ภาคประชาชนหลายเครือข่าย ตบเท้าเข้ารัฐสภา ยื่นหนังสือต่อ กมธ.พัฒนาการเมือง สว.-ปธ.วิปรัฐบาล เรียกร้อง นายกฯ-พรรคภูมิใจไทย ยุติดันแก้ร่างกฎหมายเปลี่ยนที่มารายได้ 3 กองทุน 1 องค์การ ห่วงกระทบกลุ่มเปราะบาง ขู่หากยังไม่ทบทวน เตรียมยกระดับการเคลื่อนไหว หน้าทำเนียบฯ 26 ต.ค.นี้ พร้อมเตือนรัฐบาลอย่าฝืนดันต่อ หวั่นเสียงคน “ไม่เห็นด้วย” แค่รับฟังตามประเพณี ไม่ถูกนำมาพิจารณา
วันนี้ (21 ต.ค. 2569) นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา รับหนังสือจาก เครือข่ายแรงงานในระบบ-นอกระบบ แพลตฟอร์มไรเดอร์ เครือข่ายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า เครือข่ายรัฐสวัสดิการที่เป็นธรรม นำโดย สุนี ไชยรส อาจารย์ประจำวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต เพื่อขอให้เร่งทบทวนและถอดถอนร่างกฎหมายจัดการภาษีบาป 2% ทั้ง 4 ฉบับที่มีผลกระทบต่อระบบสุขภาพชีวิตครอบครัวแรงงานและสังคมไทย
โดยอ้างอิงว่าการเสนอร่างกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ มีความสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการเสนอร่าง อาจขัดต่อระบบการพัฒนาดูแลสุขภาพ สื่อสาธารณะ และส่งผลต่อการดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมป้องกันอบายมุข ซึ่งหากร่างกฎหมาย ทั้ง 4 ฉบับ บังคับใช้จะส่งผลเรื่องความต่อเนื่องในการคุ้มครองแรงงาน การสร้างระบบสุขภาพภาวะของผู้ใช้แรงงาน ยังกังวลการแทรกแซงและการทุจริตในอนาคต หากจะต้องรับงบประมาณแผ่นดิน

สุนี ย้ำว่าในฐานะคนทำงานในเครือข่ายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ชี้ว่ากฏหมาย 4 ฉบับ มีเจตนารมณ์ และเจตจำนง มุ่งหวังให้เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชน ทั้งเรื่องสื่อสาธารณะ และการสร้างระบบสุขภาพ ซึ่งหลายเรื่องอาจต้องมีการวิจารณ์หรือเสนอต่อนโยบายของรัฐ จึงไม่สามารถกลับเข้าไปสู่กระบวนการงบประมาณของรัฐปกติ พร้อมทั้งเห็นว่ากระบวนการนำเสนอกฎหมายไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่ง 4 องค์กร ที่มีการแก้ไขกฎหมายไม่ได้ร่วมหาทางออกอย่างจริงจัง อันเป็นการผิดหลักการตั้งแต่ต้นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ร่วมหารือ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์รัฐสภา ระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น ทั้งที่จำเป็นต้องมีเวทีรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวางจริงจัง โดยเฉพาะผลการรับฟังความเห็นผู้ที่ “ไม่เห็นด้วย” กับการแก้ไขกว่าร้อยละ 70
ย้ำถอนร่างกฎหมาย เริ่มต้นกระบวนการใหม่ หวั่นผิดหลักการรับฟังตามรัฐธรรมนูญ
จึงเรียกร้องรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย มีทางเดียว คือ การถอนร่างกฎหมายออกไปและกลับไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ไม่เช่นนั้นจะขัดต่อกระบวนการตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ขณะเดียวกันยังขัดต่ออนุสัญญาที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจของงบประมาณเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่ม ย้ำว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการเรื่องนี้ในแนวทางที่ผิดพลาด จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะถอนร่างร่างกฎหมาย 4 ฉบับ
และย้ำอีกว่ารัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้รัฐบาลทำตามกติกาและเจตนารมณ์ตามมาตรา 77 ซึ่งกำหนดไว้โดยละเอียด ขณะเดียวกันยังมีรัฐธรรมนูญอีกหลายมาตรา เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในการชุมนุมโดยสงบ เสรีภาพในการทำอีกหลายรูปแบบ รัฐธรรมนูญไม่ใช่มีแค่มาตรา 77
“นี่คือเสียงเตือนจากภาคประชาชนว่าท่านควรจะดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและคิดว่าไม่ควรฝืน ไม่ได้บังคับเหมือนอยากมีการตีความมาตรา 77 รัฐบาลตีความมาตลอดว่าคือการรับฟังความเห็นทางออนไลน์เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง ตีความเจตนารมณ์ผิด กฎหมายที่มีนัยยะสำคัญต่อประชาชนกว้างขวางไม่สามารถฟังแบบนี้ได้ ผิดในกระบวนการ เรายังมีหลายช่องทางที่จะดำเนินการต่อ”
สุนี ไชยรส

ขณะที่ นรเศรษฐ์ เปิดเผยว่า กรรมาธิการฯ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากหลายกลุ่มแสดงให้เห็นถึงความกังวลใจของคนในสังคมจำนวนมากถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ย้ำว่าหลักการความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านี้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์นโยบายและรัฐบาล ส่วนตัวยืนยันหลักการความอิสระในการทำงานเหล่านี้ กรรมาธิการฯ รับข้อร้องเรียนไปพิจารณา ซึ่งการออกกฏหมายที่กระทบต่อสังคมและประชาชนจำนวนมากจะต้องมีการพิจารณาโดยเร็วรอบคอบ และมองหากรัฐบาลผ่านร่างร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ
“จริง ๆ กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องนำความเห็นของประชาชนมาเป็นตัวนำ แต่สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน ว่ากระบวนการตามมาตรา 77 หากรัฐบาลไม่ได้นำความเห็นของประชาชน ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมาย 70 กว่าเปอร์เซ็นต์มาพิจารณา แต่ใช้เสียงข้างมากในสภาลากเข้าไป คิดว่ากระบวนการรับฟังความเห็นก็ขัดแย้งในตัวอยู่แล้วว่า 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่ต่างไม่ได้ถูกนำเข้ามาในกระบวนการตัดสินใจเป็นแค่ การรับฟังประเพณีตามกระบวนการเท่านั้น”
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร
นรเศรษฐ์ ย้ำอีกว่าการออกกฏหมายที่สำคัญนอกจากจะต้องทำตามกระบวนการให้ถูกต้อง แล้วเรื่องความชอบธรรมก็เป็นเรื่องสำคัญ การออกกฎหมายแบบนี้หากเสียงมากทั้ง 2 สภา ทำให้กระบวนการกฎหมายผ่านไปได้คิดว่าความชอบธรรมเหล่านี้เป็นอันตรายต่อรัฐบาลเอง กระบวนการเหล่านี้ต้องพิจารณาให้ชัดเจน ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจผ่านกฎหมายต่อไป

เครือข่ายฯ ยังได้ยื่นหนังสือกับ ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เพื่อแสดงความกังวลต่อการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ 4 องค์กร ซึ่งใช้งบประมาณจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ
ณัฐยา ระบุว่าในนามของพรรคประชาชนจะรับหนังสือไว้เพื่อหารือและพิจารณาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากการเสนอแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับมีประชาชนจากหลายภาคส่วนแสดงความคิดเห็นหลากหลาย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ขณะที่ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม หรือ WE FAIR (วีแฟร์) หนึ่งในเครือข่ายที่มายื่นหนังสือ ระบุว่า ขอเรียกร้องให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับองค์กรสาธารณะ หากไม่ถอน ขอให้นายกรัฐมนตรีไม่ให้การรับรองร่างกฎหมาย
โดยมีข้อกังวลว่าการแก้ไขกฎหมายอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามรวบอำนาจและผลประโยชน์ของประเทศไว้ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงต้องการให้พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านใช้กลไกรัฐสภาตรวจสอบร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับอย่างรอบด้าน
ทั้งนี้จากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับมีผู้แสดงความคิดเห็นมากกว่า 85,000 รายชื่อ เกือบร้อยละ 90 ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย
พร้อมเสนอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่
ห่วงแก้กฎหมายเปลี่ยนงบฯ กองทุน กระทบพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนเมือง
เช่นกันกับ เครือข่ายสลัม 4 ภาค, สมาพันธ์คนไร้บ้าน และ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทบทวนการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับ ไทยพีบีเอส, สสส., กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนการพัฒนากีฬาแห่งชาติ เนื่องจากกังวลว่า การแก้ไขกฎหมายอาจส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนเมือง รวมถึงช่องทางการสื่อสารต่อสาธารณะเพื่อสะท้อนปัญหาและความเดือดร้อนของคนในชุมชนเมือง




จำนงค์ หนูพันธ์ แกนนำเครือข่ายสลัม 4 ภาค ระบุว่า วันนี้ทั้ง 3 เครือข่าย ยื่นหนังสือต่อฝ่ายรัฐบาล โดยได้นัดหมายกับ กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปฝ่ายรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือ ย้ำว่าการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุนและหน่วยงานต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางและ ชุมชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะแนวทางนำงบประมาณไปไว้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทำให้ชุมชนต้องไปขอรับงบประมาณจากหน่วยงานระดับจังหวัด ซึ่งจะทำให้การขออนุมัติโครงการทำได้ยากขึ้น
พร้อมยืนยันว่า การดำเนินงานของเครือข่ายชุมชน มีระบบตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ทั้งในขั้นตอนการขอรับงบประมาณและหลังดำเนินโครงการแล้วเสร็จ โดยเป็นกระบวนการที่เปิดเผยและที่ผ่านมาก็ไม่พบปัญหา พร้อมตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลต้องการปรับเปลี่ยนระบบดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่ออะไร
ทั้งนี้หากรัฐบาลยังคงยืนยันเดินหน้าแก้ไขร่างกฎหมายนี้ต่อไปก็จะยกระดับการเคลื่อนไหวซึ่งเบื้องต้นในวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2569 ได้นัดเครือข่ายย่อยกว่าร้อยเครือข่าย ไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนการแก้ไขร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 4 องค์กร
