ในขณะที่ไทยใกล้เข้าสู่ฤดูฝน หลายพื้นที่มีฝนตกหนักในระยะนี้จนมีคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาถึงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งอีกหนึ่งภัยที่ต้องเฝ้าระวังไปพร้อมกันคือ ‘ดินถล่ม’ ที่หลายครั้งแทบไร้สัญญาณเตือน แต่สร้างความสูญเสียเปลี่ยนชีวิตใครหลายคนมาไม่น้อย
เอเชียนับเป็นพื้นที่เปราะบางต่อดินถล่มอย่างมาก มีข้อมูลว่า 75% ของเหตุดินถล่มทั่วโลกเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ The Active ชวนสำรวจสถานการณ์ภัยพิบัติดินถล่มที่พบว่าเรากำลังเผชิญกับภัยที่มากขึ้น รุนแรงขึ้น ในวันที่กฎหมายยังติดล็อก แล้วไทยต้องทำอะไรเพื่อไม่ให้มีชีวิตใดถูกกลบฝังใต้ดินโคลนอีก
‘ดินถล่ม’ ภัยเงียบรอวันประทุ
กรมทรัพยากรณีธรณี ได้สำรวจทั่วทั้งประเทศไทยเพื่อจัดทำบัญชีแผนที่พื้นที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม พบว่า 54 จังหวัด 462 อำเภอ 1,985 ตำบล 15,080 หมู่บ้าน มีความเสี่ยงในระดับปานกลางถึงสูงมาก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ เมื่อดูขนาดพื้นที่พบว่ารวมแล้วพื้นที่เสี่ยงดินถล่มมีมากถึง 135,666 ตร.กม. คิดเป็น 26% ของพื้นที่ประเทศ
แต่สำหรับหลายจังหวัด พื้นที่เสี่ยงเหล่านี้อาจมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งจังหวัดเลยทีเดียว อย่าง จ.แม่ฮ่องสอน มีพื้นที่เสี่ยง 10,447 ตร.กม. น้อยกว่า จ.ตาก และ จ.เชียงใหม่ แต่คิดเป็น 82% ของพื้นที่จังหวัด แทบจะหาพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงได้ยาก สำหรับจังหวัดที่มีพื้นที่เสี่ยงมากกว่าครึ่งของพื้นที่จังหวัด มี 7 จังหวัดในภาคเหนือและภาคใต้ ได้แก่
- แม่ฮ่องสอน 82%
- เชียงใหม่ 73%
- น่าน 70%
- ยะลา 68%
- ตาก 64%
- ระนอง 62%
- เชียงราย 55%
นอกจากจังหวัดทางภาคเหนือและภาคใต้แล้ว บางจังหวัดในภาคกลางก็มีความเสี่ยงไม่น้อย เช่น จ.เพชรบุรี มีพื้นที่เสี่ยง 47% ของพื้นที่จังหวัด อยู่อันดับที่ 9 จาก 54 จังหวัดเสี่ยงดินถล่ม
แม้พื้นที่จะเสี่ยงแต่มีการใช้ชีวิตในบริเวณนั้นหรือไม่ เมื่อดูในระดับหมู่บ้านพบว่า 1 ใน 5 ของจำนวนหมู่บ้านทั้งประเทศอยู่ในพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม และน่าเป็นห่วง 19 จังหวัดที่หมู่บ้านมากกว่าครึ่งตกอยู่ในความเสี่ยง หลายชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย โดยเฉพาะ จ.ภูเก็ต จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.ระนอง ที่หมู่บ้านเสี่ยงมากกว่า 90%

ธวัฒชัย ปาละคะมาน หัวหน้าโครงการการพัฒนาและจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่เพื่อการบริหารจัดการธรณีพิบัติภัยระดับจังหวัดบนฐานของข้อมูลความเสี่ยง เครือข่าย และนวัตกรรมการจัดการเชิงรุก เปิดเผยข้อมูลในงานเสวนา Policy Forum: นวัตกรรมจัดการภัยพิบัติ LANDSKIDE คิดได้ ใช้จริง ? เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา ว่า คนไทย 5.7 ล้านคน หรือ 10% ของประชากรไทย อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงดินถล่มระดับสูงถึงสูงมาก คำถามสำคัญคือคนเหล่านี้รู้ตัวแล้วหรือยัง ?
ธวัฒชัย ชี้ว่าการจัดการภัยพิบัติต้องมองไปมากกว่าแผนที่ความเสี่ยง โดยต้องประเมินความเสี่ยงไปถึงกลุ่มเปราะบางและศักยภาพของชุมชนด้วย จาก 54 จังหวัดเสี่ยงวิเคราะห์กลั่นกรองด้วยข้อมูลหลายชุด ทั้งประวัติการเกิดดินถล่มซ้ำในรอบ 10 – 20 ปี ความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สิน ความล่อแหลมเชิงพื้นที่คือการใช้พื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความสำคัญทางยุทธศาสตร์อันเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือคุณค่าทางระบบนิเวศบริการ
จนมาเป็น 16 จังหวัดความเสี่ยงสูงที่ต้องจัดทำ ‘แผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่เพื่อบริหารจัดการธรณีพิบัติภัยระดับจังหวัด’ อย่างเร่งด่วน เพื่อเสริมช่องว่างของกลไกที่มีอยู่แล้วให้สามารถทำงานอย่างไร้รอยต่อและเต็มศักยภาพ
- จ.เชียงราย
- จ.เชียงใหม่
- จ.ตาก
- จ.แม่ฮ่องสอน
- จ.แพร่
- จ.น่าน
- จ.อุตรดิตถ์
- จ.เพชรบูรณ์
- จ.ประจวบคีรีขันธ์
- จ.ชุมพร
- จ.สุราษฎร์ธานี
- จ.นครศรีธรรมราช
- จ.ระนอง
- จ.พังงา
- จ.กระบี่
- จ.ภูเก็ต
“แผนฉบับนี้ไม่ใช่แค่การจับข้อมูลมาวาง ๆ ว่าภัยอยู่ตรงไหน ประชากรกลุ่มเสี่ยงมีกี่คน หมู่บ้านเสี่ยงมีเท่าไหร่ แต่แผนนี้เป็นแผนที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฉบับแรกที่จัดอันดับความสำคัญของพื้นที่เสี่ยงได้จริง”
ธวัฒชัย ปาละคะมาน
ดินถล่มส่อรุนแรงขึ้นในยุคโลกรวน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุภัยพิบัติมีความรุนแรงขึ้นทั่วโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ประเทศไทยซึ่งรับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ ‘ลานีญา’ ก็เผชิญกับเหตุฝนตกหนัก นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมแผ่นดินถล่มหลายครั้ง
หากย้อนดูสถิติภัยดินถล่มปี 2562 – 2567 จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่ามีแนวโน้มเกิดเหตุมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ ในระยะเวลา 6 ปี เกิดเหตุดินถล่ม 824 ครั้ง มีผู้ได้รับผลกระทบจากดินถล่ม 15,446 คน 5,240 ครัวเรือน บาดเจ็บ 54 คน เสียชีวิต 34 คน
ดินถล่มมักเกิดขึ้นหลังจากฝนตกหนัก จนดินอุ้มน้ำอิ่มตัว ทำให้เริ่มเกิดการเคลื่อนตัวของมวลดิน เมื่อดูจากข้อมูลสถิติพบว่าเหตุการณ์ดินถล่มเกิดมากขึ้นในภาคเหนือและภาคใต้ โดยเฉพาะในช่วงมรสุมและถูกซ้ำเติมจากพายุหรือหย่อมความกดอากาศ ทำให้ฝนตกมากอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2567 เกิดดินถล่มถึง 310 ครั้ง พายุซูลิกและพายุดีเปรสชัน 03W เป็นพายุสำคัญที่สร้างผลกระทบหนัก ขณะที่ยังได้รับอิทธิพลจากพายุอีก 15 ลูกใกล้เคียงโดยเฉพาะพายุยางิ ในปีนั้นมีพื้นที่ถูกน้ำท่วมมากถึง 6.22 ล้านไร่

ปี 2567 นับเป็นปีแห่งความสูญเสีย 27 ชีวิตต้องสังเวยดินถล่ม ผู้ได้รับผลกระทบกว่า 10,000 คน 3,300 ครัวเรือน เหตการณ์สำคัญที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในช่วง 6 ปีดังกล่าว ได้เกิดขึ้นในปีนี้ 2 เหตุการณ์ด้วยกัน
หลังฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางคืนจนข้ามวัน วัดปริมาณน้ำฝนได้สูงถึง 200-300 มิลลิเมตร ผนวกกับสภาพธรณีวิทยาที่เป็นหินแกรนิตอายุเก่าแก่ มีอัตราการผุพังสูง ของ ‘เขานาคเกิด’ จุดชมวิวพาโนรามาเมืองภูเก็ต มีพระพุทธรูปสีขาวสูง 45 เมตรประดิษฐานอยู่บนยอด
ทำให้ชั้นดินทรายปนดินเหนียวอุ้มน้ำจนถึงขีดสุดและเคลื่อนตัวได้ง่าย ก่อให้เกิดดินถล่มชนิดเศษวัสดุธรณีไหล (Debris Flow) กวาดเอาก้อนหินขนาดใหญ่ กรวด ทราย และต้นไม้ ลงมาทับซากบ้านเรือนกว่า 50 หลัง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 13 ราย ทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ และแรงงานข้ามชาติ มีผู้บาดเจ็บ 19 ราย และเดือดร้อนกว่า 250 ครัวเรือน

แม้จะมีเครื่องวัดการเคลื่อนตัวมวลดินบนเขานาคเกิดแต่ก็ไม่ทำงาน ไม่มีการเตือนภัยให้ชาวบ้านรับรู้ พอขึ้นไปดูก็พบอยู่ในสภาพปลวกกิน ด้านผู้อำนวยการกองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี ยอมรับว่ารับทราบข้อมูลว่าสถานีบนเขานาคเกิดไม่มีสัญญาณมาหลายเดือนแล้ว แต่ไม่มีงบลงไปบำรุงรักษา ซึ่งบำรุงรักษาครั้งสุดท้ายในปี 2563 ในแบบออนไลน์ เมื่อตรวจสอบเครื่องสถานีอื่น ๆ ทำให้พบว่ามี 16 สถานีจาก 25 สถานีไม่ทำงาน
นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังจุดประเด็นการรุกล้ำป่า เมื่อวัดเป็นจุดเริ่มต้นรอยดินถล่ม
มีรายงานว่าพื้นที่เทือกเขานาคเกิดถูกประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่ปี 2516 ต่อมาในปี 2545 วัดกะตะได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบนยอดเขาเป็นป่าชุมชน ได้รับอนุญาตภายใต้เงื่อนไขว่าการใช้พื้นที่ป่าสงวนนั้นจะต้องช่วยกันดูแลป่าและปลูกต้นไม้ แต่มีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ บนพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งเคยเกิดเหตุดินถล่มมาแล้วในปี 2557 บริเวณฐานพระใหญ่ จนชาวบ้านรวมตัวร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพราะร้องเรียนมาแล้วหลายครั้งก่อนหน้านี้แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า
หลังสังเวยกว่าสิบชีวิต ก็นำมาสู่การฟ้องประธานมูลนิธิพระพุทธมิ่งมงคลศรัทธา 45 ในข้อหาร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่าหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และมีคำสั่งของกรมป่าไม้ให้ปิดพื้นที่ที่มีการก่อสร้างนอกพื้นที่อนุญาต 15 ไร่

รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดินถล่ม ศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลและสะท้อนภาพเหตุการณ์ว่า ความรุนแรงในวันนั้นเกิดจากมวลดิน หินแกรนิตก้อนใหญ่ และน้ำมหาศาลที่ไหลลงมาทับถมชุมชนตีนเขาในยามวิกาล แม้ปัจจุบันจะมีการติดตั้งระบบเตือนภัยเพื่อเฝ้าระวังแล้ว แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่คือ ‘ช่องโหว่ทางกฎหมาย’ ที่ทำให้การแก้ปัญหาขาดความยั่งยืน เพราะการสั่งให้ประชาชนวิ่งหนีภัยทุกครั้งที่มีฝนตกหนักตลอด 10-20 ปีข้างหน้าไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
“เราจะให้ประชาชนหนีกันแบบนี้ไปอีก 10-20 ปีไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ดีกว่าคือการสร้างโครงสร้างเพื่อระงับหรือชะลอหินและดินที่ไหลลงมา เหมือนในต่างประเทศที่มีกฎหมายรองรับ แต่ปัจจุบันของไทย กฎหมายไม่เอื้อให้ทำได้ เพราะต้องรักษาทั้งป่าไม้ด้านบนและชีวิตคนด้านล่าง เรายังไม่มีกฎหมายที่ดูแลทั้งสองส่วนไปพร้อมกัน ทำให้การสร้างโครงสร้างป้องกันที่ปลอดภัยทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ยังเกิดขึ้นไม่ได้ นี่คือเรื่องที่ต้องเร่งผลักดัน”
รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์
คุณณรงค์ ตัวแทนจากส่วนบริหารจัดการท้องถิ่น (เทศบาล) สะท้อนถึงการรับมือในระดับพื้นที่ว่า ปัจจุบันเทศบาลได้รับการสนับสนุนเครื่องมือวัดปริมาณน้ำฝนและระบบเตือนภัยจากนักวิชาการ โดยกำหนดเกณฑ์แจ้งเตือนผ่านกลุ่มไลน์ (สีเหลือง, สีส้ม 200 มม., สีแดงคืออพยพ)
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาระยะยาวด้วยโครงสร้างยังติดขัดเรื่องการบูรณาการ เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุคาบเกี่ยวหลายหน่วยงาน ทั้งเทศบาล กรมป่าไม้ และ ส.ป.ก. จึงวอนขอให้หน่วยงานระดับบนช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ เพื่อให้ท้องถิ่นเดินหน้าแผนป้องกันฟื้นฟูมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นใจของนักท่องเที่ยว พร้อมเผยแผนเตรียมจัดสร้าง ‘หอเตือนภัยดินถล่ม’ ในพื้นที่
“พื้นที่ตรงนี้มีทั้งของเทศบาล ป่าไม้ และ ส.ป.ก. ทั้ง 3 ส่วนต้องบูรณาการร่วมกัน อยากให้หน่วยงานรัฐบาลช่วยตระหนักและผลักดันเรื่องนี้ ทางเทศบาลพร้อมดำเนินการ แต่ต้องอาศัยหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมายใด ๆ ก็ตาม หากมีแผนป้องกันและโครงสร้างรองรับที่ชัดเจน มูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นใจของผู้ประกอบการ ประชาชน และนักท่องเที่ยวก็จะกลับมาเหมือนเดิมและดีขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้เรามีแผนจัดสร้างหอเตือนภัยคล้ายสึนามิ แต่เป็นของดินถล่ม บรรจุในแผนแล้ว รอเพียงการสนับสนุน”
คุณณรงค์
ปัจจุบันวัดและองค์พระใหญ่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขานาคเกิดต่อไป

อีกเหตุการณ์สำคัญในปี 2567 คือที่ ‘บ้านดอยแหลม’ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านชาติพันธุ์ลาหู่ในตำบลที่อยู่สุดขอบชายแดนไทย – เมียนมา บ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ตามแนวไหล่เขา ฝนที่ตกอย่างหนักจากอิทธิพลพายุยางิ ทำให้เกิดดินถล่มทับผู้เสียชีวิต 6 คน รวมถึงเด็ก 4 ขวบ ทารก 5 เดือน และผู้ใหญ่บ้าน
ความสูญเสียครั้งใหญ่นี้ ผลักดันให้ชุมชนต้องลุกอย่างเข้มแข็งเพื่อการฟื้นฟูและป้องกันภัยไม่ให้เกิดซ้ำอีก เริ่มสำรวจและวิเคราะห์จุดเสี่ยงจุดปลอดภัย ทำความเข้าใจ ‘บ้านของเรา’ อย่างลึกซึ้ง และทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาควิชาการมาตลอดปีกว่า โดยมีร่องรอยความเสียหายที่ยังอยู่ทั่วหมู่บ้านเป็นเครื่องเตือนใจอยู่เสมอ ในวันนี้แม้แต่เด็กเยาวชนในหมู่บ้านยังวัดปริมาณน้ำฝนเพื่อเฝ้าระวังภัยได้เองแล้ว
แม้ทางที่ดีที่สุดคือย้ายชุมชนไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัย ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็อยากย้ายบ้านหนี แต่ก็เป็นไปได้ยากด้วยข้อจำกัดของกฎหมายอุทยาน ที่หมู่บ้านตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก เช่นเดียวกับการป้องกันภัยด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ไม่อาจก่อสร้างได้

นอกจากช่องว่างทางกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น รศ.สุทธิศักดิ์ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาความทับซ้อนทางกฎหมายที่บ้านดอยแหลมเป็นตัวอย่างหนึ่ง
กฎหมายเหล่านี้ทำให้หน่วยงานของรัฐ เช่น กรมทางหลวง กรมโยธาธิการฯ ไม่สามารถนำงบประมาณเข้าไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมเพื่อป้องกันดินถล่ม อย่างฝายดักดินหรือกำแพงกันดินที่ได้มาตรฐาน ในพื้นที่ชุมชนเหล่านั้นได้ เพราะถือเป็นการรุกล้ำและผิดกฎหมาย
“ชุมชนหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับป่าไม้อุทยาน หน่วยงานรัฐไม่สามารถเอาโครงสร้างพื้นฐานหรือการช่วยเหลือทางวิศวกรรมเข้าไปป้องกันได้ เพราะติดขัดเรื่องกฎหมายการอนุรักษ์ กลายเป็นว่าเราทิ้งให้คนจำนวนเป็นล้านรอวันตาย เราต้องมีกฎหมายที่ปลดล็อกให้การเข้าไปทำโครงสร้างป้องกันที่ปลอดภัยทั้งคนและสิ่งแวดล้อมทำได้จริง ภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ” รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์
44% ของดินถล่ม 6 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุซ้ำในตำบลเดิม
ธรรมชาติของดินถล่มมักจะเกิดซ้ำในพื้นที่ที่เคยถล่มมาแล้ว ในช่วงปี 2562 – 2567 เกิดดินถล่มใน 49 จังหวัด 142 อำเภอ 281 ตำบล 604 หมู่บ้าน/ชุมชน โดยจังหวัดที่เกิดเหตุมากที่สุด ได้แก่
- จ.เชียงราย 180 ครั้ง
- จ.ยะลา 142 ครั้ง
- จ.นครศรีธรรมราช 68 ครั้ง
ในระดับตำบลมีพื้นที่เกิดซ้ำ 124 ตำบล หรือ 44% ของตำบลที่ดินถล่มทั้งหมดในช่วง 6 ปีนี้ โดย 3 อันดับอยู่ใน จ.เชียงราย และ จ.ยะลา ซึ่งอันดับ 1 เกิดเหตุซ้ำมากถึง 45 ครั้งใน 6 ปี
- ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย 45 ครั้ง
- ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย 25 ครั้ง
- ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา 24 ครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหมู่บ้านและชุมชนอีก 141 แห่ง หรือ 23% ของหมู่บ้านที่เกิดดินถล่ม ต้องประสบเหตุซ้ำ ๆ ซึ่งหมู่บ้านที่ดินถล่มซ้ำมากที่สุด กลับไม่ใช่ใน จ.เชียงราย หรือ จ.ยะลา แต่เป็นหมู่บ้านใน จ.ระนอง ที่เกิดเหตุ 8 ครั้งใน 6 ปี
- หมู่ 1 ต.บางนอน อ.เมืองระนอง จ.ระนอง 8 ครั้ง
- หมู่ 2 ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา 7 ครั้ง
- หมู่ 1 ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย 6 ครั้ง
- หมู่ 3 ต.ห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน 6 ครั้ง

สำรวจจังหวัดและตำบลดินถล่มด้วยตนเองด้านล่าง:
เจาะลึกข้อเสนอทางกฎหมาย: ถอดบทเรียนต่างประเทศ สู่นโยบายที่ไทยต้องมี
จากข้อสังเกตของ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ที่ระบุว่าการรับมือดินถล่มด้วยการ ‘หนี’ เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และมีความจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อชะลอมวลดินและหิน ทว่ากลับติดขัดข้อจำกัดทางกฎหมายของไทย ประเด็นนี้สามารถขยายความเชิงเปรียบเทียบได้ดังนี้
บทเรียนจากต่างประเทศ ในประเด็นกฎหมาย
ในประเทศที่มีความเสี่ยงด้านดินถล่มสูงและประสบความสำเร็จในการลดความสูญเสีย เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง หรือประเทศในแถบเทือกเขาแอลป์ ล้วนมี ‘กฎหมายเฉพาะทางด้านการป้องกันภัยพิบัติทางธรณีวิทยา’ ที่ออกแบบมาเพื่อรักษาสมดุลระหว่าง ‘ชีวิตมนุษย์’ และ ‘สิ่งแวดล้อม’ ตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่
- กฎหมายซาโบะ (Sabo Law) ของประเทศญี่ปุ่นเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจและงบประมาณแก่ภาครัฐในการเข้าไปก่อสร้าง ‘โครงสร้างชะลอความต้านทาน’ (Sabo Dams) หรือเขื่อนกั้นดินถล่มในพื้นที่ต้นน้ำและหุบเขา แม้พื้นที่นั้นจะเป็นป่าธรรมชาติก็ตาม กฎหมายนี้กำหนดมาตรฐานชัดเจนว่าโครงสร้างต้องกลมกลืนและไม่ทำลายระบบนิเวศดั้งเดิม
- กฎหมายความปลอดภัยของพื้นที่ลาดชัน (Slope Safety Regulations) ของฮ่องกงมีการจัดทำแนวปฏิบัติที่บังคับให้พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง (แม้จะอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์) ต้องได้รับการปรับปรุงทางวิศวกรรม เช่น การตอกหมุดยึดหิน การขึงตาข่ายดักหินทิ้งตัว โดยมีกฎหมายรองรับให้วิศวกรและหน่วยงานของรัฐเข้าทำงานในพื้นที่ได้ทันทีเพื่อป้องกันภัยสาธารณะ
ช่องโหว่ของไทย ทำไมถึงสร้างแนวป้องกันไม่ได้?
ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่บูรณาการแนวคิดวิศวกรรมเข้ากับการอนุรักษ์ได้อย่างลงตัว การเข้าไปสร้าง ‘โครงสร้างป้องกันดินถล่ม’ บนภูเขา มักจะไปขัดแย้งกับกฎหมายหลัก 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)
กฎหมายเหล่านี้มีเจตนารมณ์เพื่อ ‘ห้ามบุกรุก ห้ามก่อสร้าง หรือห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ป่า’ อย่างเด็ดขาด ส่งผลให้เมื่อนักวิชาการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องการของบประมาณเพื่อเข้าไปสร้างฝายชะลอดินถล่ม หรือตาข่ายดักหินบนภูเขาเหนือชุมชน จึงไม่สามารถทำได้ เพราะถือเป็นการผิดกฎหมายป่าไม้
ข้อเสนอนโยบายและกฎหมายที่ประเทศไทย “ต้องมี”
เพื่อแก้ปัญหาจุดนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องผลักดันนโยบายและข้อกฎหมาย ดังต่อไปนี้
- นโยบายปลดล็อกและข้อยกเว้นทางกฎหมาย (Legal Exemption Policy)
ต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ. หรือออกกฎกระทรวงที่เป็น ‘ข้อยกเว้น’ ให้สามารถก่อสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะในพื้นที่ป่าไม้ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแบบรวบรัด (Fast-track EIA สำหรับภัยพิบัติ) และต้องเป็นโครงสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly Engineering)
- พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติดินถล่ม (Landslide Prevention Act)
ไทยควรมีกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจหน่วยงานกลาง (เช่น กรมทรัพยากรธรณี หรือ ปภ.) ร่วมกับท้องถิ่น ในการเข้าไปจัดการพื้นที่เสี่ยง (Zoning) กฎหมายนี้จะช่วยลดความซ้ำซ้อนของอำนาจระหว่างกรมป่าไม้และเทศบาล ทำให้การตัดสินใจสร้างแนวป้องกันทำได้เบ็ดเสร็จรวดเร็วขึ้น
- นโยบายการจัดทำแผนที่เสี่ยงภัยผูกพันกับกฎหมายผังเมือง (Risk-Informed Land Use Policy)
นำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงดินถล่มระดับสูง บรรจุเข้าสู่กฎหมายผังเมืองอย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมไม่ให้มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการในพื้นที่ทางน้ำไหลผ่าน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องมีกฎหมายบังคับให้เอกชนร่วมลงทุนสร้างโครงสร้างป้องกันร่วมกับรัฐ


