ยกเครื่องป้องกันน้ำท่วม ‘เมืองเชียงใหม่’ ก่อนบอบช้ำซ้ำอีก

ชาวเชียงใหม่ยังจำไม่ลืมสำหรับอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2567 ที่เจอมวลน้ำถึง 3 ระลอก ไหลเข้าท่วมพื้นที่รวม 132,199 ไร่ กระทบผู้คน 856,396 คน 323,535 ครัวเรือน และที่อยู่อาศัยเสียหาย 137,861 หลัง กระแสน้ำสร้างความเสียหายถึง 5,000 ล้านบาท ขณะที่รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยเยียวยา ค่าจัดการขยะ และค่าล้างโคลนแก่ประชาชน อีกไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

ที่ผ่านมาเชียงใหม่ต้องประสบกับภัยน้ำท่วมมานักต่อนัก สร้างความเสียหายจนกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาจังหวัด ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเพียงไรแต่เมื่อน้ำหลากมาก็พัดพาโอกาสไปด้วย อย่างปี 2548 ช่วงเวลาเพียง 1 เดือนกว่าเชียงใหม่ถูกน้ำท่วมถึง 4 ครั้ง ที่ขณะนั้นเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และนับว่าเป็นเหตุน้ำท่วมที่รุนแรงในรอบ 40 ปีของเชียงใหม่เลยทีเดียว ฝนที่ถล่มอย่างหนักทำให้น้ำในแม่น้ำปิงเข้าท่วมย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่ บางจุดน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตร มีการประเมินความเสียหายราว 1,000 – 5,000 ล้านบาท

ปี 2554 เชียงใหม่ก็ไม่รอดพ้นมหาอุทกภัย ที่แม่น้ำปิงมีระดับน้ำสูงกว่าเมื่อปี 2548 อยู่ที่ 4.90 เมตร น้ำเข้าท่วมอย่างรวดเร็วและมีระลอกน้ำซ้ำเติมในเวลาเพียง 2 วัน แต่น้ำท่วมปี 2567 นับเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดของเมืองเชียงใหม่ ระดับน้ำแม่น้ำปิงทุบสถิติอยู่ที่ 5.30 เมตร

มูลค่าเสียหายจากน้ำท่วมเชียงใหม่

ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่าเราไม่อาจทำเพียงตั้งรับสถานการณ์ได้อีกต่อไป แต่ต้องรุกแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง รับมือความแปรปรวนของสภาพอากาศในยุคโลกรวน ที่นับวันภัยพิบัติยิ่งทวีรุนแรงขึ้น

บทเรียนที่ผ่านมานักวิชาการพบว่า แม้จะมีการรับมือที่ดีแต่เชียงใหม่ยังมีจุดอ่อนใหญ่ 3 ประการ คือระบบเตือนภัยน้ำท่วม ที่มีข้อจำกัดในการพยากรณ์ล่วงหน้า และข้อจำกัดของเครื่องมือสนับสนุนการเตือนภัยที่มีอยู่เดิม จนไม่เพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงมากได้ และมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของจังหวัด ที่ขาดแนวทางการป้องกันอย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ขณะที่ระบบการบัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งมีระบบที่ดีและมีความพร้อม แต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น

ปัญหาการรับมือน้ำท่วมเชียงใหม่

ยกเครื่องแผนที่น้ำท่วม เสริมทัพระบบเตือนภัย

ระบบเตือนภัยที่แม่นยำบวกกับแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจน คือความหวังทางรอดก่อนน้ำจะถึงตัว ช่วยลดความสูญเสียและเสียหายได้อย่างมาก ยังสามารถอพยพผู้คนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางให้ออกจากพื้นที่เสี่ยงได้ทันเวลา และเคลื่อนย้ายทรัพย์สินสำคัญไม่ให้ต้องหมดตัว

รศ.ชูโชค อายุพงศ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินโครงการระบบการเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในโครงการวิจัยของ “แผนงานน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้นำข้อมูลน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ในอดีตตั้งแต่ปี 2554 – 2567 มาใช้ในการออกแบบ 3 เครื่องมือนวัตกรรมที่ใช้สนับสนุนการพยากรณ์น้ำท่วมล่วงหน้าให้ได้ไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ได้แก่ Flood Maps Flood Pole และ Flood Mark ครอบคลุม 33 ตำบล

สำหรับ Flood Maps ทีมนักวิจัยยกเครื่องแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมจากของเก่าที่จัดทำเมื่อปี 2555 ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเมืองและโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมที่ทำเพิ่มเติมมากว่าสิบปี จนได้ฉากทัศน์พื้นที่น้ำท่วมหากระดับแม่น้ำปิงสูงขึ้นในระดับต่าง ๆ โดยเทียบกับระดับน้ำ ณ สถานี P.1 สะพานนวรัฐ มาจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง 5 ระดับ ที่พบว่าน้ำอาจไปได้ไกลกว่าที่เคยและท่วมถึงชุมชนที่อาจไม่เคยเสี่ยงมาก่อน ดังนี้

  • ระดับที่ 1 เมื่อน้ำปิงสูง 4.30 เมตร 
  • ระดับที่ 2 เมื่อน้ำปิงสูง 4.50 เมตร 
  • ระดับที่ 3 เมื่อน้ำปิงสูง 4.70 เมตร
  • ระดับที่ 4 เมื่อน้ำปิงสูง 5.00 เมตร
  • ระดับที่ 5 เมื่อน้ำปิงสูง 5.30 เมตร

แผนที่พื้นที่เสี่ยงที่มีความชัดเจนมากขึ้นนี้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ได้ทันทีเมื่อระดับน้ำแม่ปิงสูงถึงจุดที่บริเวณนั้นเสี่ยงภัย ซึ่งน้ำจะเริ่มล้นตลิ่งเมื่อสถานี P.1 มากกว่า 4.20 เมตร ช่วยลดความตื่นตระหนก ไม่ต้องเสียเงินเสียแรงหากประเมินแล้วว่าน้ำมาไม่ถึง

แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเชียงใหม่
เปรียบเทียบแผนที่เสียงภัยน้ำท่วมเชียงใหม่ เก่า - ใหม่

แผนที่ระดับความลึกของน้ำท่วม เป็นอีกหนึ่งแผนที่ที่ทีมวิจัยอัปเดตไปพร้อมกัน โดยใช้ข้อมูลสภาพกายภาพของพื้นที่และค่าระดับคราบน้ำท่วม (Flood Marks) จากเหตุครั้งก่อน ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ แล้วนำมาประมวลผลเพื่อสร้างค่าความลึกของน้ำท่วมในบริเวณที่ไม่มีข้อมูลจริงให้มีความต่อเนื่องและสอดคล้องกับลักษณะทางภูมิประเทศ

จุดไหนสียิ่งเข้มหมายความว่ายิ่งมีความลึกมาก หรือเรียกว่าท่วมสูงมาก บางจุดน้ำอาจสูงเกือบ 200 เซนติเมตรเลยทีเดียว หากเกิดเหตุน้ำท่วมรุนแรงแล้วมีผู้คนติดค้างอยู่ในบ้าน ก็อาจเกิดอุปสรรคความยากลำบากในการช่วยเหลือได้

ดังนั้นเมื่อรู้ว่าภัยกำลังมาถึงการอพยพไปยังที่ปลอดภัยคือสิ่งที่ต้องรีบดำเนินการ การสำรวจ กำหนด และสื่อสารพื้นที่ปลอดภัยแก่ประชาชนก่อนเกิดภัยจึงสำคัญ จนเป็นแผนที่ตั้งศูนย์พักพิงและที่จอดรถชั่วคราวของภาครัฐและเอกชนที่จัดเตรียมไว้รองรับผู้ประสบภัย

เหตุครั้งเก่าเราไม่ลืม ท่วมถึงไหนใช้เป็นข้อมูลเตือนภัย

เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่สูงสุดในเดือนตุลาคม ปี 2567 เริ่มคลี่คลายลง หนึ่งภารกิจที่ต้องเร่งมือคือการเก็บข้อมูลด้วยการทำเครื่องหมายคราบน้ำท่วมให้เร็วที่สุดก่อนร่องรอยเหล่านี้จะหายไปจากการทำความสะอาดหรือจางไปตามเวลา เพื่อช่วยให้ประชาชนในบริเวณนั้นสามารถประเมินสถานการณ์น้ำท่วมได้ง่าย

Flood Mark หรือเครื่องหมายระดับน้ำท่วมจำนวน 5,000 จุด กระจายอยู่ทั่วพื้นที่เมืองเชียงใหม่และลำพูน โดยแสดงระดับน้ำท่วมสูงสุดวัดจากผิวถนน ซึ่งพบว่าจุดที่สูงที่สุดคือบริเวณ ต.ป่าตัน อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 270 เซนติเมตร

เครื่องหมายระดับน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ (Flood Mark)

อีกเครื่องมือหนึ่งที่ติดตั้งในชุมชนคือ Flood Pole หรือหลักเตือนระดับน้ำท่วม 300 หลักในเขตเมืองเชียงใหม่ เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าใจข้อมูลข่าวสารการรายงานระดับน้ำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น ว่าหากระดับที่สถานี P.1 สูงเท่านี้ พื้นที่บริเวณนั้นจะมีน้ำท่วมสูงเท่าไหร่ โดยสามารถดูค่าตัวเลขที่เสาได้ด้วยตนเอง ทำให้สามารถวางแผนป้องกันน้ำท่วมบ้านได้ล่วงหน้าอย่างทันท่วงที

หลักเตือนระดับน้ำท่วม (Flood Pole)

ชุดข้อมูลเหล่านี้ทั้ง Flood Maps Flood Pole และ Flood Mark เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้บนเว็บไซต์ ช่วยให้ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนรู้เท่าทันเมื่อภัยมา สามารถนำไปใช้ในการประเมินความเสี่ยง เตรียมความพร้อม และวางแผนการอพยพ ให้รับมือสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างสูญเสียน้อยที่สุด

เดินหน้ามาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่ ร่างพิมพ์เขียวอย่างมีส่วนร่วม

สำหรับการอุดจุดอ่อนการขาดการป้องกันน้ำท่วมที่เหมาะสม หัวใจสำคัญคือการใช้ข้อมูลรอบด้านหาต้นตอปัญหาเพื่อแก้อย่างพุ่งเป้าตรงจุด โดยทีมนักวิจัยหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันวางแนวทางป้องกันน้ำท่วม เพื่อจัดทำแบบพิมพ์เขียวที่ใช้ทั้งมาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช้สิ่งก่อสร้างในการแก้ปัญหา รวมถึงการนำโครงการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มาวิเคราะห์เชิงลึกจำลองสภาพน้ำท่วมในคาบวิบัติต่าง ๆ จนเกิดแบบพิมพ์เขียวเบื้องต้นในที่สุด

โดยแผนงานโครงการจำนวน 63 โครงการ มูลค่ารวม 16,770 ล้านบาท แบ่งเป็น ระยะสั้น 9 โครงการ ระยะกลาง 27 โครงการ ระยะยาว 27 โครงการ ครอบคลุม 8 มาตรการป้องกันน้ำท่วม ได้แก่

  • มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ 17 โครงการ 11,610 ล้านบาท
    • ระยะกลาง 10 โครงการ
    • ระยะยาว 7 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 2 โครงการ
  • มาตรการลดปริมาณน้ำที่ไหลสู่แม่น้ำสายหลัก 13 โครงการ 3,760 ล้านบาท
    • ระยะยาว 13 โครงการ
  • มาตรการเร่งการระบายน้ำ 11 โครงการ 510 ล้านบาท
    • ระยะกลาง 6 โครงการ
    • ระยะยาว 5 โครงการ
  • มาตรการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศ 9 โครงการ 334 ล้านบาท
    • ระยะสั้น 3 โครงการ
    • ระยะกลาง 6 โครงการ
  • มาตรการเพิ่มศักยภาพการรองรับและการไหลของแม่น้ำปิง 7 โครงการ 357 ล้านบาท
    • ระยะสั้น 5 โครงการ ทำแล้วเสร็จทุกโครงการ
    • ระยะกลาง 1 โครงการ
    • ระยะยาว 1 โครงการ
  • มาตรการจัดระบบเตือนภัย 3 โครงการ 68 ล้านบาท
    • ระยะกลาง 3 โครงการ
  • มาตรการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมือง 2 โครงการ 127 ล้านบาท
    • ระยะสั้น 1 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ
    • ระยะกลาง 1 โครงการ
  • มาตรการผันน้ำอ้อมเมือง 1 โครงการ ไม่มีข้อมูลมูลค่าโครงการ
    • ระยะยาว 1 โครงการ

ซึ่งขณะนี้มีโครงการทำดำเนินการเสร็จแล้ว 5 โครงการ และอยู่ในระหว่างดำเนินการ 3 โครงการ

ร่างพิมพ์เขียวโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่

ในระยะเร่งด่วนการเพิ่มศักยภาพการรองรับและการไหลของแม่น้ำปิงเป็นโจทย์สำคัญ หลังพบว่าแม่น้ำปิงไม่ได้มีการขุดลอกมานานนับสิบปี ทำให้หน้าตัดแม่น้ำแคบลง ท้องน้ำตื้นเขิน มีสิ่งกีดขวางทางจนน้ำผ่านไปได้ลำบาก ทำให้เมื่อมวลน้ำหลากเกิน 800 ลบ.ม./วินาที จะทำให้เอ่อท่วมอย่างรวดเร็ว ปีที่ผ่านมาด้วยความร่วมมือกับกรมชลประทานและจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้มีการขุดลอกแม่น้ำปิงแล้วรวมระยะทาง 41 กิโลเมตร

พร้อมกับปรับสภาพฝายหินทิ้ง 3 แห่งที่ทำให้น้ำยกตัวขึ้นอย่างมากจนล้นตลิ่งและยังเร่งการตกตะกอนทำให้ลำน้ำตื้นเขินขึ้น ได้แก่ ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล โดยฤดูแล้งก็ยังสามารถบริหารจัดการน้ำให้เข้าสู่คลองส่งน้ำได้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรไม่เกิดการขาดแคลน และในปี 2569 -2570 เตรียมขุดลอกขยายเพิ่มพื้นที่หน้าตัดของแม่น้ำปิงและจัดการสิ่งรุกล้ำลำน้ำไม่ให้มีสิ่งกีดขวางมวลน้ำได้

ผลการดำเนินโครงการป้องกันน้ำท่วมเชียงใหม่

พายุฝนในปี 2568 ถือเป็นตัวทดสอบระบบเตือนภัยและแผนงานที่ได้ดำเนินการไปในข้างต้น เมื่อน้ำหลากเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่หลายระลอก ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ใช้ระบบพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมได้ผลความแม่นยำเกิน 90% ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนเตรียมการรับมือน้ำท่วมได้ทันท่วงที รวมถึงการขุดลอกแม่น้ำและปรับสภาพฝายหินทิ้งพร้อมเสริมคันดินข้างตลิ่ง ก็ช่วยให้ลำน้ำปิงสามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากขึ้น จากเดิมรับน้ำได้ 480 ลบ.ม./วินาที ก็เพิ่มเป็น 620 ลบ.ม./วินาที หรือเพิ่มขึ้น 30% ช่วยซื้อเวลาให้การเตือนภัยล่วงหน้าได้ถึง 48 ชั่วโมง

ทำให้ระดับน้ำสูงสุดที่สถานี P.1 ลดระดับสูงสุดได้ 50 เซนติเมตร เหลืออยู่ที่ 3.93 เมตรไม่ล้นตลิ่ง จากเดิมหากไม่มีการดำเนินการระดับน้ำจะสูงถึง 4.40 เมตร ผลลัพธ์นี้ช่วยประชาชน 7,000 ครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงจากเหตุการณ์นี้ 5 ตำบล จึงไม่เกิดการจ่ายชดเชยเยียวยาที่จะเป็นเงิน 63 ล้านบาท

จากงานวิจัยขึ้นโต๊ะบริหารสู่การปฏิบัติจริง

ระบบเตือนภัยน้ำท่วมและแนวทางการป้องกันถูกนำไปใช้ในการบริหารจัดการของจังหวัด โดยได้บรรจุในระเบียบปฏิบัติประจำ (Standard Operating Procedure : SOP) ปี 2569 ของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เชียงใหม่ ปฏิบัติจริงในกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ

เช่นการนำ Flood Maps ไปใช้ในระบบแจ้งเตือนภัยผ่านมือถือ (Cell Broadcast) แบบเจาะจงพื้นที่ เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่วางแผนก่อนเกิดเหตุ รวมถึงการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ระบบสนับสนุนการเตือนภัยน้ำท่วมจะถูกขับเคลื่อนในคณะอนุกรรมการพัฒนาพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนร่างแบบพิมพ์เขียวจะส่งต่อไปยังคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดเชียงใหม่ ที่จะนำเข้าสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำและจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

ซึ่งระบบการเตือนภัยและมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าชดเชยเยียวยาของภาครัฐได้เกือบร้อยล้านบาท หากคำนวณค่าชดเชยเยียวยาจากรัฐ 5 ปีย้อนหลังที่ต้องจ่ายมากถึง 900 ล้านบาท จะเหลือ 810 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 10% จากคาบความถี่ที่เชียงใหม่จะเกิดน้ำท่วมเฉลี่ยทุก 5 ปี

การเตรียมพร้อมรับมือภัยน้ำท่วมอย่างบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบนฐานข้อมูลที่ครบถ้วนในชุดเดียวกัน ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นต้นแบบที่สำคัญของประเทศ ที่นักวิจัยแผนงานน้ำมั่นคงฯ เตรียมขยายปรับใช้กับอีก 5 จังหวัดเสี่ยง คือเชียงราย น่าน ขอนแก่น ชัยภูมิ และสงขลา (หาดใหญ่)

ขณะที่ทีมเชียงใหม่ก็ยังไม่หยุดการพัฒนา ก้าวต่อไปทีมวิจัยตั้งเป้าความเข้มข้นด้วยการเพิ่มระบบการตรวจวัดระดับน้ำและพัฒนาแบบจำลองพยากรณ์เพื่อปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดทำแบบพิมพ์เขียวเชิงลึก ที่จะวิเคราะห์การจำลองฉากทัศน์ต่าง ๆ นำไปสู่แผนงานโครงการของจังหวัดที่คุ้มค่างบประมาณสามารถแก้ปัญหาอย่างแม่นยำ เพื่อให้เชียงใหม่พร้อมรับความท้าทายกับภัยที่รุนแรงซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต