เสียงเชียร์ดังกระหึ่มในสนามเรนโบว์ สเตเดียม บ่งบอกว่า “ฟุตบอล” ได้จุดกระแส และสร้างความหวังให้กับแฟนบอลในจังหวัดปัตตานีอย่างไม่ต้องสงสัย
นี่คือ ปัตตานี FC เจ้าของฉายา ปืนใหญ่ลังกาสุกะ ทีมจากชายแดนใต้ทีมแรกในรอบกว่าทศวรรษ ที่กำลังลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ ขยับเข้าสู่เวทีลีกสูงสุด อย่าง ไทยลีก 1
แม้ภาพจำของพื้นที่แห่งนี้จะหนีไม่พ้นความรุนแรง และปัญหาความไม่สงบที่เผชิญมายาวนาน แต่อย่างน้อยเวลา 90 นาที ในรังเหย้าของทีมปัตตานี FC ตลอดทั้งฤดูกาลที่ผ่านมา กำลังทำให้เห็นว่า ฟุตบอลมีความสำคัญ และช่วยทำให้เมืองแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยรอยยิ้มในวันที่สถานการณ์รอบข้างยังมองไม่เห็นทางออก




(ภาพ : Pattani FC)
ท่ามกลางกระแสฟุตบอลชายแดนใต้ที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง คำถามหนึ่งกลับดังชัดไม่แพ้เสียงเชียร์ในสนาม คือ เหตุใด ? สมรภูมิแข้งที่เต็มไปด้วยแพสชันฟุตบอลอย่างเข้มข้นที่สุดแห่งพื้นที่หนึ่งของประเทศ จึงแทบไม่มีที่ยืนระยะบนลีกสูงสุดของวงการฟุตบอลไทย
ในวันที่ทีมปัตตานี FC กำลังสร้างความกระชุ่มกระชวยให้กับแฟนฟุตบอลชายแดนใต้ และมีลุ้นผ่านรอบเพลย์ออฟเพื่อขยับเข้าใกล้ไทยลีก 1 มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ความหวังครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคนปัตตานีเท่านั้น หากยังปลุกความฝันของแฟนบอลทั้งภาคใต้ ที่เฝ้ารอวันที่ทีมรักของพวกเขาจะได้มีโอกาสได้กลับไปสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันที่เข้มข้นบนเวทีลีกสูงสุดของประเทศ
เพราะก่อนเสียงเชียร์จะดังกระหึ่มที่ปัตตานีวันนี้ หากยังจำกันได้ก็เคยมีหนึ่งทีมจากภาคใต้ที่รับรู้ถึงบรรยากาศนั้นได้เป็นอย่างดี นั่นคือ ทีมสงขลา FC
กระแสความหวังของปัตตานี FC ถูกจุดประกายขึ้นมา แต่อาจสวนทางกับความรู้สึกของแฟนบอลสงขลาที่ฤดูกาลนี้ทีมรักยังไม่อยู่ในฟอร์มที่พวกเขาคาดหวัง แน่นอนว่าหน้าที่ของแฟนบอลก็ยังคงก้มหน้าก้มตาเชียร์กันต่อไป และยังคงมุ่งมั่นเพื่อเป็นแรงหนุน ผลักให้ทีมเชียร์ของพวกเขาไปให้ถึงจุดสูงสุดของวงการลูกหนังไทยให้ได้มากที่สุด
เกือบ 20 ปีมาแล้ว ที่การเชียร์ฟุตบอลทีมสงขลา กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ โชติ – พัชรศิษฐ์ พรหมจินดา ที่วันนี้เขาคือ ประธานกลุ่มวัวชนบางกอก กับบทบาทที่ให้คำจำกัดความว่า คือ “ผู้เล่นคนที่ 12” คอยสนับสนุนทีมมายาวนาน


พัชรศิษฐ์ เป็นเด็กใต้จาก จ.สงขลา เข้ามาแสวงหาโอกาสการทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นก็ช่วงเวลาเดียวกับที่บ้านเกิดมีทีมฟุตบอลประจำจังหวัด เขาและเพื่อน ๆ จึงสถาปนาตัวเองเป็นกองเชียร์หลัก ตั้งแต่ปี 2552 ไม่ว่าทีมสงขลา จะเดินทางไปแข่งเป็นทีมเยือนที่ไหน ในภูมิภาคใด หากไม่สุดวิสัยจริง ๆ ก็จะมีพวกเขาไปร่วมเชียร์ทุกที่ไม่มีขาด
ในอดีต สงขลา คือทีมที่ได้โอกาสเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดอย่างน้อย 3 ฤดูกาล (2555 – 2557) จากนั้นฟอร์มก็โซซัดโซเซจนตกชั้นกลับไป และตั้งแต่นั้นก็ไม่เคยได้หวนกลับมาไทยลีก 1 อีกเลย
“ถึงจะรู้ทั้งรู้ว่าทีมเราสู้เขาไม่ได้ แต่การไปอยู่ตรงนั้นเพื่อให้กำลังใจทีมรัก
ก็เพื่อบอกกับนักบอลว่าเราจะอยู่ข้าง ๆ เขา เราไม่ไปไหน”
นี่คือความมุ่งมั่นในฐานะแฟนฟุตบอลของ ประธานกลุ่มวัวชนบางกอก ที่น้อง ๆ เรียกเขาอย่างเป็นกันเองว่า พี่โชติ โดยย้ำว่า บทบาทหน้าที่ของกองเชียร์ คือต้องทำให้นักเตะกระตือรือร้น แม้ทราบดีว่าทีมรักฟอร์มการเล่นลุ่ม ๆ ดอน ๆ ผลงานขึ้น ๆ ลง ๆ มาตลอดทั้งซีซัน แต่กำลังใจคือสิ่งสำคัญ

“บอลแพ้ก็ต้องไป ยิ่งต้องไปให้กำลังใจ ผมพูดกับนักเตะตลอดว่าเราคือผู้เล่นคนที่ 12 นักเตะต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ทำตามที่โค้ชวางแผนเอาไว้ เราก็เคารพการทำทีม ไม่เคยไปวิจารณ์ให้เล่นตามใจเรา เพราะเชื่อว่าต่างคนต่างก็มีหน้าที่ของตัวเอง เราเป็นกองเชียร์ ถึงจะยังไงก็ต้องเชียร์กันให้ถึงที่สุด”
พี่โชติ ยืนยัน
ในสายตาของแฟนบอลสงขลาที่เชียร์ทีมมานาน ทำไม ? บอลภาคใต้จึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จ คำถามนี้ พี่โชติ วิเคราะห์ว่า ไม่เฉพาะแค่ทีมสงขลา แต่ทีมภาคใต้เองสำหรับเขาแล้ว ไม่ใช่นักเตะ หรือ โค้ชไม่ดี แต่ภาคใต้ไม่ค่อยมีเยาวชนตัวท็อป ๆ อยู่ประจำทีม จะเห็นว่า นักเตะใต้ส่วนใหญ่ก็จะไปประสบความสำเร็จกับทีมใหญ่ ๆ ทีมชั้นนำมากกว่า พอเหลือนักเตะใต้จริง ๆ ที่ยังเล่นอยู่ในพื้นที่ก็ดูเหมือนจะขาดความทะเยอทะยาน อีกทั้งนิสัย ความประพฤติ ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้นักเตะไม่ประสบความสำเร็จ เหมือนอยู่ในพื้นที่ อยู่กับทีมเล็ก ๆ ก็เล่นไปวัน ๆ ไม่มีความกระตือรือร้น จะพัฒนาตัวเอง


“นักเตะที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าอยู่ทีมไหน จะเล็ก หรือใหญ่ก็ต้องพัฒนาตัวเอง กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา นักเตะถ้าขาดเรื่องพวกนี้ก็จะเงียบหายไป ต้องยอมรับว่าการพัฒนาตั้งแต่ระดับเยาวชนคือสิ่งสำคัญของการวางรากฐาน ซึ่งภาคใต้ มีเยอะ มีบอลจัดเยอะมาก สงขลาเองก็มีอะคาเดมีหลายที่ มีรายการให้ลงเล่นเยอะมาก แต่พอถึงจุด ๆ หนึ่ง พอนักเตะเริ่มเข้าสู่เส้นทางบอลอาชีพ ความทะเยอทะยานกลับค่อย ๆ หายไป หรือบางคนถ้าไปเล่นที่อื่นได้ก็ไปดังกับที่อื่นแทน ทีมภาคใต้จึงไม่ค่อยเห็นการพัฒนา”
พี่โชติ อธิบาย
แม้ความทรงจำของแฟนบอลสงขลาจะสะท้อนให้เห็นว่า ฟุตบอลภาคใต้ไม่เคยขาดพลังศรัทธา แต่เมื่อมองในภาพใหญ่เหตุใดพลังเชียร์เหล่านั้นจึงไม่สามารถผลักดันทีมจากภูมิภาคนี้ให้ยืนระยะบนลีกสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง
การจะหาคำตอบเรื่องนี้ อาจต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ โครงสร้างฟุตบอลอาชีพไทย เสียก่อน ว่าประตูสู่ลีกสูงสุดนั้นยากเพียงใด ?

ไทยลีก 1 ความสำเร็จ ที่ต้องไปให้ถึง
หากมองกันที่โครงสร้างระบบลีกฟุตบอลไทย พบว่าแบ่งออกได้เป็น 5 ระดับด้วยกัน โดยแบ่งเป็นลีกอาชีพ 3 ระดับ ลีกกึ่งอาชีพ 1 ระดับ และลีกสมัครเล่น 1 ระดับ ประกอบด้วย
- ไทยลีก 1
- ลีกอาชีพ และเป็นลีกสูงสุด
- มีทั้งหมด 16 ทีม
- ทีมที่จบฤดูกาลด้วยคะแนนสามอันดับสุดท้ายจะตกชั้นสู่ไทยลีก 2 (รวมตกชั้น 3 ทีม)
- ไทยลีก 2
- ลีกอาชีพ
- มีทั้งหมด 18 ทีม
- ทีมที่จบฤดูกาลด้วยคะแนนอันดับที่หนึ่งและสอง (ชนะเลิศและรองชนะเลิศ) จะได้เลื่อนขึ้นสู่ไทยลีก 1 โดยอัตโนมัติ และสโมสรที่ได้อันดับที่ 3 – 6 จะต้องมาแข่งขันเพลย์ออฟหาผู้ชนะ เพื่อเลื่อนขั้นสู่ไทยลีก 1 (รวมเลื่อนชั้น 3 ทีม)
- ทีมที่จบฤดูกาลด้วยคะแนนสามอันดับสุดท้าย (อันดับที่ 16-18) จะตกชั้นสู่ไทยลีก 3 (รวมตกชั้น 3 ทีม)
- ไทยลีก 3
- ลีกอาชีพ
- มีทั้งหมด 69 ทีม
- แบ่งเป็น 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันตก และภาคใต้ (ภาคละ 11-12 ทีม)
- ทีมที่จบฤดูกาลได้รางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศ และอันดับสาม จะได้เลื่อนขั้นสู่ไทยลีก 2 (รวมเลื่อนชั้น 3 ทีม)
- ทีมที่จบอันดับสุดท้ายของแต่ละโซน จะตกชั้นสู่ไทยแลนด์ เซมิโปรลีก (รวมตกชั้น 6 ทีม)
- ไทยแลนด์ เซมิโปรลีก
- ลีกกึ่งอาชีพ
- มีทั้งหมด 40 ทีม
- แบ่งเป็น 6 ภูมิภาคเช่นเดียวกับไทยลีก 3
- ทีมที่ชนะเลิศแต่ละโซนจะได้เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 3 (รวมเลื่อนชั้น 6 ทีม)
- ไทยแลนด์ อเมเจอร์ลีก
- ลีกสมัครเล่น
- ไม่จำกัดจำนวนทีม
- อยู่ในรูปแบบการแข่งขันฟุตบอลนอกลีก เพื่อรักษาสถานะสมาชิกของสโมสรฟุตบอลสมัครเล่นที่ยังไม่พร้อมสำหรับการออกใบอนุญาตสโมสร
- แบ่งเป็น 12 ภูมิภาค
นอกจากนี้ยังมีไทยวีเมนส์ลีก (Thai Women’s League) ที่เป็นการแข่งขันฟุตบอลหญิงลีกสูงสุดในประเทศไทย
10 ปีผ่านไป ไร้เงา “ทีมบอลภาคใต้” ในไทยลีก 1
“ทีมบอลภาคกลาง” ขาประจำ!
ถ้าลองเจาะลึกลงมาในช่วง 10 ปีมานี้ จะพบข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะพื้นที่ลีกสูงสุดของไทยซึ่งมีทีมแข่งขัน 18 ทีมต่อฤดูกาล ในฤดูกาล 2559 ถึง 2561 และ 16 ทีมต่อฤดูกาล ในฤดูกาล 2562 ถึง 2568-69 พบว่า ทีมขาประจำส่วนใหญ่ที่โชว์แข้งในลีกสูงสุดมากที่สุด คือ ทีมจากภาคกลาง ตั้งแต่ 6 – 11 ทีมต่อฤดูกาล คิดเป็นสัดส่วน 37.5 – 61.1% ของทีมทั้งหมดในแต่ละฤดูกาล

รองลงมาคือ ทีมจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 2 – 4 ทีมต่อฤดูกาล ในขณะที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคเหนือ ตกที่ภาคละประมาณ 1 – 3 ทีมต่อฤดูกาล
ในขณะที่ทีมจากภาคใต้ ไม่เคยก้าวเข้ามาเล่นในพื้นที่ลีกสูงสุด อย่าง ไทยลีก 1 ได้เลยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
โดยทีมจากภาคใต้ที่เคยมาโลดแล่นในไทยลีก 1 ทีมล่าสุด คือ สงขลา ยูไนเต็ด (หรือชื่อก่อนหน้าคือ วัวชน ยูไนเต็ด) ในฤดูกาล 2555 ถึง 2557 ก่อนจะตกชั้นและยุบทีมในภายหลัง

10 ปีผ่านไป “ทีมบอลภาคใต้” แม้ไปไม่ถึงไทยลีก 1
แต่มี 6 ทีมเคยขึ้นมาถึงไทยลีก 2
หากดูในระดับลีกรองลงมา คือ ไทยลีก 2 ก็จะพบว่า ในช่วง 10 ปีมานี้ มีทีมบอลจากภาคใต้ติดเข้ามาบ้าง ตั้งแต่ฤดูกาล 2559 ถึง 2568-69 ทั้งหมด 6 ทีมด้วยกัน ได้แก่
- สโมสรฟุตบอลกระบี่ เล่นไทยลีก 2 ทั้งหมด 5 ฤดูกาล (ปัจจุบันอยู่ไทยลีก 3)
- สโมสรฟุตบอลนครศรีฯ ยูไนเต็ด เล่นไทยลีก 2 ทั้งหมด 4 ฤดูกาล (ปัจจุบันอยู่ไทยลีก 2)
- สโมสรฟุตบอลระนอง ยูไนเต็ด เล่นไทยลีก 2 ทั้งหมด 3 ฤดูกาล (ปัจจุบันอยู่ไทยลีก 3)
- สโมสรฟุตบอลสงขลา ยูไนเต็ด เล่นไทยลีก 2 ทั้งหมด 2 ฤดูกาล (ปัจจุบันยุบทีม เคยขึ้นไปถึงไทยลีก 1 ช่วงฤดูกาล 2555 ถึง 2557)
- สโมสรฟุตบอลสงขลา เล่นไทยลีก 2 ทั้งหมด 1 ฤดูกาล (ปัจจุบันอยู่ไทยลีก 2)
- สโมสรฟุตบอลปัตตานี เล่นไทยลีก 2 ทั้งหมด 1 ฤดูกาล (ปัจจุบันอยู่ไทยลีก 2)
ทำไม ? ทีมบอลภาคใต้ จึงห่างหายไปจากความสำเร็จในวงกรฟูตบอลไทย โค้ชโย่ง – วรวุธ ศรีมะฆะ อดีตนักเตะทีมชาติไทย ที่ปัจจุบันผันตัวเองเป็นผู้ฝึกสอนให้กับหลายทีมชั้นนำในลีกสูงสุด และในฐานะที่เขามีเลือดเนื้อเชื้อไขคนใต้ จ.สงขลา จึงวิเคราะห์ประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจ

โค้ชโย่ง ชี้ว่า หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของภาคใต้ คือเรื่อง ภูมิศาสตร์ ด้วยระยะทางระหว่างจังหวัดไกลกว่าหลายภูมิภาค ทำให้ต้นทุนการเดินทางสูง ทั้งในระดับเยาวชนและสโมสรอาชีพ
ขณะที่การพัฒนาเยาวชนภาคใต้ ที่แม้เรื่องทักษะ พรสวรรค์เด็กใต้ไม่เคยเป็นรองใคร แต่การที่บอลเด็กไม่มีลีกเยาวชนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เด็กจำนวนมากจึงขาดเวทีแข่งขันอย่างสม่ำเสมอ ต่างจากพื้นที่ส่วนกลางที่มีรายการให้ลงเล่นตลอดทั้งปี ส่งผลให้การพัฒนานักเตะภาคใต้ช้ากว่าพื้นที่ และเมื่อถึงเวลาสโมสรในภาคใต้ต้องการยกระดับทีม เยาวชนไม่ได้รับการพัฒนาที่ทัดเทียม สโมสรก็จำเป็นต้องดึงผู้เล่นจากภูมิภาคอื่นเข้ามาทดแทน การต่อยอดไปสู่การผลักดันให้เด็กใต้ได้เริ่มต้นเส้นทางนักเตะอาชีพในพื้นที่จึงเป็นไปอย่างช้า ๆ
“ในมุมศักยภาพนักเตะ เด็กใต้มีจุดเด่นเรื่องเทคนิค และความสามารถเฉพาะตัวไม่แพ้ใคร หลายคนจับบอลดี เล่นกับบอลดี และมีพรสวรรค์สูง แต่ฟุตบอลยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันแค่ความสามารถเฉพาะตัวอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือวินัย ความอดทน ความฟิต การเล่นเป็นระบบ และสภาพจิตใจ โดยเฉพาะในการแข่งขันระดับสูง ซึ่งจุดนี้เยาวชนภาคใต้จำนวนไม่น้อยยังเสียเปรียบ”
โค้ชโย่ง ขยายความ
หากมองไปให้ลึกกว่านั้น โค้ชโย่ง ก็มองว่า จากสภาพสังคมและเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ภาคใต้ที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร เมื่อเทียบกับบางภูมิภาคที่เด็กต้องดิ้นรนมากกว่า ทำให้แรงผลักดัน หรือ “ความหิว” เพื่อเปลี่ยนชีวิตผ่านฟุตบอลอาจไม่เข้มข้นเท่าพื้นที่อื่น ๆ ขณะเดียวกันค่านิยมครอบครัวจำนวนมาก ยังมองไปที่อาชีพรับราชการ หรือการมีวิชาชีพที่มั่นคงเป็นเส้นทางหลักมากกว่าการผลักดันลูกหลานสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ จึงเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการพัฒนาบอลใต้ได้เช่นกัน
“ภาคใต้ยังมีศักยภาพสูง หากทำอย่างจริงจัง เพราะฟุตบอลคือกีฬายอดนิยมอันดับหนึ่งของภูมิภาคนี้ ตัวอย่างล่าสุด ปัตตานี FC ที่สามารถปลุกกระแสคนดู และแรงศรัทธากลับมาได้ แสดงให้เห็นว่าเมื่อทีมเชื่อมโยงกับชุมชนอย่างแท้จริง แฟนบอลก็พร้อมหนุนเสมอ และถ้าทีมบอลสามารถสร้างกระแสได้โดยการสร้างฐานให้ทีมอยู่ได้ระยะยาว ทั้งเรื่องแรงบันดาลใจ การทำให้ฟุตบอล กลายเป็นอาชีพทางเลือกได้เป็นรูปธรรม ก็จะตามมา”
โค้ชโย่ง เชื่ออย่างมีความหวัง
5 นักบอลทีมชาติไทยเกิดที่ภาคใต้
แต่ไม่มีใครลงเล่นสโมสรแรกในภาคใต้เลย
หากมองภาพกว้างขึ้นจากระดับสโมสรในแต่ละจังหวัด อีกหนึ่งความใฝ่ฝันของนักบอลสโมสรคือการได้เป็นตัวแทน ช้างศึก หรือการได้ติดธงลงเล่นให้กับ ทีมชาติไทย นั่นเอง
ในฐานะที่เคยผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว โค้ชโย่ง ก็ยอมรับว่า การไปสู่นักเตะทีมชาติไทยไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย ทั้งต้องรักในการเตะฟุตบอล อาศัยการฝึกฝนเพื่อพัฒนาฝีเท้า สร้างผลงานจากการแข่งขัน และก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการได้อยู่ในสโมสรที่ดีและมีชื่อเสียง อาจช่วยเพิ่มโอกาสให้ติดทีมชาติได้นั่นเอง

The Active รวบรวมข้อมูลนักบอลทีมชาติไทย ในการแข่งขันเอเชียนคัพ 2027 รอบคัดเลือกรอบที่ 3 ที่ไทยพบเติร์กเมนิสถาน เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 พบว่า จากนักบอลทีมชาติ 23 คน มีนักบอล 5 คนที่เกิดที่จังหวัดในภาคใต้ ได้แก่
- กัมพล ปฐมอรรฆย์กุล เกิดที่ จ.ภูเก็ต
- ณัฐพงษ์ สายริยา เกิดที่ จ.ภูเก็ต
- สารัช อยู่เย็น เกิดที่ จ.สงขลา
- อิคลาศ สันหรน เกิดที่ จ.สงขลา
- ศุภชัย ใจเด็ด เกิดที่ จ.ปัตตานี
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 5 คนกลับไม่ได้เล่นให้สโมสร (อาชีพ) แรกให้สโมสรภาคใต้เลย โดยมาเล่นให้กับสโมสรในภาคกลางทั้งหมด ได้แก่
- สโมสรฟุตบอลจามจุรี ยูไนเต็ด – กรงเทพฯ (ณัฐพงษ์ และอิคลาศ)
- สโมสรฟุตบอลเมืองทอง ยูไนเต็ด – จ.นนทบุรี (กัมพล และสารัช)
- สโมสรฟุตบอลโอสถสภา – จ.สมุทรปราการ (ศุภชัย)
นอกจากนี้พบว่า นักฟุตบอลทีมชาติไทยคนอื่น ๆ อีกจำนวนไม่น้อย ก็ต้องจากบ้านเกิดตัวเอง มาเล่นสโมสร (อาชีพ) แรกในจังหวัดที่มีสโมสรใหญ่ เพื่อไต่ขึ้นสู่การเป็นนักบอลทีมชาติไทยในปัจจุบัน
โดยจังหวัดของสโมสร (อาชีพ) แรกที่นักบอลทีมชาติชุดนี้เล่นมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ ทั้งหมด 6 คนด้วยกัน รองลงมาคือ จ.นนทบุรี 4 คน (เล่นที่สโมสรฟุตบอลเมืองทอง ยูไนเต็ด ทั้ง 4 คน) และ จ.บุรีรัมย์ 3 คน (เล่นที่สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทั้ง 3 คน)
นอกจากนี้ยังมีนักฟุตบอลทีมชาติไทยบางคนที่เกิดที่ไทย แต่ไปค้าแข้งที่ต่างประเทศตั้งแต่สโมสร (อาชีพ) แรก เช่น ที่อังกฤษ, เดนมาร์ก และฝรั่งเศส
ข้อมูลดังกล่าวอาจสะท้อนให้เห็นถึงการกระจุกตัวของสโมสรชื่อดังของไทยในไม่กี่จังหวัด การเดินทางเข้าสู่สโมสรขึ้นชื่ออาจเป็นการเปิดประตูโอกาสสู่ทีมชาติไทย และข้อมูลยังตอกย้ำว่า ยังไม่มีสโมสรที่มีชื่อเสียงจากภาคใต้ที่สร้างโอกาสให้นักเตะติดทีมชาติได้เช่นกัน
ดูข้อมูลนักบอลทีมชาติไทย (จังหวัดที่เกิด, สโมสร (อาชีพ) แรกที่เล่น, จังหวัดของสโมสร (อาชีพ) แรก และปีแรกที่เล่น) เพิ่มเติม
| # | ผู้เล่น | จังหวัดที่เกิด | สโมสรแรก (อาชีพ) | จังหวัดสโมสรแรก (อาชีพ) | ปีแรก |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 | ปฏิวัติ คำไหม | จันทบุรี | เมืองทอง ยูไนเต็ด | นนทบุรี | 2557 |
| 2 | พีฬาวัช อรรคธรรม | สกลนคร | บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด | บุรีรัมย์ | 2559 |
| 3 | ธีราทร บุญมาทัน | นนทบุรี | ราชประชา | กรุงเทพฯ | 2551 |
| 4 | ณัฐพงษ์ สายริยา | ภูเก็ต | จามจุรี ยูไนเต็ด | กรุงเทพฯ | 2558 |
| 5 | โจนาธาร เข็มดี | สุรินทร์ | Odense Boldklub | เดนมาร์ก | 2564 |
| 6 | สารัช อยู่เย็น | สงขลา | เมืองทอง ยูไนเต็ด | นนทบุรี | 2553 |
| 7 | สุภโชค สารชาติ | ศรีสะเกษ | บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด | บุรีรัมย์ | 2558 |
| 8 | พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี | กรุงเทพฯ | จามจุรี ยูไนเต็ด | กรุงเทพฯ | 2555 |
| 9 | ศุภชัย ใจเด็ด | ปัตตานี | โอสถสภา | สมุทรปราการ | 2558 |
| 10 | เบน เดวิส | อุทัยธานี | Fulham F.C. | อังกฤษ | 2562 |
| 11 | อนันต์ ยอดสังวาลย์ | กรุงเทพฯ | ลำพูน วอริเออร์ | ลำพูน | 2563 |
| 12 | นิโคลัส มิคเกลสัน | Skien (นอร์เวย์) | Hamarkameratene | นอร์เวย์ | 2558 |
| 13 | อิคลาศ สันหรน | สงขลา | จามจุรี ยูไนเต็ด | กรุงเทพฯ | 2565 |
| 14 | มานูเอล ทอม เบียรห์ | Herrenberg (เยอรมนี) | 1. FC Nürnberg II | เยอรมัน | 2555 |
| 15 | นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม | อยุธยา | โปลิศ เทโร | กรุงเทพฯ | 2555 |
| 16 | กฤษดา กาแมน | ตราด | ชลบุรี | ชลบุรี | 2558 |
| 17 | จูด ซุ่นทรัพย์-เบลล์ | Chippenham (อังกฤษ) | เชลซี | อังกฤษ | 2564 |
| 18 | ชนาธิป สรงกระสินธ์ | นครปฐม | โปลิศ เทโร | กรุงเทพฯ | 2555 |
| 19 | ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร | สุพรรณบุรี | AS Nancy B | ฝรั่งเศส | 2560 |
| 20 | สรานนท์ อนุอินทร์ | ขอนแก่น | นครราชสีมา | นครราชสีมา | 2558 |
| 21 | ศุภนันท์ บุรีรัตน์ | จันทบุรี | เมืองทอง ยูไนเต็ด | นนทบุรี | 2553 |
| 22 | เสกสรรค์ ราตรี | ราชบุรี | บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด | บุรีรัมย์ | 2565 |
| 23 | กัมพล ปฐมอรรฆย์กุล | ภูเก็ต | เมืองทอง ยูไนเต็ด | นนทบุรี | 2554 |
หากตัวเลขนักเตะติดทีมชาติ คือ ผลผลิตของระบบ คำถามต่อมา คือ ระบบนั้นแข็งแรงพอหรือไม่ ?
เพราะการสร้างผู้เล่นระดับสูง ต้องอาศัยรากฐานสำคัญ คือ สโมสรที่มั่นคง ทั้งงบประมาณ บุคลากร และการลงทุนระยะยาว แต่เมื่อย้อนดูข้อมูลการเงินของหลายสโมสรในไทยลีก กลับพบว่า ปัญหาขาดทุน ยังเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง
งบฯ ปี 68 ทีมฟุตบอลในไทยลีก 1-2
เกินครึ่งยังขาดทุน!
The Active ตรวจสอบงบฯ รายได้ ปี 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 เม.ย. 2569) จากสโมสรที่อยู่ในไทยลีก 1 และ 2 ในฤดูกาล 2568-69 ทั้งหมด 34 สโมสร สามารถ ตรวจสอบงบฯ ได้ทั้งหมด 29 สโมสร แบ่งเป็น ไทยลีก 1 จำนวน 15 สโมสร (จาก 16 สโมสร) และไทยลีก 2 จำนวน 14 สโมสร (จาก 18 สโมสร)

ทั้ง 29 สโมสรมี รายได้รวมกันทั้งหมด 2,935.439 ล้านบาท แบ่งเป็นสโมสรในไทยลีก 1 รายได้รวม 2,736.130 ล้านบาท และสโมสรในไทยลีก 2 รายได้รวม 199.309 ล้านบาท
โดยสโมสรที่มีรายได้รวมมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ
- สโมสรฟุตบอลการท่าเรือ – ไทยลีก 1 รายได้รวม 926.043 ล้านบาท
- สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด – ไทยลีก 1 รายได้รวม 507.955 ล้านบาท
- สโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด – ไทยลีก 1 รายได้รวม 408.643 ล้านบาท
ในขณะที่สโมสรที่รายได้รวมน้อยที่สุด 3 อันดับแรก คือ
- สโมสรฟุตบอลปัตตานี – ไทยลีก 2 รายได้รวม 4.346 ล้านบาท
- สโมสรฟุตบอลตราด – ไทยลีก 2 รายได้รวม 5.184 ล้านบาท
- สโมสรฟุตบอลนครศรีฯ ยูไนเต็ด – ไทยลีก 2 รายได้รวม 5.833 ล้านบาท
รายได้เฉลี่ยของทั้ง 29 ทีม อยู่ที่ 101.222 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เงินส่วนใหญ่กลับอยู่ที่ทีมฟุตบอลในไทยลีก 1 ที่มักจะมีรายได้ต่อทีมสูงกว่า ตั้งแต่ 24.528 – 926.043 ล้านบาท (เฉลี่ย 182.409 ล้านบาท) ในขณะที่ไทยลีก 2 มีรายได้ต่อทีมอยู่ที่ 4.346 – 40.396 ล้านบาท (เฉลี่ย 14.236 ล้านบาท) เท่านั้น
แม้ภาพรวมรายได้สโมสรฟุตบอลไทยลีก 1 และ 2 จะรวมอยู่เกือบ 3,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหากพิจารณางบฯ กำไร-ขาดทุน จาก 29 สโมสรที่ตรวจสอบงบฯ ได้ จะพบว่า มีเพียง 10 สโมสรที่มีกำไร (เป็นสโมสรไทยลีก 1 จำนวน 5 ทีม และไทยลีก 2 จำนวน 5 ทีม) และมี 19 สโมสรที่ขาดทุน (เป็นสโมสรไทยลีก 1 จำนวน 10 ทีม และไทยลีก 2 จำนวน 9 ทีม) หรือ คิดเป็นขาดทุนถึง 65.51% ของจำนวนทีมทั้งหมดที่ตรวจสอบงบฯ ได้
โดยสโมสรที่ทำกำไรได้มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ
- สโมสรฟุตบอลการท่าเรือ – ไทยลีก 1 (บริษัท การท่าเรือ เอฟ.ซี. จำกัด) กำไรสูงถึง 117.861 ล้านบาท
- สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด – ไทยลีก 1 (บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด) กำไร 20.793 ล้านบาท
- สโมสรฟุตบอลพีที ประจวบ – ไทยลีก 1 (บริษัท สโมสรฟุตบอล พีที ประจวบ เอฟซี จำกัด) กำไร 6.801 ล้านบาท
ในขณะที่สโมสรที่ขาดทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ
- สโมสรฟุตบอลทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด – ไทยลีก 1 (บริษัท ทรู ยูไนเต็ด ฟุตบอล คลับ จำกัด) ขาดทุนสูงถึง 303.972 ล้านบาท
- สโมสรฟุตบอลเมืองทอง ยูไนเต็ด – ไทยลีก 1 (บริษัท เมืองทอง ยูไนเต็ด จำกัด) ขาดทุน 55.407 ล้านบาท
- สโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด – ไทยลีก 1 (บริษัท บีจี สปอร์ตส์ จำกัด) ขาดทุน 21.228 ล้านบาท (แม้มีรายได้รวมถึง 408.643 ล้านบาท ที่สูงเป็นอันดับที่ 3 ก็ตาม)
งบฯ กำไรเฉลี่ยของ 29 สโมสรที่มีข้อมูล อยู่ที่ -10.41 ล้านบาท (หรือคือขาดทุนเฉลี่ย 10.41 ล้านบาท) โดยทีมบอลไทยลีก 1 ขาดทุนสูงกว่า เฉลี่ยอยู่ที่ขาดทุน 16.894 ล้านบาท และในขณะที่ทีมบอลไทยลีก 2 ก็ขาดทุนเช่นกันแม้จะน้อยกว่าก็ตาม เฉลี่ยอยู่ที่ขาดทุน 3.640 ล้านบาท
สำหรับสโมสรที่ไม่สามารถตรวจสอบงบฯ การเงินได้มี 5 สโมสร ได้แก่ สโมสรฟุตบอลบางกอก (บริษัท บางกอก เอฟซี แมเนจเมนท์ จำกัด) ยังไม่มีข้อมูลงบ 2568, สโมสรฟุตบอลโปลิศ เทโร (บริษัท ดาวเงิน เอฟซี จำกัด), สโมสรฟุตบอลอุทัยธานี (ไม่พบบริษัท), สโมสรฟุตบอลจันทบุรี (ไม่พบบริษัท) และสโมสรฟุตบอลพัทยา ยูไนเต็ด (ไม่พบบริษัท)
ดูงบปี 2568 ของสโมสรฟุตบอลไทยลีก 1-2 ในฤดูกาล 2568-69 เพิ่มเติม
| สโมสร | ไทยลีก (ฤดูกาล 2568-69) | ชื่อบริษัท | งบกำไร ปี 2568 (ล้านบาท) | งบรายได้ ปี 2568 (ล้านบาท) |
|---|---|---|---|---|
| การท่าเรือ | ไทยลีก 1 | บริษัท การท่าเรือ เอฟ.ซี. จำกัด | 117.861 | 926.043 |
| บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด | ไทยลีก 1 | บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด | 20.793 | 507.955 |
| พีที ประจวบ | ไทยลีก 1 | บริษัท สโมสรฟุตบอล พีที ประจวบ เอฟซี จำกัด | 6.801 | 110.412 |
| ชัยนาท ฮอร์นบิล | ไทยลีก 2 | บริษัท ชัยนาท เอฟ.ซี. จำกัด | 4.023 | 14.918 |
| นครปฐม ยูไนเต็ด | ไทยลีก 2 | บริษัท สโมสรฟุตบอลนครปฐม จำกัด | 2.390 | 40.396 |
| หนองบัว พิชญ | ไทยลีก 2 | บริษัท สโมสรหนองบัวลำภู เอฟ.ซี จำกัด | 2.164 | 17.096 |
| ชลบุรี | ไทยลีก 1 | บริษัท ชลบุรี เอฟ.ซี. จำกัด | 1.573 | 113.860 |
| ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด | ไทยลีก 2 | บริษัท ศรีสะเกษ ยูไนเต็ด จำกัด | 0.344 | 14.366 |
| อยุธยา ยูไนเต็ด | ไทยลีก 1 | บริษัท อยุธยา ยูไนเต็ด (2015) จำกัด | 0.298 | 24.528 |
| ราษีไศล ยูไนเต็ด | ไทยลีก 2 | บริษัท สโมสรฟุตบอลราษีไศล ยูไนเต็ด 2021 จำกัด | 0.062 | 7.630 |
| สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด | ไทยลีก 1 | บริษัท เชียงราย ยูไนเต็ด คลับ จำกัด | -0.514 | 35.470 |
| นครราชสีมา มาสด้า | ไทยลีก 1 | บริษัท โคราช ยูไนเต็ด จำกัด | -0.816 | 48.460 |
| สงขลา | ไทยลีก 2 | บริษัท สงขลา เอฟซี จำกัด | -0.990 | 19.846 |
| ลำพูน วอริเออร์ | ไทยลีก 1 | บริษัท สโมสรฟุตบอล ลำพูน จำกัด | -1.104 | 28.008 |
| พลังกาญจน์ | ไทยลีก 1 | บริษัท กาญจนบุรี พาวเวอร์ ฟุตบอล คลับ จำกัด | -1.749 | 64.431 |
| ขอนแก่น ยูไนเต็ด | ไทยลีก 2 | บริษัท สโมสรขอนแก่นยูไนเต็ด จำกัด | -3.280 | 23.559 |
| ระยอง | ไทยลีก 1 | บริษัท ระยองฟุตบอลคลับ จำกัด | -3.508 | 51.918 |
| สุโขทัย | ไทยลีก 1 | บริษัท สุโขทัยฟุตบอลคลับ จำกัด | -3.708 | 48.891 |
| ตราด | ไทยลีก 2 | บริษัท ตราด เอฟซี จำกัด | -3.85 | 5.184 |
| นครศรีฯ ยูไนเต็ด | ไทยลีก 2 | บริษัท สโมสรนครศรี ยูไนเต็ด จำกัด | -4.266 | 5.833 |
| เชียงใหม่ ยูไนเต็ด | ไทยลีก 2 | บริษัท เจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด จำกัด | -5.112 | 6.553 |
| มหาสารคาม เอสบีที | ไทยลีก 2 | บริษัท มหาสารคาม เอฟ ซี จำกัด | -6.824 | 8.054 |
| ปัตตานี | ไทยลีก 2 | ห้างหุ้นส่วนจำกัด สโมสรฟุตบอลปัตตานี เอฟซี | -9.493 | 4.346 |
| ราชบุรี | ไทยลีก 1 | บริษัท ราชบุรี เอฟ.ซี. จำกัด | -10.082 | 72.948 |
| เกษตรศาสตร์ | ไทยลีก 2 | บริษัท นาคามรกต จำกัด | -10.229 | 17.568 |
| แพร่ ยูไนเต็ด | ไทยลีก 2 | บริษัท ฟุตบอลแพร่ยูไนเต็ด จำกัด | -15.892 | 13.961 |
| บีจี ปทุม ยูไนเต็ด | ไทยลีก 1 | บริษัท บีจี สปอร์ตส์ จำกัด | -21.228 | 408.643 |
| เมืองทอง ยูไนเต็ด | ไทยลีก 1 | บริษัท เมืองทอง ยูไนเต็ด จำกัด | -55.407 | 147.863 |
| ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด | ไทยลีก 1 | บริษัท ทรู ยูไนเต็ด ฟุตบอล คลับ จำกัด | -303.972 | 146.699 |
| บางกอก | ไทยลีก 2 | บริษัท บางกอก เอฟซี แมเนจเมนท์ จำกัด | ยังไม่มีข้อมูลงบปี 68 (ข้อมูล ณ วันที่ 27 เม.ย. 2569) | ยังไม่มีข้อมูลงบปี 68 (ข้อมูล ณ วันที่ 27 เม.ย. 2569) |
| โปลิศ เทโร | ไทยลีก 2 | บริษัท ดาวเงิน เอฟซี จำกัด | ยังไม่มีข้อมูลงบปี 68 (ข้อมูล ณ วันที่ 27 เม.ย. 2569) | ยังไม่มีข้อมูลงบปี 68 (ข้อมูล ณ วันที่ 27 เม.ย. 2569) |
| อุทัยธานี | ไทยลีก 1 | ไม่พบบริษัท | – | – |
| จันทบุรี | ไทยลีก 2 | ไม่พบบริษัท | – | – |
| พัทยา ยูไนเต็ด | ไทยลีก 2 | ไม่พบบริษัท | – | – |
สำหรับการสนับสนุน งบประมาณทำทีมระดับสโมสรนั้น โค้ชโย่ง ยอมรับว่า ปัญหาสำคัญคือหลายทีมยังพึ่งพาเงินสนับสนุนจากการเมืองท้องถิ่น หรือ การเมืองระดับชาติ รวมทั้งผู้สนับสนุนรายใหญ่เพียงไม่กี่รายภายในจังหวัด เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ทีมไม่เป็นกระแส จุดไม่ติด ไม่ประสบความสำเร็จ การลงทุนเพื่อสนับสนุนทีมในลักษณะนี้ก็สะดุดไปด้วย หรือบางทีมก็หายไปจากระบบเลยด้วยซ้ำ

“ฟุตบอลสโมสรหนีไม่พ้นต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากการเมืองท้องถิ่น การเมืองระดับชาติ แต่หลาย ๆ ทีมสนับสนุนแบบประเดี๋ยวประด๋าว คุณจะทำฟุตบอลเพื่อความยั่งยืน หรือทำฟุตบอลเพื่อจะหาเสียงอะไรก็ว่าไป แต่ถ้าจะทำจริง ๆ คุณต้องรู้ก่อนว่าการทำฟุตบอลปัจจุบันมันต้องใช้เงิน ถ้าอยากทำจริง ๆ ก็ต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง ต้องควบคู่กันทั้งผู้สนับสนุน และประชาชน คนเชียร์ มันถึงจะยั่งยืน แต่ปัจจุบันหลาย ๆ ทีมที่ทำไม่นานก็ล้มหายลาจาก ผู้ที่จะเข้ามาสนับสนุน คนที่จะมาเป็นสปอนเซอร์ก็กลัว แต่ถ้าเมื่อไหร่กระแสจุดติด คนดูเต็มสนาม ซึ่งของแบบนี้มันมาจากศรัทธา”
โค้ชโย่ง อธิบาย
เขายังย้ำว่า ฟุตบอลอาชีพต้องมี โมเดลธุรกิจ มีฝ่ายการตลาด มีแผนหารายได้จากแฟนบอล ผู้สนับสนุน และกิจกรรมชุมชน ไม่ใช่เพียงรอเงินอุดหนุนแล้วจบฤดูกาลไปปีต่อปี
สอดคล้องกับความเห็นของ ประธานกลุ่มวัวชนบางกอก ในฐานะแฟนพันธุ์แท้ฟุตบอลใต้ ก็ยอมรับเช่นกันว่า การเข้ามาสนับสนุนของการเมืองทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น มองดูก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย โดยข้อดี ก็พบว่านักการเมืองส่วนใหญ่ที่มาทำทีมล้วนแล้วเป็น บ้านใหญ่ ของจังหวัดนั้น ๆ ก็ยิ่งทำให้ทีม ๆ นั้นมีคนรู้จักเป็นกระแสได้ แต่ข้อเสีย คือ นักการเมืองอาจมาพร้อมคำถามเรื่องผลประโยชน์ นำหน้าเรื่องของการสร้างทีมอย่างยั่งยืน และที่ต้องยอมรับในปัจจุบันคือการเมืองก็มักถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องทุจริต ซึ่งการมาสนับสนุนทีมฟุตบอล ก็จะถูกเหมารวมไปด้วย ทั้งมองว่าทำทีมเพื่อหาเสียง เพื่อฟอกเงินจากทุนสีเทา เลยทำให้ทีมฟุตบอลที่สนับสนุนนั้นไม่ยั่งยืน

“ไม่ผิดที่นักการเมืองจะเข้ามาสนับสนุนทีมบอล แต่เราอยากได้คนทำทีมที่ใจรักฟุตบอลจริง ๆ ไม่ใช่ใช้ทีมฟุตบอลแฝงการฟอกเงิน ใช้เพื่อหาเสียง ซึ่งตอนนี้หลาย ๆ ทีมก็ถูกตั้งคำถามว่าใช้ทีมมาเพื่อฟอกเงินมากกว่า อยากเห็นคนรักบอลไม่ยุ่งการเมือง ไม่ยุ่งสีเทา อยากได้คนที่สำนึกรักบ้านเกิดจริง ๆ มาทำทีม แต่คงยาก”
พี่โชติ สะท้อนมุมมอง
ฟุตบอลภาคใต้ พัฒนาแบบไหนให้ปัง ?
จากความเห็น มุมมองของทั้งอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย รวมถึง ตัวแทนแฟนบอล สะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน ว่าการยกระดับฟุตบอลภาคใต้ ไม่ใช่เพียงเรื่องในสนามแข่งขัน แต่ต้องเริ่มจาก ระบบนิเวศฟุตบอล ทั้งระดับเยาวชน สโมสร แฟนบอล ภาคธุรกิจ และภาครัฐ โดยสามารถสรุปเป็นข้อเสนอสำคัญได้ดังนี้
1. สร้างลีกเยาวชนภาคใต้ให้ชัดเจนและยั่งยืน
ควรจัดระบบการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนอย่างต่อเนื่องในรุ่นอายุ เช่น U14, U16, U18 ให้มีปฏิทินแข่งขันชัดเจนทุกปี เพื่อสร้างเส้นทางพัฒนาเด็กสู่ฟุตบอลอาชีพ ลดการพึ่งพารายการระยะสั้น หรือการรอแข่งขันเฉพาะบางทัวร์นาเมนต์
2. แบ่งโซนการแข่งขัน ลดภาระค่าเดินทาง
ด้วยข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ของภาคใต้ที่มีระยะทางไกล ควรแบ่งการแข่งขันเป็นโซนย่อย เช่น ตอนบน ตอนกลาง ตอนล่าง แล้วคัดทีมตัวแทนมาแข่งขันรอบสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนเดินทางของสโมสรและโรงเรียน ทำให้ทีมเล็กเข้าร่วมเวทีการแข่งขันได้มากขึ้น
3. เปิดเวทีดวลทีมชั้นนำจากภูมิภาคอื่น
ควรจัดรายการเชิญทีมเยาวชนชั้นนำจากจังหวัดต่าง ๆ ทีมฟุตบอลชื่อดัง มาเข้าร่วมแข่งขัน เพื่อยกระดับมาตรฐาน สร้างประสบการณ์ และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้เด็กใต้ได้พัฒนาฝีเท้า
4. วางรากฐานสโมสรอาชีพให้ชัดเจน
สโมสรฟุตบอลภาคใต้ต้องมีแผนบริหารระยะยาว ทั้งด้านงบประมาณ เป้าหมายทีมเยาวชน ระบบคัดเลือกเยาวชน นักเตะดี ๆ และมีการตลาด ที่ไม่ควรพึ่งพาเงินสนับสนุนระยะสั้นหรือเจ้าของทีมเพียงคนเดียว

5. เพิ่มรายได้จากแฟนบอล ไม่ใช่แค่สปอนเซอร์
หัวใจสำคัญของสโมสร คือ แฟนบอล คนดู จึงต้องสร้างประสบการณ์วันแข่งขันให้แฟนบอลอยากเข้าสนาม เช่น โปรโมชันตั๋ว กิจกรรมครอบครัว ของที่ระลึก หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนแฟนบอลให้เป็นรายได้ประจำของทีม
6. ดึงภาคธุรกิจท้องถิ่นร่วมลงทุน
ร้านค้า ห้างท้องถิ่น โรงแรม หรือผู้ประกอบการในจังหวัด สามารถเป็นพันธมิตรสำคัญของสโมสรได้ หากทีมมีแผนการตลาดชัดเจนและสร้างคุณค่าร่วมกัน ฟุตบอลควรถูกมองเป็นเศรษฐกิจท้องถิ่น ไม่ใช่ภาระงบประมาณ
7. ให้ภาครัฐช่วย “อำนวยความสะดวก”
แม้ภาครัฐอาจไม่สามารถอุดหนุนงบฯ โดยตรง แต่ยังช่วยได้ผ่านการใช้สนาม การปรับปรุงสาธารณูปโภค การประชาสัมพันธ์ การจัดการจราจร หรือสนับสนุนกิจกรรมเยาวชน เพื่อให้ฟุตบอลเติบโตได้ง่ายขึ้น
8. พัฒนาบุคลากรสโมสรอย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่แค่นักเตะ แต่โค้ช ผู้จัดการทีม นักกายภาพ ฝ่ายการตลาด และผู้บริหาร ต้องเรียนรู้และอัปเดตองค์ความรู้ใหม่ ๆ เสมอ เพราะฟุตบอลสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก
9. ใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือเปลี่ยนชีวิตเยาวชน
ฟุตบอลยังเป็นโอกาสสำคัญของเด็กต่างจังหวัด โดยเฉพาะครอบครัวยากจน ให้มีเส้นทางสู่การศึกษา อาชีพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงควรมองฟุตบอลเป็นนโยบายพัฒนาเยาวชนควบคู่กับกีฬา
10. ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดันการฟื้นฟุตบอลภาคใต้
หากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสโมสรเพียงลำพังคงประสบความสำเร็จได้ยาก ดังนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากแฟนบอล ชุมชน เอกชน โรงเรียน และภาครัฐร่วมกันสร้างระบบที่ยั่งยืน
ภาคใต้ไม่เคยขาดคนรักฟุตบอล ทุกสนามยังไม่เคยขาดเสียงเชียร์ และยังมีเด็ก ๆ เยาวชน ที่ยังมีความฝันว่าสักวันจะได้สวมเสื้อสโมสรใหญ่ หรือก้าวไปไกลถึงทีมชาติไทย
พื้นที่ด้ามขวานแห่งนี้มีทั้งพรสวรรค์ หัวใจนักสู้ และมีวัฒนธรรมลูกหนังที่หยั่งรากลึกไม่แพ้ภูมิภาคใดของประเทศ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่ฟุตบอลภาคใต้เฝ้ารอ อาจไม่ใช่เพียงถ้วยแชมป์ หรือการมีทีมเลื่อนชั้นขึ้นลีกสูงสุด แต่คือ ระบบ ที่จะพาเด็กเก่งคนหนึ่งไปได้ไกลกว่าสนามแข่งขันระดับชุมชน หรือในรั้วโรงเรียน
นั่นอาจหมายถึง การสร้างระบบเยาวชนที่ต่อเนื่อง การมีโค้ชที่ทันสมัย ผ่านการฝึกอบรมทักษะ การฝึกสอนฟุตบอลที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการมีปรับเปลี่ยนโครงสร้างฟุตบอลที่เปิดโอกาสให้ทีมภูมิภาคเติบโตได้จริง ไม่ใช่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
เพราะหากวันหนึ่งฟุตบอลไทยสร้างระบบที่ดีพอ เด็กจากสามจังหวัดชายแดนใต้ หรือ จังหวัดไหน ๆ ในภูมิภาคนี้ ก็จะสามารถออกเดินทางไกล เพื่อไล่ล่าความฝันที่เป็นจริง และวันนั้นความสำเร็จของฟุตบอลภาคใต้ จะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์ของโอกาสที่ถูกออกแบบไว้อย่างเป็นธรรมตั้งแต่ระบบการพัฒนาที่ต้นทางนั่นเอง


