ห่วงวิกฤต ‘รพ.ชายแดน’ นายกฯ สั่งแก้เชิงระบบ ดันกองทุนฯ-อัดงบฯ ช่วย 50 ล้าน

มอบ ปลัด สธ. ลงพื้นที่อุ้มผาง–แม่สอด จ.ตาก วาง 4 มาตรการเร่งด่วน พัฒนาไฟฟ้า, IT, แยกบัญชีคนไทย–ต่างด้าว เพิ่มประสิทธิภาพเคลมงบฯ และจัดระเบียบผู้ป่วยข้ามแดน หวังสร้างความยั่งยืนโรงพยาบาลชายแดนไทย-เมียนมา

วันนี้ (11 พ.ค. 69) ที่โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประชุมติดตามการดำเนินงานสาธารณสุขและการจัดบริการสุขภาพกลุ่มประชากรต่างชาติในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก ผ่านระบบออนไลน์ โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.เลิศชาย เลิศวุฒิ รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 2 และคณะผู้บริหารจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในพื้นที่ จ.ตาก เข้าร่วมประชุม

รมว.สาธารณสุข ระบุว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน โดยกระทรวงสาธารณสุขวางได้แนวทางการดำเนินงาน เน้นให้บริหารจัดการการควบคุมโรคระบาดตามแนวชายแดนให้มีประสิทธิภาพ บริหารกำลังคนให้เหมาะสมกับภาระงานและพื้นที่ โดยจะสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณสำหรับผู้มีสิทธิ์รักษาพยาบาล และเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำภารกิจของโรงพยาบาลชายแดน ตลอดจนขอรับการสนับสนุนทุนจากต่างประเทศ กรณีผู้ที่ยังไม่มีสิทธิ์การรักษา  

ขณะที่ ปลัด สธ. บอกว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานสาธารณสุขและการจัดบริการสุขภาพกลุ่มประชากรต่างชาติในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก ทั้งที่ อ.แม่สอด  อ.พบพระ และที่ อ.อุ้มผาง ซึ่งเป็นพื้นที่ทุรกันดาร เส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยว เดินทางลำบาก โดยใช้เวลาเดินทางไปยัง รพ.แม่สอดถึง 3 ชั่่วโมง 30 นาที พบว่า บุคลากรมีความตั้งใจและทุ่มเทในการทำงานอย่างมาก  สามารถบริหารจัดการทั้งด้านสุขาภิบาลและโรคระบาดได้เป็นอย่างดี เบื้องต้นได้มอบหมายให้รักษาการผู้ตรวจราชการฯ ติดตามการพัฒนาอย่างใกล้ชิดใน 4 ประเด็น ได้แก่ 

  1. ระบบไฟฟ้าและ IT โดยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ พัฒนาระบบสารสนเทศ ให้สามารถเคลมเงินหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

  2. การปฏิรูปการเงินการคลัง โดยแยกบัญชีค่าใช้จ่ายระหว่างคนไทยและต่างด้าวให้ชัดเจน รวมถึงงานส่งเสริมป้องกันโรคในระดับ รพ.สต. เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจในการให้บริการคนไทย

  3. การตั้งงบฯ ช่วยเหลือจากส่วนกลางร่วมกับเขตราชการ จำนวน 50 ล้านบาท และจัดตั้งกองทุนสาธารณสุขชายแดน เพื่อรับการช่วยเหลือจากนานาชาติต่อไป

  4. ร่วมมือกับฝ่ายปกครองและฝ่ายกฎหมายในการจัดระเบียบการข้ามฝั่งมารับการรักษา รวมทั้งช่วยคัดกรองกลุ่มต่างด้าวที่มีกำลังจ่าย เพื่อจัดเก็บค่าบริการตามจริง  

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active