เครือข่ายรักษ์ปราจีนฯ จี้ ประกาศ ‘เขตควบคุมมลพิษ’ ลุ่มน้ำปราจีนฯ-คลองสาขา แก้น้ำเปื้อนพิษเร่งด่วน

ยื่น 32,450 รายชื่อ เรียกร้อง ‘คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ’ ประกาศเขตควบคุมมลพิษ หลังเผชิญผลกระทบการพัฒนาอุตสาหกรรม ลักลอบทิ้งของเสียอันตรายมายาวนาน ชี้ ช่องโหว่ประเมิน EIA การรั่วไหลสารเคมี โลหะหนักปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม วอน ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจในพื้นที่ จัดการแหล่งกำเนิดมลพิษเป็นระบบ พร้อมคุ้มครองสุขภาพประชาชน ย้ำ ให้เวลา 15 วัน หากยังเฉย เตรียมร้องศาลปกครอง

วันนี้ (4 พ.ย. 2569) ตัวแทนเครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรี และผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษทางน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ยื่นรายชื่อประชาชนที่ร่วมกันเข้าชื่อ 32,450 คน ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผ่าน โอภาส ถาวร ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ผู้แทนปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อขอให้ประกาศพื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี และลำน้ำสาขา เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

บุษบงก์ ชาวกัณหา ผู้แทนกลุ่มเครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรี และผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี บอว่า พื้นที่ลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาครอบคลุม อ.กบินทร์บุรี, ศรีมหาโพธิ, ศรีมโหสถ เมืองปราจีนบุรี รวมถึง บ้านสร้าง ได้เผชิญกับปัญหามลพิษสะสมและปัญหาการลักลอบทิ้งจากอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี อันเป็นผลสืบเนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่อย่างเข้มข้น ทั้งนิคมอุตสาหกรรมเขตอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม รวมถึงการขยายตัวของกิจการกำจัดและจัดการของเสียอุตสาหกรรมและของเสียอันตราย

จากการติดตามสถานการณ์โดยภาคประชาชน ร่วมกับผลการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม พบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหามลพิษในพื้นที่

เช่น ช่องโหว่ในการติดตามตรวจสอบรายงาน EIA, การจัดตั้งโครงการอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบสะสมต่อสิ่งแวดล้อม, การรั่วไหลของปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน, การดำเนินการตามกฏหมายต่อแหล่งกำเนิดมลพิษ, หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านผลกระทบสุขภาพประชาชน ที่พบผู้มีผลตรวจผิดปกติ 73 คน, การปนเปื้อนของโลหะหนัก (อะลูมิเนียม) และความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ, ภาระการฟื้นฟูพื้นที่ที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก, ภาวะมลพิษข้ามพื้นที่ต้นน้ำเป็นแหล่งกำเนิดปลายน้ำเป็นพื้นที่รับผลกระทบ, บทเรียนจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และความจำเป็นในการป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว, ผลกระทบจากนโยบายการขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ต่อภาระด้านสิ่งแวดล้อมของ จ.ปราจีนบุรี, ผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายของมลพิษในพื้นที่ลุ่มน้ำ

รวมไปถึง ผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพอนามัยเศรษฐกิจการเกษตรและความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งภัยคุกคามต่อสุขภาพอนามัยในระยะสั้นและระยะยาว ความเสี่ยงจากการสะสมการปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเกษตร ประมง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ผลกระทบต่อการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการประกอบอาชีพของประชาชน แนวโน้มความเสี่ยงจากการขยายตัวของกิจกรรมอุตสาหกรรมในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการประเมินตามกรอบวิชาการของกรมควบคุมมลพิษ และความจำเป็นในการดำเนิน มาตรการจัดการมลพิษเชิงพื้นที่  ทั้ง ขีดความสามารถในการรองรับมลพิษของพื้นที่อยู่ในภาวะน่ากังวล ช่องว่างระหว่างเป้าหมายการพัฒนากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และ ความจำเป็นในการบริหารจัดการปัญหาในระดับลุ่มน้ำและระดับพื้นที่ ตลอดจนความจำเป็นในการจัดการทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษเชิงพื้นที่ และสิทธิของประชาชนชุมชนในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี

“กลไกในระดับจังหวัดไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงเรียกร้องให้เร่งประกาศให้พื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี และลำน้ำสาขาเป็นเขตควบคุมมลพิษ”

บุษบงก์ ชาวกัณหา

พร้อมกันนี้ยังมีข้อเสนอและมาตรการที่ขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ดำเนินการในมาตรการเร่งด่วน ได้แก่

  1. แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อประเมินสถานการณ์มลพิษในพื้นที่  

  2. ตรวจสอบและระบุแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเป็นระบบ

  3. ดำเนินมาตรการคุ้มครองสุขภาพประชาชน

เครือข่ายฯ ให้เวลาทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ดำเนินการตามข้อเสนอภายใน 15 วัน หากไม่มีความคืบหน้าตามข้อเรียกร้อง จะเดินหน้าในการร้องต่อศาลปกครองต่อไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active