อนุฯ คุ้มครองผู้บริโภค ใน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. เชิญผู้เกี่ยวข้องหาทางออกข้อร้องเรียนวิกฤตกากพิษอุตสาหกรรมปนเปื้อน พื้นที่ปราจีนบุรี เครือข่ายฯ หวั่นกระทบผลผลิตทางการเกษตร ข้าวรอเก็บเกี่ยว อ้อยรอตัดส่งโรงงานเดือนหน้า ไม่มั่นใจประปาใช้อุปโภค บริโภค เสนอ รื้อ-เพิกถอนใบอนุญาต โรงงาน 105 และ 106 ในพื้นที่เสี่ยงเกิดภัยพิบัติ ด้านหน่วยงานรัฐ แนะจับมือมหาวิทยาลัย ตรวจหาค่าปนเปื้อน สร้างความมั่นใจตั้งเกณฑ์ประกาศเขตควบคุมมลพิษ
วันนี้ (4 พ.ย. 2569) ตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ, กรมวิชาการเกษตร, เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี และเครือข่ายภาคประชาชน เข้าให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เกี่ยวกับข้อร้องเรียนสถานการณ์ปัญหาการลักลอบทิ้ง หรือกำจัดกากอุตสาหกรรมในพื้นที่เกษตรกรรมไร่อ้อย และกรณีการปนเปื้อนของคราบน้ำมัน หรือสารมลพิษที่มีลักษณะเป็นฟิล์มสีรุ้งในพื้นที่นาข้าว พื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพดิน แหล่งน้ำ ระบบนิเวศ และการประกอบอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่

หวั่นน้ำปนเปื้อน กระทบผลผลิต ‘ข้าว-อ้อย’ พื้นที่เสี่ยง
สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ให้ข้อมูลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงสำคัญ พบปัญหาในหลายจุด เช่น บริเวณสะพานหนองหอย อ.กบินทร์บุรี ที่ตรวจพบสารอะลูมิเนียมสูงเกินค่ามาตรฐานถึง 3-4 เท่า รวมถึงบริเวณคลองเขาไม้แก้ว ที่พบน้ำเสียคราบสีรุ้งหลังเหตุน้ำท่วม นอกจากนี้ยังพบกองปุ๋ยขี้ไก่ผสมสายไฟปะปนในป่าอ้อย ซึ่งผลตรวจยืนยันว่ามีสารทองแดงปนเปื้อนสูงถึง
“วิกฤตดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะนาข้าวในพื้นที่ที่เริ่มสุกและมีรถเกี่ยวข้าวลงพื้นที่เกี่ยวไปแล้วกว่าร้อยไร่ รวมถึงแปลงอ้อยที่กำลังจะถึงกำหนดตัดส่งโรงงานในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ แต่เกษตรกรกลับยังไม่ได้รับคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าผลผลิตเหล่านี้จะสามารถเก็บเกี่ยวและนำไปจำหน่ายได้หรือไม่”
สุนทร คมคาย


เช่นเดียวกับชาวบ้านในพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำลำคลอง รวมถึงน้ำประปาภูเขา และประปาภูมิภาค ที่ยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่มั่นใจว่าน้ำยังคงอุปโภคบริโภคได้ปลอดภัยอยู่หรือไม่
สุนทร ยังระบุว่า ปัญหาตอนนี้คือช่องว่างในการทำงานของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากสำนักงานสิ่งแวดล้อม และควบคุมมลพิษ ระบุว่ามีหน้าที่เพียงประกาศสิ่งที่ตรวจพบ แต่ไม่มีอำนาจชี้ขาดแนวทางปฏิบัติให้แก่เกษตรกร ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ไม่มีอำนาจตรวจสอบสารโลหะหนักอุตสาหกรรมนอกเหนือจากเรื่องโรคพืชและยาฆ่าแมลง ทำให้คณะทำงานระดับจังหวัดและอำเภอไม่สามารถบูรณาการแก้ปัญหาเชิงลึกได้
จึงออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานส่วนกลางเร่งบูรณาการทำงานข้ามกระทรวง เพื่อเร่งประกาศขอบเขตมลพิษให้ชัดเจนโดยด่วน เพื่อหาทางเยียวยาเกษตรกร และป้องกันไม่ให้ผลผลิตที่ปนเปื้อนหลุดรอดเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร
เห็นพ้องตั้งหน่วยงานระดับชาติขึ้นเฉพาะกิจดูแลปัญหา
สอดคล้องกับ ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ที่ยอมรับว่า แม้กรมวิชาการเกษตรจะมีงานวิจัยเกี่ยวกับโลหะหนัก และมลพิษอุตสาหกรรมอยู่หลายตัว แต่ยังมีความกังวลว่าวิธีการตรวจวัดจะครอบคลุมครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะสารปนเปื้อน เช่น ปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน VOC หรือค่าอะลูมิเนียมต่าง ๆ ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งต้องพิจารณาว่าห้องปฏิบัติการของกรมวิชาการเกษตรสามารถตรวจวิเคราะห์ในตัวอย่างพืชผลทางการเกษตรได้ทันทีเลยหรือไม่
ผู้อำนวยการ BIOTHAI จึงเสนอ ดึงฝ่ายวิชาการและสถาบันการศึกษามาช่วยเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสารตกค้าง พร้อมตีขอบเขตพื้นที่ปนเปื้อนให้ชัดเจน นำไปสู่การกำหนดมาตรการให้เกษตรกรว่าจะเก็บเกี่ยวหรือไม่ และหากไม่เก็บเกี่ยวจะต้องมีการชดเชยอย่างไร
“ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เกินกว่าที่หน่วยงานระดับจังหวัดจะจัดการได้ จึงต้องมีหน่วยงานระดับชาติจัดตั้งเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาดูแลในทุกมิติ ทั้งเรื่องการอนุญาต การปนเปื้อน และการประเมินสุขภาพกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”
ปรกชล อู๋ทรัพย์


เสนอรื้อ-เพิกถอนใบอนุญาต โรงงาน 105 และ 106 ในพื้นที่เสี่ยงเกิดภัยพิบัติ
ปรกชล บอกด้วยว่า พื้นที่อาหารได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาน้ำท่วมหนักใน จ.ปราจีนบุรี และภายใต้สภาวะโลกรวนคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ในอนาคตหากจะประเมินการจัดตั้งโรงงานหรือประเภท 105 และ 106 จำเป็นต้องมองเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเห็นด้วยว่าข้อเสนอจากกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง ที่ระบุว่า ใบอนุญาตที่ค้างท่อหรือมีใบอนุญาตแต่ยังไม่ได้ก่อสร้าง ควรถูกนำมารื้อดูว่าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติแบบนี้หรือไม่ เพื่อพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตต่อไป
ดึงมหาวิทยาลัย ร่วมตรวจค่าปนเปื้อน สร้างความเชื่อมั่นประชาชน
ด้านตัวแทนกรมวิชาการเกษตร ยอมรับว่า การตรวจหาสารพิษกากอุตสาหกรรมในพืชผลการเกษตร ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจวัดที่ชัดเจน ซึ่งต่างจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภคฯ จึงเห็นตรงกันว่า ควรจับมือกับหน่วยงานมหาวิทยาลัยร่วมลงพื้นที่เพื่อตรวจหาค่าปนเปื้อน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่เกษตร หรือเป็นเกณฑ์ประกาศเขตควบคุมมลพิษหากพบการปนเปื้อนจริง
