ปรากฏการณ์ผู้สูงอายุเสียชีวิตตามลำพังภายในที่พักอาศัยโดยไม่มีใครรับรู้ กลายเป็นเรื่องราวน่าเศร้าที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นในระยะหลัง สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ถูกมองข้ามและยังไม่มีใครเอาจริงเอาจังที่จะเข้ามาแก้ไข
นับวันปัญหานี้ดูจะรุนแรงมากขึ้น สอดรับกับข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า มีคนไทย 1.8 ล้านคน เสี่ยงเสียชีวิตโดยลำพัง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจุบัน ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society ) แล้วตั้งแต่ปี 2566 ด้วยจำนวนผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 13 ล้านคน คิดเป็น 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และกำลังจะก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2576-79 โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด
ภาวการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องเร่งเตรียมพร้อมหาทางรับมือในหลายมิติ โดยเฉพาะระบบสาธารณสุขที่ควรจะวางแผนครอบคลุมไปถึง ‘ชีวาภิบาล’ และ การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) The Active ชวนสำรวจข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถานการณ์ปัจจุบัน รายละเอียดต่าง ๆ เพื่อทำให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนอันจะช่วยนำไปสู่การหาแนวทางการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้สูงอายุไทยเพิ่มกว่า 10 ล้านคน ใน 30 ปี
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าจำนวนและสัดส่วนของผู้สูงอายุในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ในปี 2537 ที่มีผู้สูงอายุ 4.01 ล้านคน หรือคิดเป็น 6.8 % ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นเป็น 14.03 ล้านคน หรือ 20% ของประชากรทั้งหมด หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 ล้านคนใน 30 ปี
หากพิจารณาในรายละเอียด ปี 2567 จะพบว่าสัดส่วนผู้สูงอายุแบ่งเป็นผู้สูงอายุชาย 42.1 % และ ผู้สูงอายุหญิง 57.9 % และ พบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสูงอายุวัยต้น (60-69 ปี) ที่มีสัดส่วนมากถึง 59.3% วัยกลาง (70-79 ปี) 29.8 % และ วัยปลาย (80 ปี ขึ้นไป) 10.9%

สูงวัยโดดเดี่ยว พุ่งเกือบ 4 เท่า ใน 30 ปี
แต่สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือ กลุ่มสูงวัยโดดเดี่ยว หรือ ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวในครัวเรือน ที่จะไม่มีคนดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะเสียชีวิตตามลำพัง ซึ่งผู้สูงอายุกลุ่มนี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2537 ที่มีสัดส่วนสูงวัยโดดเดี่ยว 3.6 % ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 12.9 % ในปี 2567

อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 จากจำนวนผู้สูงอายุ 14,027,411 คน แบ่งเป็นผู้สูงอายุอยู่คนเดียว 12.9 % ผู้สูงอายุอยู่ลำพังกับคู่สมรส 22.6 % ในขณะที่ผู้สูงอายุอยู่กับบุคคลอื่น 64.5 %

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยู่ในชนบท
เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตชนบท โดยข้อมูลปี 2567 พบว่าผู้สูงอายุอยู่นอกเขตเทศบาล 57.1% และอยู่ในเขตเทศบาล 42.9 % ซึ่งมีสัดส่วนที่แตกต่างกันไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อปี 2537 ที่ผู้สูงอายุอยู่นอกเขตเทศบาลสูงถึง 81.1 % มีเพียง 18.9 % ที่อยู่ในเขตเทศบาล
อีกทั้งหากพิจารณาจากภูมิภาคถิ่นที่อยู่อาศัยจะพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน 30.1 % ภาคกลาง 26.9 % ภาคเหนือ 20.8 % ภาคใต้ 11.8 % และ กทม. 10.4 %
โดยจังหวัดที่มีร้อยละผู้สูงอายุมากที่สุดคือ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พะเยา และ อุทัยธานี ขณะที่จังหวัดที่มีร้อยละผู้สูงอายุน้อยที่สุดได้แก่ สมุทรสาคร ระยอง ฉะเชิงเทรา นครปฐม จันทบุรี แต่หากพิจารณาเฉพาะจำนวนผุ้สูงอายุ จังหวัดที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดได้แก่ นครราชสีมา 575,128 คน เชียงใหม่ 451,761 คน อุบลราชธานี 401,029 คน ขอนแก่น 395,680 คน สมุทรปราการ 386,458 คน ส่วนจังหวัดที่มีผู้สูงอายุน้อยที่สุดได้แก่ สมุทรสงคราม 37,404 คน สิงห์บุรี 39,487 คน พังงา 40,081 คน นครนายก 40,935 คน ตราด 43,483 คน

ภาคกลาง-ใต้ มีภาวะติดเตียงสูง
ในมุมภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีสุขภาพดี 45.3% ปานปลาง 41.5 % ส่วนสุขภาพไม่ดีมีแค่ 8.6 % และ สุขภาพดีมาก มีประมาณ 3.5 % ส่วนสุขภาพไม่ดีมากมีน้อยที่สุดคือ 1 %
แต่เมื่อพิจารณาจากความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
- กลุ่มติดเตียง คือ ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถพึ่งตนเองและไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เนื่องจากมีภาวะพิการหรือทุพพลภาพ
- กลุ่มติดบ้าน คือ ผู้สูงอายุที่สามารถดูแลและช่วยเหลือตนเองได้บ้าง
- กลุ่มติดสังคม คือ ผู้สูงอายุที่พึ่งตนเองได้และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชนและสังคมได้
ในภาพรวม ปี 2567 มีผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง 1.1 % กลุ่มติดบ้าน 1.3 % และกลุ่มติดสังคม 97.6 % โดยผู้สูงอายุหญิงมีสัดส่วนในกลุ่มติดเตียงและติดบ้านสูงกว่าผู้สูงอายุชาย
หากจำแนกตามภูมิภาค จะพบว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะติดเตียงในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ จะมีสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ ในขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุติดบ้าน ภาคใต้และกทม. ยังมีสัดส่วนที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น

ผู้สูงอายุ กว่า 9 ใน 10 ไม่มีผู้ดูแล
อีกข้อจำกัดของผู้สูงอายุในปัจจุบันคือไม่มีผู้ดูแล โดยในปี 2567 พบว่ามีผู้สูงอายุที่มีผู้ดูแลเพียงแค่ 8.6 % เท่ากับผู้สูงอายุ กว่า 9 ใน 10 คน ไม่มีผู้ดูแล เมื่อพิจารณาตามช่วงกลุ่มวัยจะพบว่าผู้สูงอายุกลุ่มที่มีอายุมากขึ้นจะยิ่งมีผู้ดูแลมากขึ้น โดยผู้สูงอายุวัยต้น (60-69 ปี) มีผู้ดูแลเพียงแค่ 3.4 % ผู้สูงอายุวัยกลาง (70-79 ปี) มีผู้ดูแล 10.1 % และ ผู้สูงอายุวัยปลาย 80 ปีขึ้นไป มีผู้ดูแล 32.8 %
อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้ดูแลส่วนใหญ่ยังเป็นคนในครอบครัว คือเป็นบุตร ที่สูงถึง 57.1 % รองลงมาคือคู่สมรส 24.1% และ ญาติ 16.6 % และ อีก 2.2 % เป็นบุคคลอื่น เช่น คนรับใช้ ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่จากศูนย์บริการผู้รับจ้างดูแล และเพื่อนบ้านหรือผู้รู้จัก
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น ต่อผลการศึกษา กลไกและแนวทางการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายรองรับประชากรกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุที่จะ ‘เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว’ โดย รศ.สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ มหาวิทยาลัยมหิดล และทีมวิจัย ได้เสนอ 9 ข้อเสนอเชิงนโยบาย และ 22 มาตรการ
จากข้อมูลทั้งหมดสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและความต้องการของผู้สูงอายุ ทั้งในส่วนของที่อยู่อาศัยและพื้นที่สาธารณะ ที่ควรพัฒนารูปแบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม อีกด้านหนึ่งควรเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต

