กรมชลประทาน ประกาศปรับเพิ่มปริมาณการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 1,500 ลบ.ม./วินาที เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำฝน-น้ำท่า ขณะที่ ชาวบ้านพื้นที่รับน้ำ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา สะท้อนความกังวล น้ำเริ่มท่วมเข้าพื้นที่แล้ว ชี้ ความย้อนแย้งสื่อสารเตือนภัยภาครัฐ “ตกลงจะท่วม หรือจะแล้ง”
วันนี้ (22 ก.ย. 2569) กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำล่าสุด เมื่อเวลา 05.00 น. ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ อยู่ที่อัตรา 1,601 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สมทบกับแม่น้ำสะแกกรัง (สถานี Ct.19) 140 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงน้ำจาก Sideflow ไหลเข้าเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +16.79 เมตร รทก. ระบายน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่อัตรา 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมชลประทาน จึงจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 07.00 น. โดยทยอยปรับเพิ่มจาก 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขึ้นไปสู่ระดับ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในเวลา 15.00 น. (ปรับเพิ่มประมาณ 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีทุกชั่วโมง) และจะคงอัตราการระบายดังกล่าวย่างต่อเนื่อง พร้อมเตือนให้ทุกภาคส่วนติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
รสสุคนธ์ งามจั่นศรี ชาวบ้านหมู่ 3 ตำบลบางชะนี อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยกับ The Active ถึงผลกระทบว่า การปรับระบายน้ำในระดับ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้พื้นที่บางบาลถูกน้ำท่วมอย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้ระดับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ และบ้านเรือนของชาวบ้านแล้ว จนต้องเริ่มอุดกั้นน้ำและทยอยขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
ที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่เกิดความสับสนกับการสื่อสารของภาครัฐอย่างมาก เนื่องจากช่วงแรกระบุว่า ปีนี้ระดับน้ำล่าช้าและน้ำจะไม่ท่วม แต่สุดท้ายน้ำกลับเอ่อท่วมตามฤดูกาล นอกจากนี้ ยังไร้ความชัดเจนเรื่องการผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ ซึ่งปกติมักจะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน แต่ปัจจุบันเกษตรกรเกี่ยวข้าวไปหมดแล้ว ก็ยังไม่มีการประชุมหรือแจ้งประสานงานจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
นอกจากประเด็นเรื่องน้ำท่วมแล้ว ชาวบ้านยังแสดงความกังวลถึงความย้อนแย้งของการเตือนภัย ซึ่งมีการระบุว่าหลังผ่านพ้นช่วงน้ำท่วมไปอาจต้องเผชิญกับภัยแล้งจนต้องงดทำนา รวมถึงข้อกังวลเรื่องการเยียวยาจากภาครัฐที่ยังคงล่าช้าและไม่ครอบคลุม
“ตอนนี้ชาวบ้านสับสนมาก ตกลงมันจะท่วมหรือมันจะแล้ง การแจ้งเตือนจากท้องถิ่นก็ไม่มีเป็นทางการ อาศัยดูจากไลฟ์และส่งต่อกันในกลุ่มไลน์ พอรู้ว่าระบายเพิ่ม บ้านเราก็ท่วม ต้องรับมือและขนของขึ้นที่สูงกันเอง ส่วนโครงการขุดคลองระบายน้ำอย่างคลองบางบาล–บางไทร ก็ยังสร้างไม่เสร็จ ไม่รู้ว่าถ้าเสร็จแล้วจะช่วยระบายน้ำได้จริง หรือจะกลายเป็นประตูที่ถูกปิดขังน้ำชาวบ้านไว้อีก“
รสสุคนธ์ งามจั่นศรี
ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ทำได้เพียงเตรียมพร้อมรับมือด้วยตนเอง โดยยกข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืชที่จะใช้ทำนาในฤดูกาลถัดไปขึ้นที่สูง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการระบายน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
