นอกจากการจัดเลือกตั้งแล้ว อีกปมหนึ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกพูดถึงก่อนหน้านี้ คือการปราบปรามการซื้อเสียง ที่เลขาธิการ กกต. บอกว่า “เตรียมเงินได้ แต่ห้ามแจก” หลังธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ความผิดปกติของการเบิกเงินสด 250 ล้านบาทในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
ภายหลังเลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจงว่าเป็นการสื่อสารคลาดเคลื่อน ยืนยันว่าการจัดเตรียมเพื่อซื้อเสียงก็ถือเป็นความผิดแล้วในทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติการเอาผิดในขั้นเตรียมการทำได้ยาก เพราะยังไม่ครบองค์ประกอบความผิด และย้ำว่าหากมีการแจกเงินจริง กกต. มีมาตรการตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเข้มงวด
แต่หากย้อนดูผลการวินิจฉัยคำร้องการซื้อเสียงในการเลือกตั้งปี 2566 ที่รวบรวมโดย Active Data Lab พบว่า มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการซื้อเสียง 80 กรณี มีผู้ถูกกล่าวหา 200 คน ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินเพื่อกาเบอร์ ให้เงินเพื่อไปฟังปราศรัย การสัญญาว่าจะให้เงินหรือผลประโยชน์ต่าง ๆ
เมื่อดูเฉพาะการซื้อเสียงที่เป็นการให้เงินเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้ผู้สมัคร พบว่ามีผลวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดเพียง 10 กรณี เอาผิด 10 คน (คิดเป็น 12.5% ของกรณีทั้งหมด และคิดเป็น 9% ของผู้ถูกกล่าวหา) ในจำนวน นี้เป็นผู้สมัคร 3 คน คือ สมชาย เล่งหลัก พรรคภูมิใจไทย, เกศกานดา อินช่วย พรรคประชาธิปัตย์ และ พรวิศิษฐ์ แจ่มใส พรรคพลังประชารัฐ ทั้งหมดอาจสะท้อนว่าการจะเอาผิดการซื้อเสียงนั้นอาจทำได้ไม่ง่ายนัก
The Active ถอดองค์ประกอบคำวินิจฉัยว่ามีความผิดในการให้เงินเพื่อลงคะแนนทั้ง 10 กรณีนี้ เพื่อวิเคราะห์ต่อไปถึงแนวทางที่จะทำให้การยื่นคำร้องมีน้ำหนักสำหรับการวินิจฉัยของ กกต.
ดูเอกสารคำวินิจฉัยทั้ง 10 กรณี
- ควฉ. 243/2566 กรุงเทพมหานคร
- ควฉ. 249/2566 จ.นครสวรรค์
- ควฉ. 18/2567 จ.พระนครศรีอยุธยา
- ควฉ. 19/2567 จ.อำนาจเจริญ
- ควฉ. 20/2567 จ.สงขลา
- ควฉ. 35/2567 จ.บึงกาฬ
- ควฉ. 36/2567 จ.พระนครศรีอยุธยา
- ควฉ. 51/2567 จ.ราชบุรี
- ควฉ. 58/2567 จ.ระยอง
- ควฉ. 75/2567 จ.กาญจนบุรี

ใครก็ร้องได้ แต่ความน่าเชื่อถือยังสำคัญ
ความน่าเชื่อถือของผู้ร้องดูจะเป็นสิ่งแรกที่ปรากฎในย่อหน้าสรุปความเห็นวินิจฉัย ตามที่มักจะมีการบันทึกไว้ก่อนว่าผู้แจ้งเป็นผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองหรือไม่ สำหรับ 10 กรณีนี้ พบว่าครึ่งหนึ่งมากจากการแจ้งของเจ้าหน้าที่ที่มีบทบาทในการอำนวยการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งรวมถึงการสอดส่องดูแล จับตาการทุจริตเลือกตั้งที่อาจทราบจากเบาะแสหรือการข่าวในพื้นที่ โดยพบว่าผู้ร้องเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กำนัน กรรมการชุมชน ตำรวจ และเลขานุการนายกเทศมนตรี
รองลงมาคือผู้ร้องที่เป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง 3 กรณี โดยเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ถูกเข้ามาขอซื้อเสียง และยังพบว่าบางกรณีคือผู้ที่ร่วมขบวนการซื้อเสียงเอง แต่เกิดความขัดแย้งกันจึงปูดมาร้อง กกต.
สุดท้ายคือผู้ร้องที่ไม่ได้พบเห็นเอง 1 กรณี และผู้แจ้งที่ไม่ระบุตัวตน 1 กรณี แม้ว่าความน่าเชื่อถืออาจจะน้อยกว่า 2 แบบแรก แต่พยานบุคคลและพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่มีน้ำหนักมากพอก็จะช่วยในการไต่สวนได้ อย่างกรณีผู้ร้องไม่ใช่ผู้พบเห็นเอง แต่ผู้พบเห็นมาบอกผู้แจ้งและเป็นพยานให้ในการไต่สวน ส่วนกรณีผู้แจ้งไม่ระบุตัวตัว เจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและสามารถจับกุมได้
หลักฐานต้องชัด มัดแน่นดิ้นไม่หลุด
พยานหลักฐานถือเป็นส่วนสำคัญที่สุด สำหรับ 10 กรณีนี มีการยื่นพยานหลักฐานหลายประเภท รวมถึงที่ กกต. ตรวจสอบเพิ่มเติม ได้แก่
- วิดีโอคลิป 4 กรณี
- เงินสด 4 กรณี
- การทำธุรกรรมการเงิน 3 กรณี
- แชทไลน์ 3 กรณี
- บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 3 กรณี
- ประวัติการใช้โทรศัพท์ 2 กรณี
- บันทึกเสียง 2 กรณี
- ภาพถ่าย 1 กรณี
วิดิโอคลิปเป็น 1 ในพยานหลักฐานที่ยื่นประกอบมากที่สุด และยังมัดตัวได้ดีอีกด้วย บางกรณีเป็นการเตรียมตัวก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น จึงคาดว่าผู้แจ้งหรือพยานรับทราบว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติกรรมเป็นหัวคะแนนซื้อเสียง
เช่นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้กระทำผิดเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ทั้งยังทำหน้าที่เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งนั้นด้วย เข้าไปหาผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่บ้านเพื่อให้เงิน 500 บาทแลกการลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย “เอาเงินมาให้ กาเบอร์ 3 คุณพิม” โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ถ่ายวิดิโอด้วยโทรศัพท์มือถือตั้งแต่ออกไปพบ กรณีนี้มีความหนักแน่นมากขึ้นจากพยานบุคคล ที่เป็นผู้รับจ้างต่อเติมบ้านในบริเวณดังกล่าวแล้วได้ยินบทสนทนา
อีกกรณีหนึ่งที่สามารถเอาผิดผู้สมัครได้จากคลิปวิดีโอและแชทไลน์ เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร นัดหมายขอพบประธานหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ประธานผู้บ้านได้ปรึกษาผู้แจ้งแล้วมีการเตรียมการเก็บหลักฐาน โดยติดตั้งกล้องวงจรปิดและเตรียมบันทึกเสียง ทำให้เห็นหน้าผู้กระทำผิด บทสนทนาทั้งหมด ตอนยื่นเงินที่ทำให้มีเงินสดของกลาง ประกอบกับแชตไลน์ที่ติดต่อขอคะแนนทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ ทำให้ดิ้นไม่หลุด
“อันนี้เกศฝาก ฝากวางไว้ก่อน ก็นั่นละคะ เกศไม่สร้างความลำบากใจ เกศเข้าใจ แต่ถ้าทอนตรงไหนมาได้ก็ทอนมาให้เกศหน่อย ด้วยของตัวพรรคบอนเองอ่ะคนในพื้นที่เขาก็ไม่ได้ชอบเยอะ เกศก็เลยหนีไปอยู่ประชาธิปัตย์ไง ยังไงให้เกศมีคะแนนบ้างล่ะ”
อย่างไรก็ตาม ควรมีพยานหลักฐานหรือพยานบุคคลอื่น ๆ นำมาประกอบกัน เพราะหลายกรณีที่มีวิดีโอหรือบันทึกเสียง ก็ยังไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะ กกต. มองว่าไม่ชัดเจนมากพอ เช่น ภาพไม่ชัด เสียงขาดหาย ใช้คำพูดหลีกเลี่ยง
นอกจากนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจสอบพยานหลักฐานบางอย่างอาจหาความเชื่อมโยงไปยังผู้สมัครได้ยาก เช่นการตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินบัญชีของผู้สมัครว่ามีการโอนเงินไปยังผู้กระทำผิดหรือไม่ มีการโทรศัพท์ติดต่อกันหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบลายนิ้วมือบนธนบัตรของกลาง ทำให้จับผู้กระทำผิดได้แค่เพียงพวกปลายแถว ที่บางกรณีไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ว่าจ้างคือใคร
พยานบุคคลต้องสอดคล้อง มีน้ำหนัก
การให้ถ้อยคำของพยานบุคคลจะนำมาพิจารณาควบคู่กันกับพยานหลักฐาน นอกจากพยานฝั่งผู้แจ้งและพยานฝั่งผู้ถูกกล่าวหาแล้ว กกต. สามารถเรียกพยานประกอบคนอื่น ๆ มาให้ถ้อยคำได้ด้วย บางกรณีมีการไต่สวนพยานประกอบมากถึง 25 คน
พยานบุคคลควรครบถ้วนมากพอซึ่งต้องให้ถ้อยคำสอดคล้องกัน เช่นลักษณะการเข้ามาซื้อเสียง ไทม์ไลน์เหตุการณ์ ข้อมูลบุคคล โดยต้องไม่มีส่วนที่ให้ถ้อยคำขัดแย้งกันที่จะทำให้มีน้ำหนักรับฟังได้น้อยไม่น่าเชื่อถือ ที่สำคัญต้องไม่มีความขัดแย้งกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งอาจทำให้ถูกมองว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีได้
ถึงจะไม่มีพยานหลักฐานประกอบแต่ก็ยังพอมีโอกาสเอาผิดได้ ใน 10 กรณีนี้มี 1 กรณีที่ไม่ได้ระบุว่ามีพยานหลักฐานใดมายื่นประกอบแต่ก็สามารถเอาผิดได้ คือกรณีที่ จ.อำนาจเจริญ ที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชนพบความน่าสงสัยว่ามีผู้รวบรวมบัตรประจำตัวประชาชนของชาวบ้าน ไปลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต มีการให้เงินเพื่อให้ลงคะแนนให้ผู้สมัคร
กรณีนี้มีการไต่สวนพยานประกอบ 6 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ถูกขอซื้อเสียง สามารถเล่าเหตุการณ์ได้อย่างละเอียดและสอดคล้องกันกับพยานคนอื่น ขณะที่ กกต. ระบุว่า เชื่อว่ามีมูลความจริง เพราะผู้นำชุมชนซึ่งเป็นพยานประกอบด้วยนั้นเป็นผู้แจ้งเหตุ ทั้งที่เป็นญาติกับผู้กระทำผิดและเคยทำงานในฐานะผู้นำชุมชนด้วยกันมาก่อน
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าถึงบางกรณีเช่นที่ จ.บึงกาฬ ที่มีการเรียกไต่สวนพยานประกอบ 8 คน จากการที่ผู้กระทำผิดให้ถ้อยคำว่า 8 คนนี้อยู่ในเหตุการณ์ที่มารับเงินที่บ้านสวนของรองนายกฯ อบต. เพื่อไปแจกต่อเหมือนกันกับตน แต่ในการไต่สวนทั้ง 8 คนต่างปฏิเสธ บอกว่าไม่ได้อยู่ที่บ้านสวนดังกล่าว และผู้กระทำผิดไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ทำให้มีผู้ถูกวินิจฉัยว่ากระทำผิดจริงเพียง 1 คนเท่านั้น
นักวิชาการ ชี้ กกต.ต้องสื่อสารให้ชัด การแจ้งเบาะแส “ซื้อเสียง” ได้รับความคุ้มครอง
การซื้อเสียงกลายเป็นความผิดปกติที่ถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อคนในพื้นที่เคยชินและยอมรับสิ่งนี้ แล้วการร้องเรียนอาจนำมาซึ่งอันตราย อยู่ยาก หรือสูญเสียสิทธิผลประโยชน์บางอย่างไป จนหลายคนไม่กล้าร้องเรียน
ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ มองประเด็นนี้ว่า การพบเห็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงนั้นตามกฎหมายจะต้องแจ้ง กกต. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ที่ผ่านมาคดีการร้องเรียนเรื่องการซื้อเสียงไม่เคยไปถึงขั้นที่จะตัดสินว่าเป็นความผิด ไม่ได้มาจากการเพิกเฉยของประชาชน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการคุ้มครองพยาน เพราะคนไม่มั่นใจเรื่องควาปลอดภัย ซึ่ง กกต. ไม่สื่อสารเรื่องนี้กับสังคมให้เข้าใจว่ามีกระบวนการคุ้มครองพยานให้ปลอดภัย ซึ่งมีน้อยมากที่จะอยู่อย่างปลอดภัยจนถึงสิ้นสุด เพราะเมื่อถูกข่มขู่ผู้ร้องก็จะถอนตัวไปในที่สุด
การเอาผิดขบวนการเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อดูสัดส่วนการร้องสำเร็จแล้ว การวินิจฉัยกรณีให้เงินเพื่อให้ลงคะแนนในการเลือกตั้งปี 2566 ที่ตัดสินว่ามีความผิด คิดเป็น 12.5% ของกรณีซื้อเสียงทั้งหมด และเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาได้เพียง 9% เท่านั้น แล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ปี 2569 กกต.สรุปเรื่องร้องเรียนเมื่อวันที่ 9 ก.พ. มีจำนวน 113 เรื่อง โดยเป็นความผิดการซื้อเสียงมากที่สุดถึง 107 เรื่อง จะสามารถเอาผิดได้มากน้อยแค่ไหน เป็นอีกหนึ่งภารกิจพิสูจน์ความสามารถ กกต.
- สำรวจข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Open Data คำวินิจฉัยกระทำผิดการเลือกตั้ง 2566 โดย Active Data Lab


