังคมรูปแบบใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนคิด ออกแบบ และสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเองได้

เขามองว่า กระบวนการเหล่านี้ทำให้ชุมชนและคนในสังคมตื่นรู้มากขึ้น ขณะที่ไทยพีบีเอสก็มีบทบาทในฐานะสื่อสาธารณะที่มีรูปแบบการทำงานแตกต่างจากสื่อทั่วไป

ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรสื่อสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไรแห่งแรกของประเทศไทย แนวคิดสำคัญของการจัดตั้งองค์กรลักษณะนี้คือการป้องกันไม่ให้สื่อถูกครอบงำจากกลุ่มทุนหรือกลุ่มการเมือง จึงต้องมีระบบงบประมาณที่มั่นคงและต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นอิสระในการทำงาน

เขามองว่า การออกแบบระบบงบประมาณของไทยพีบีเอสมีความชัดเจนในเรื่องการป้องกันการแทรกแซง และตั้งข้อสังเกตว่าการใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือแทรกแซงองค์กรเหล่านี้อาจส่งผลต่อความเป็นอิสระที่ระบบเดิมพยายามรักษาไว้

ทั้ง สสส. และไทยพีบีเอส กำลังทำหน้าที่สร้างกระบวนการทางสังคมที่สำคัญ ทั้งการส่งเสริมการตื่นรู้ของประชาชน การทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และการเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อยกล้าคิดกล้าออกแบบอนาคตและวางแผนพัฒนาชุมชนของตนเอง

นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวยังทำให้ประชาชนกล้าออกมาพูดถึงปัญหาของตนเองและชุมชนอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยปัญหาหลายเรื่องที่สื่อกระแสหลักทั่วไปอาจไม่ได้ให้ความสนใจ ก็ได้รับการหยิบยกขึ้นมาสืบค้นและนำเสนอผ่านไทยพีบีเอส

เขาจึงตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงกำลังพยายามบั่นทอนกระบวนการทำงานที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนเหล่านี้ ทั้งที่ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

“คำถามคือเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลชุดนี้ ที่คุณกำลังจะไปริดรอนกระบวนการในการทำงาน ลักษณะแบบนี้ผมคิดว่าปัจจุบันรัฐบาล อาจจะคิดว่าตัวเองมีอำนาจเต็ม เขากำลังจะคุมรัฐสภาได้ทั้งระบบคุมสสได้ สว ได้ คุมองค์กรอิสระได้แต่เขาก็กำลังหนักใจว่าเขายังไม่สามารถคุมภาคประชาชนได้ โดยเฉพาะองค์กรที่ไปสนับสนุนให้ภาคประชาชน เติบโตและเข้มแข็งอย่าง สสส. หรือไทยพีบีเอสผมคิดว่านี่ต่างหากคือจุดสำคัญที่ทำให้การเมืองในปัจจุบันหรือรัฐบาลในปัจจุบันกำลังใช้เครื่องมือที่เรียกว่าภาษีเข้าไปจัดการองค์กรเหล่านี้”

สมบูรณ์ คำแหง

ทั้งนี้ มองว่าการใช้กลไกภาษีเข้ามาจัดการองค์กรเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับความพยายามลดทอนอำนาจของประชาชน เขาย้ำว่า สิ่งสำคัญคือสังคมต้องมีข้อมูลเพียงพอในการทำความเข้าใจว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณจริงหรือไม่ หรือมีมิติทางการเมืองและความพยายามควบคุมองค์กรเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

สมบูรณ์จึงเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันส่งเสียงถึงรัฐบาลและฝ่ายการเมือง โดยกล่าวว่า “คุณอย่าลุแก่อำนาจ” พร้อมเรียกร้องให้หยุดกระบวนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

สำหรับข้อสรุปเบื้องต้นจากการระดมความคิดเห็นครั้งนี้ นำไปสู่มติสภาประชาชนเสนอถึงรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย

  1. ขอให้นายกรัฐมนตรี ทบทวนและพิจารณาไม่รับรองร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพ และการส่งเสริมให้ประชาชนมีหลักประกันที่ดีด้านบริการสาธารณะ

  2. ให้รัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎร ชะลอการผลักดันร่างแก้ไขกฎหมาย จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน รับฟังความเห็นจากประชาชน ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

  3. เรียกร้องให้จัดสรรเงินอุดหนุน Earmarked Tax ต่อไป ซึ่งถือเป็นหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ การสร้างเสริมสุขภาพ และภารกิจของประโยชน์สาธารณะสำหรับกองทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

  4. ขอให้รัฐบาลใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพ ให้ประชาชนติดตาม ตรวจสอบได้

  5. รัฐบาลต้องให้ความสำคัญต่อการสร้างกฎหมายนำไปสู่การกระจายอำนาจ การส่งเสริมให้ประชาชน มีสิทธิในที่ดิน ทรัพยากร

“สภาประชาชนมอบหมายให้ เครือข่ายประชาชนพิทักษ์กองทุนเพื่อสาธารณะ ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมสื่อสารข้อมูล นำข้อเรียกร้องเสนอต่อรัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยืนยันหลักการว่า ทรัพยากรสาธารณะต้องบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โปร่งใส่ ตรวจสอบได้ ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการแทรกแซงทางการเมือง”

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active