ตั้งคำถาม รัฐปิดกั้น-ใช้ความรุนแรงต่อประชาชนร้องแก้ปมแม่น้ำเปื้อนพิษ แต่เมินจัดการผู้ก่อมลพิษ

เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง รวมตัวสื่อสารถึง ‘สี จิ้น ผิง’ ย้ำข้อเรียกร้อง วอนจีนยุติหนุนกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาแร่จากเหมืองเมียนมา ที่นำเข้าผ่านไทยไปจีน ประกาศแผนความร่วมมือล้านช้าง – แม่โขง ยุติการทำลายสิ่งแวดล้อม ขณะที่ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ประณามรัฐ-ตำรวจ ปิดกั้น ใช้กำลังกับประชาชนที่แสดงออกโดยสงบ สะท้อนรัฐเลือกปกป้องผู้มีอำนาจ มากกว่าใส่ใจผลกระทบต่อชีวิตประชาชน

วันนี้ (6 ก.ค. 69) ตามที่ ผู้สื่อข่าว Thai PBS ศูนย์ข่าวภาคเหนือ รายงานว่า เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้นัดรวมตัวกันบริเวณสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือให้กับ ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านสถานกงสุลใหญ่ฯ ก่อนจะเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างตัวแทนเครือข่ายฯ กับ ตำรวจ จนมีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ 2 คนนั้น

ล่าสุด มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ออกแถลงการณ์ ประณามการใช้ความรุนแรงของตำรวจเชียงใหม่ต่อประชาชนผู้ชุมนุมโดยสงบ ย้ำว่า การใช้กำลังตำรวจเข้าสกัดและผลักดันประชาชนที่เดินทางมายื่นหนังสือต่อสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือที่เข้าร่วมชุมนุมครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ และสะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐไทยในการเคารพและคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน

แถลงการณ์ ย้ำว่า ประชาชนเดินทางมายื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจีนแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา ปัญหาที่กำลังทำลายแม่น้ำ แหล่งอาหาร วิถีชีวิต และสุขภาพของผู้คนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับไม่ใช่การอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิ แต่เป็นกำแพงของเจ้าหน้าที่รัฐ การปิดกั้นเส้นทาง และความรุนแรงจากตำรวจ

ถาม…รัฐยืนข้างใคร ประชาชน หรือ ผู้ก่อมลพิษ ?

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม แต่เป็นภาพสะท้อนของรัฐที่เลือกใช้อำนาจเข้าปราบปรามประชาชน แทนที่จะรับฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบ และเลือกปกป้องอำนาจ มากกว่าปกป้องชีวิตของประชาชน

โดยสิ่งที่ต้องตั้งคำถาม คือ เหตุใดรัฐจึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากเพื่อปิดกั้นประชาชนผู้เรียกร้องให้แก้ไขปัญหาสารพิษ แต่กลับไม่เคยแสดงความเข้มงวดเช่นเดียวกันต่อผู้ก่อมลพิษที่กำลังทำลายแม่น้ำและชีวิตของผู้คน คำถามนี้ไม่ได้ต้องการคำอธิบายจากตำรวจเท่านั้น แต่ต้องการคำตอบจากรัฐบาลไทยทั้งหมดว่า รัฐกำลังยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนหรือผู้ก่อมลพิษ

“มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ขอประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดเชียงใหม่และผู้บังคับบัญชาที่มีส่วนในการสั่งการปฏิบัติการครั้งนี้ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะโดยทันที ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน แต่เป็นผลจากการตัดสินใจใช้อำนาจของรัฐ ซึ่งย่อมต้องมีผู้รับผิดชอบ”

เรียกร้องจีนยุติสนับสนุนกิจกรรมก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน

ก่อนหน้านี้ สายัณน์ ข้ามหนึ่ง เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ระบุว่า การจัดกิจกรรมของเครือข่ายฯ เพื่อต้องการมามอบน้ำที่ขุ่นตลอดทั้งปี ในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง จากการทำเหมืองแร่และปนเปื้อนสารพิษ และทำกิจกรรมมอบลาบปลา และน้ำปนเปื้อนสารพิษ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลจีน เร่งตรวจสอบเอกชนและรัฐวิสาหกิจเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดปัญหาสารพิษ 

ขณะที่แถลงการณ์ เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ย้ำว่า ประชาชนชาวไทยตลอดริมน้ำกก สาย รวก โขง นับล้านคนกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหารกำลังปนเปื้อนด้วยสารพิษที่ไหลมากับแม่น้ำจากเหมืองแร่ ในประเทศเมียนมา เกษตรกรแห่งลุ่มน้ำโขงต้องใช้น้ำสารพิษปลูกข้าวนาปีและนาปรังในเนื้อที่อย่างน้อย 110,000 ไร่ และขายผลผลิตปนเปื้อนให้ผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศ ชาวประมง 60 หมู่บ้านกำลังสูญเสียอาชีพ เนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถบริโภคปลาที่มีสารตะกั่ว แคดเมียม และปรอท

กระทรวงสาธารณสุขออกคำแนะนำให้งดบริโภคกุ้งหอย ปู ในแม่น้ำปนเปื้อน และงดบริโภคเครื่องในปลา เนื่องจากมีสารโลหะหนักจำนวนมาก ผู้ประกอบการท่องเที่ยวริมฝั่งแม่น้ำกกต้องสูญเสียอาชีพ อีกทั้งประชาชนอย่างน้อย 40,000 ครัวเรือน หรือ 120,000 คน ในตัวเมืองเชียงรายต้องทนบริโภคน้ำประปาที่ปนเปื้อนสารโลหะหนัก ประชาชนต้องรับผลกระทบจากความอยุติธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมในนามการพัฒนาสีเขียวของจีน

สำหรับข้อเรียกร้องเครือข่ายฯ มี 4 ข้อดังนี้

  1. ขอให้รัฐบาลจีนกำกับดูแล ตรวจสอบ และดำเนินการกับบริษัทหรือนักลงทุนสัญชาติจีนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งยุติการสนับสนุนกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน

  2. ขอให้มีการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่ต่าง ๆ เช่น แร่พลวง ทังสเตน ดีบุก ตะกั่ว ทองแดง แมงกานีส จากเหมืองแร่ประเทศเมียนมาที่นำเข้าผ่านประเทศไทยไปยังประเทศจีนว่าแร่ดังกล่าวมาจากแหล่งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่อไทย

  3. ขอเชิญท่านลงพื้นที่พบปะประชาชนไทย ในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และประกาศแผนการที่ชัดเจนในการใช้กลไกความร่วมมือล้านช้าง – แม่โขง เพื่อยุติการทำลายสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูแม่น้ำ และเยียวยาชดเชยประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ของท่าน

  4. ขอให้รัฐบาลจีนจัดให้มีการลงพื้นที่ของคณะผู้ตรวจสอบร่วมจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนประเทศไทย ไปยังพื้นที่เหมืองแร่ในเมียนมา อันเป็นแหล่งขุดแร่ธาตุต่าง ๆ ของจีน เช่น แร่หายาก ทองคำ แมงกานีส และตะกั่ว ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโหลย เพื่อเป็นหลักประกันว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมสากล และขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบจากการลงพื้นที่ต่อสาธารณะอย่างเร่งด่วนโดยทันที

หลังจากนั้น ได้มีการส่งมอบลาบปลา น้ำปนเปื้อนสารพิษ และแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ให้กับตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งต่อให้สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active