ภาคประชาชน ชี้ งบฯ ภาษีบาป สร้างกลไกเชื่อมการทำงานร่วมภาครัฐ ย้ำข้อเสนอ ปฏิรูป 4 องค์กร ผ่าน กมธ.วิสามัญที่มีตัวแทนภาคประชาสังคมร่วมศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยไม่ลดทอนความเป็นอิสระ
วันนี้ (16 ต.ค. 2569) ที่พรรคภูมิใจไทย ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) เครือข่ายประชาชนปฏิรูประบบสุขภาพและสื่อสาธารณะเพื่อสิทธิพลเมือง และภาคีเครือข่ายสุขภาพ เข้ายื่นหนังสือถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และกรรมการบริหารพรรค ขอให้ถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และ ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ภายหลังผลการรับฟังความคิดเห็นพบว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
ชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ สะท้อนถึงการทำงานบนเส้นทางที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์ จึงเจ็บปวดทุกครั้งที่ถูกตราหน้าว่าหากินกับภาษีบาป พร้อมกับฝากผอ.พรรคภูมิใจไทย ไปยังโฆษกรัฐบาล ขอให้อย่าย่ำอยู่บนหัวของภาคประชาชน ขอให้เปลี่ยนความคิดใหม่ว่า เป็นคนทำงานร่วมกับภาครัฐ ทุกเหตุการณ์น้ำท่วมหรือโควิด ก็ไปช่วยชาวบ้าน นี่คือความสำคัญ
“อย่าผลักเราให้เป็นคนอื่น รัฐบาลอาจต้องปรับเปลี่ยนหรือทบทวน ให้จริงจังและเห็นหัวพวกเรา ประกอบกับขณะนี้เจอวิกฤต รัฐรับมือไม่ไหว หากไม่มีภาคประชาชนตื่นตัวขึ้นมา จับมือกับรัฐในการทำงานไปด้วยกัน ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการผ่านวิกฤตไปได้ จึงอยากให้รัฐบาลคิดให้มาก อย่าทำร้ายกองทุนที่มีอยู่น้อยนิด ให้เราต้องสิ้นไร้ไม้ตอกและไม่มีทางเลือกอื่น”
ชูวิทย์ จันทรส


สุดใจ พรหมเกิด ประธานมูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน บอกว่า การที่ สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สสส., ไทยพีบีเอส, กองทุนกีฬา และกองทุนผู้สูงอายุ ที่มีหัวใจสำคัญ คือ การยกเลิกเรียกเก็บเงินบำรุงอุตสาหกรรมสุราและยาสูบ หรือ Earmark tax หรือ ภาษีบาป แล้วให้รับการจัดสรรตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ด้วยเหตุผลว่าเป็นนโยบายรัฐบาลที่ต้องการรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งขณะนี้การรับฟังความเห็นประชาชนเสร็จสิ้นไปแล้ว ผลปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับทั้ง 4 ร่าง กฎหมาย
- ร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส มีผู้เห็นด้วย 27.18% ไม่เห็นด้วย 72.42%
- ร่าง พ.ร.บ.สสส. มีผู้เห็นด้วย 9.33% ไม่เห็นด้วย 89.47%
- ร่าง พ.ร.บ.กองทุนผู้สูงอายุ มีผู้เห็นด้วย 26.65% ไม่เห็นด้วย 73.12%
- ส่วนร่าง พ.ร.บ.กองทุนกีฬา มีผู้เห็นด้วย 31.84% ไม่เห็นด้วย 67.88% จึงสะท้อนเสียงที่พรรคภูมิใจไทยควรรับฟัง
ทั้งนี้ระบุว่า การเดินทางมายื่นหนังสือ สะท้อนความรู้สึกของคนทำงานและคนปลายน้ำที่ได้รับประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว
สมบูรณ์ คำแหง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูประบบสุขภาพและสื่อสาธารณะเพื่อสิทธิพลเมือง ย้ำว่า ที่มาของการก่อเกิดองค์กรอย่าง ไทยพีบีเอส และ สสส. เกิดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมและระบอบประชาธิปไตยโดยให้มีสื่อสาธารณะที่เป็นของประชาชนที่รัฐจะต้องให้การสนับสนุน แต่ต้องมีอิสระในการนำเสนอเรื่องราวข่าวสารที่แตกต่างไปจากสื่ออื่น และเป็นองค์กรสื่อที่ไม่แสวงหากำไร จึงจำเป็นต้องมีงบประมาณในการบริหารงานแบบพิเศษ ที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจทางการเมือง หากแต่สามารถตรวจสอบ ได้ผ่านกลไกระบบรัฐสภา


ส่วน สสส. ถือเป็นองค์กรส่งเสริมด้านสุขภาพของชุมชน อันเป็นนวัตกรรมแห่งยุคสมัย ที่ต้องการเสริมสร้างให้มีการรวมตัวกันของชุมชนสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการระบบสุขภาวะของชุมชนในทุกมิติ ทั้งเป็นวิธีการทำงานพัฒนาที่ชุมชนจะต้องลงมือทำด้วยตนเองเป็นสำคัญ ที่ต้องประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องที่ท้องถิ่น ภาควิชาการ
“บางทีนายกฯ ฟังคนรอบข้างมากเกินไป อยากจะให้ฟังเราโดยตรง ซึ่งอยากจะฝากไปถึงนายกฯ เพื่อเป็นข้อต่อในการที่จะอธิบายกับนายกฯ ได้ นี่คือสิ่งที่คาดหวังที่เรายื่นหนังสือในวันนี้ภายในเดือนหน้า สามารถคุยกับนายกฯ ก่อนที่จะลงนามได้หรือไม่ ก่อนที่นายกฯ จะลงนามอยากให้มีการพูดคุยกับตัวแทนภาคประชาสังคมก่อนเพื่อที่จะเป็นข้อมูลการตัดสินใจในการลงนาม”
สมบูรณ์ คำแหง
สมบูรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการดำเนินงานขององค์กรเหล่านี้ย่อมมีข้อจำกัด และมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข รวมถึงการปรับปรุงระบบการทำงานให้เท่าทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ต้องไม่ใช่การลดทอนหรือการสร้างเงื่อนไขให้องค์กรเหล่านี้กลับไปอยู่ภายใต้อำนาจของระบบบริหารงานของรัฐแบบเดิม และแน่นอนว่าต้องไม่อยู่ภายใต้
อำนาจของกลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองมากจนเกินไป ทั้งนี้ชี้ว่าเชื่อว่าการแก้ไขกฎหมายเพื่อรื้อระบบการเงินทั้ง 4 กองทุน คือการตัดตอนการเติบโตของกระบวนการทางสังคม ทั้งเป็นการลดทอนกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

จึงขอเสนอให้พรรคภูมิใจไทยปรับความคิดใหม่ในเรื่องนี้ด้วยการทบทวนแนวคิดการเสนอกฎหมายดังกล่าว มาเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้กลุ่มองค์กรทางสังคมได้มีความเข้มแข็งอย่างกว้างขวาง เพื่อให้เกิดพลเมืองตื่นรู้ที่มีคุณภาพมีความคิดอ่านและสร้างปฏิบัติการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามร่วมกันให้มากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่เสียงสรรเสริญมากกว่าการเสียงก่นด่าที่จะดังรุนแรงมากขึ้นในเร็ววันนี้
ธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานขวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน ย้ำว่าทาง ขสช. และเครือข่ายฯ ขอแสดงจุดยืน และเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยดังนี้
- การยกเลิกการจัดเก็บภาษีบาปแล้วไปใช้เงินในระบบงบประมาณที่ต้องผ่านสภา คือการทำให้ธุรกิจสุราและยาสูบได้ประโยชน์ ปีละกว่า 14,000 ล้านบาท โดยที่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย คนได้ประโยชน์คือนายทุนที่ไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว และยังเป็นการทำลายหลักการสำคัญที่ผู้ก่อผลกระทบต้องเป็นผู้จ่ายคืนให้สังคม ซึ่งเป็นที่ยอมรับตามหลักการสากลอีกด้วย ที่สำคัญรัฐต้องหาเงินเพิ่มเพื่อมาชดเชยเงินที่หายไปให้กับ 4 องค์กร ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยในวิกฤติรอบด้านที่หนักหนาสาหัสที่สุด
- การทำงานของทุกกองทุน มีขั้นตอนการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ แทบไม่ต่างจากหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ โดยเฉพาะ สสส. ที่มีการกำกับและตรวจสอบอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ขั้นเสนอโครงการที่ต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาโครงการ ในขั้นดำเนินกิจกรรมที่ต้องทำตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ตลอดจนการปิดงวดงาน งวดเงิน การปิดโครงการก็ต้องผ่านผู้ตรวจสอบบัญชีวิชาชีพที่ได้รับอนุญาต และยังถูกตรวจสอบได้จากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอีกด้วย ส่วนกรณี ไทยพีบีเอส การทำลายความอิสระขององค์กร สุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง ควบคุม จำเป็นต้องรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระในการทำงาน ตามเจตนารมณ์ที่ไม่ใช่สื่อของรัฐ
- เป็นการตัดโอกาสที่ประชาชน กลุ่ม องค์กร บุคคล คนเล็กคนน้อย ที่จะเข้าถึงแหล่งทุนในการไปทำงานหรือได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของกองทุน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งการเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ลุกขึ้นเข้ามาทำงานสร้างสรรค์สังคมร่วมกับภาครัฐ เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ที่ทั่วโลกยอมรับ แต่รัฐไทยกำลังทำลายด้วยกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ
- การที่ประเทศไทยต้องการเข้าร่วมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs : Sustainable Development Goals) ซึ่งเป็นแผนงานระดับโลกของ องค์การสหประชาชาติ และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD : Organisation for Economic Co-operation and Development) หลักสำคัญอย่างหนึ่งคือการหนุนให้ภาคประชาสังคมร่วมทำงานเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐแต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้คือการทำลายภาคประชาสังคมอย่างปฏิเสธไม่ได้
- ขอให้พรรคภูมิใจไทย ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ออกไปจากกระบวนการทางนิติบัญญัติโดยเร็วที่สุด และใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตั้ง กมธ.วิสามัญที่มาจากทุกพรรคการเมือง และมีตัวแทนภาคประชาสังคม เพื่อศึกษาการปฏิรูปการดำเนินงานของทั้ง 4 องค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ขอให้ทบทวนมุมมองต่อภาคประชาสังคม หยุดทำลายความเข้มแข็งของภาคประชาชน หันมายอมรับความจริง ว่ารัฐไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยลำพัง และขอให้พัฒนากลไกให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเมืองร่วมกับภาครัฐ เติบโตไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่แค่ถามหาในเวลาเผชิญวิกฤต แต่ทุบทำลายเมื่อไม่พอใจหรือไม่ตอบโจทยืทางการเมือง
“ความเห็นส่วนตัวและอาจารย์นักกฎหมายมาหลายท่านการที่เราจะออกกฎกระทรวง คิดว่าทำไม่ได้ นอกจากว่าเราไปเพิ่มเพดานกฎกระทรวงในส่วนของสรรพสามิตซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเก็บเงินได้ 14,000ล้านบาท เท่าเดิมหรือไม่แทนที่รัฐจะได้ประโยชน์จากการธุรกิจสุรา ยาสูบที่จ่ายเพิ่ม 14,000ล้านบาทให้กับกองทุนเราอาจจะต้องไปเฉือนเงินเดิมมาให้อันนี้ผมคิดว่าก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ”
ธีรภัทร์ คหะวงศ์

ขณะเดียวกัน ประศม สุขแสวง เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ ฝากเรื่องหลักการภาษีบาปแก้ปัญหาบาป โดยอยากให้ดำรงหลักการนี้ไว้ เพราะปัญหาด้านอุบัติเหตุไม่สามารถแก้ไขได้ในเวลาอันสั้น จากสถิติที่รัฐบาลได้รับรายงานจากหน่วยงานราชการ ส่วนหนึ่งก็มาจากภาคประชาชนที่รวมตัวกันมาก่อนและนำเสนอข้อมูล จึงอยากให้คงแนวคิดนี้ไว้
งานด้านอุบัติเหตุต้องอาศัยการบูรณาการ ไม่สามารถดำเนินการโดยกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งได้ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และบางครั้งต้องประสานงานข้ามหลายกระทรวง รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงอยากให้มองภารกิจนี้เป็นงานต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องที่ทำเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ
อยากให้มองงบประมาณของ สสส. หรืองบประมาณที่ภาคีได้รับทุน เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงการทำงานแบบบูรณาการของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับอุบัติเหตุ เพราะบางครั้งไม่สามารถรอหน่วยงานราชการได้ สังเกตได้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่มีจำนวนน้อยมากที่ผู้ปฏิบัติงานจะสามารถเข้าไปดำเนินการได้ทันที
“การทำงานของพวกเรา ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม เกิดจากการประสานงานระหว่างภาคประชาชน หน่วยงาน สสส. และ สส. ในพื้นที่ ซึ่งทำให้เกิดการบูรณาการภารกิจร่วมกัน โดยเงินของ สสส. เป็นตัวเชื่อมการทำงานระหว่างภาคีและภาคประชาสังคม จึงอยากฝากให้ทบทวนและคงไว้ซึ่งหลักการภาษีบาปแก้ปัญหาบาป”
ประศม สุขแสวง
ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน ผู้จัดการกลุ่มไม้ขีดไฟและเครือข่ายเล่นอิสระ ระบุว่า ปัจจุบันพบเด็กที่มีภาวะออทิสติกเทียมในประเทศไทยจำนวนมาก จากการสอบถามผู้ปกครองพบว่าเด็กใช้โทรศัพท์มากขึ้น โดยประเด็นนี้เริ่มมีการขยับหลังเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา สิ่งที่อยากให้เห็นคือ ปัจจุบันภาครัฐอาจขยับตัวช้ากว่าภาคประชาชน เนื่องจากเรามีเครือข่ายในต่างประเทศ และพบว่า สสส. สามารถตอบสนองต่อประเด็นนี้ได้เร็วกว่าภาครัฐ ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้เราทำงานได้รวดเร็ว
“ถ้าไม่มี สสส. ใครจะสนับสนุน ถ้าต้องเป็นรัฐ เรารู้สึกว่าต้องรอปีงบประมาณ ซึ่งมันช้า อยากให้ทบทวนเรื่องนี้อย่างหนัก พี่น้องเรามีปัญหาอะไร เราต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว”
ศรัทธา ปลื้มสูงเนิน

ด้าน สิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย ในฐานะตัวแทนพรรครับหนังสือจากภาคประชาชน ย้ำว่า ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง แต่จะรวบรวมข้อเสนอและความรู้สึกที่ได้พูดคุยกันในวันนี้ไปสื่อสารต่อให้กับพรรค ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าทุกอย่างต้องมีทางออก อะไรที่เป็นประโยชน์เราก็จะช่วยกัน
ดังนั้นจะรับข้อเสนอนี้ไปพิจารณา ซึ่งก็พอรับรู้เรื่องนี้จากหน้าสื่อ แต่การทำงานบางอย่างก็อาจจะมีการเข้าใจคลาดเคลื่อนกันบ้าง แต่เชื่อว่านายกรัฐมนตรี และผู้บริหารพรรคพร้อมจะรับฟัง และยังกล่าวย้ำอีกว่า พรรคการเมืองเมื่อเติบโตมา เรื่องที่สำคัญคือความทุกข์ยากของประชาชน ไม่ต้องไปห่วงว่าไปเอาใจนายทุน
“ผมเชื่อว่าทุกอย่างมีทางออก และทุกอย่างต้องรับฟังกัน เพราะหลายเรื่องทางภูมิใจไทยก็ได้ทำงานร่วมกันกับหลายเครือข่ายที่ไปยื่นหนังสือวันนี้”
สิรภพ ดวงสอดศรี
