สภาผู้บริโภค ชี้ “พื้นที่รับน้ำ” กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร จี้ กทม.ทบทวนร่างผังเมืองใหม่

เปิดข้อมูลร่างผังเมืองใหม่ กทม. พบ “พื้นที่รับน้ำหลาก” กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร ตั้งคำถาม กทม.ปล่อยให้ก่อสร้างได้อย่างไร ? หวั่นเป็นเครื่องมือฟอกขาวการใช้ที่ดิน ขัดกฎหมาย เรียกร้องยกเลิกร่างผังเมืองใหม่ เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

วันนี้ (16 ต.ค. 2569) สภาผู้บริโภค เปิดข้อมูล “ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่” หลังพบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินครั้งใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกับผังเมืองปี 2556 โดยเฉพาะพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมที่มีบทบาทรองรับน้ำหลาก ลดลงเกือบ 100,000 ไร่ ขณะที่ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นพื้นที่บางส่วนที่เคยกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำ กลับถูกพัฒนาเป็นหมู่บ้านจัดสรรไปแล้วเป็นจำนวนมาก ตั้งคำถาม กทม.อนุญาตให้ก่อสร้างได้อย่างไร หวั่นร่างผังเมืองใหม่กลายเป็นเครื่องมือฟอกขาวการใช้ที่ดินที่อาจขัดต่อกฎหมายผังเมืองเดิม ซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วมและกระทบสิทธิประชาชน เตรียมระดมพลเรียกร้องยกเลิกร่างผังเมืองและจัดทำใหม่โดยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการลดพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมที่มีบทบาทเป็นพื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติ ขณะที่พื้นที่รองรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กลับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดข้อกังวลว่าผังเมืองใหม่อาจให้ความสำคัญกับการขยายตัวของธุรกิจมากกว่าความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีการนำภาพถ่ายดาวเทียมในเหตุน้ำท่วมครั้งล่าสุดมาเปรียบเทียบกับพื้นที่ทางน้ำหลาก (Floodway) ฝั่งตะวันออก และพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมฝั่งตะวันตกตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน พบว่าพื้นที่บางส่วนปรากฏเป็นหมู่บ้านจัดสรรแล้ว ซึ่งถือว่าละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน

“คนที่ได้รับผลกระทบเรื่องน้ำท่วมตอนนี้ จะรู้ซึ้งถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงผังเมือง จากการลดพื้นที่รับน้ำ และเปิดให้บ้านจัดสรรเข้าไปสร้างหมู่บ้าน ที่อยู่อาศัย รู้หรือไม่ว่าประชาชนกำลังซื้อบ้านที่ตั้งขวางทางน้ำ บนพื้นที่รับน้ำไปเป็นที่อยู่อาศัยกัน”

ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี

เปิดภาพถ่ายดาวเทียม พื้นที่รับน้ำกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรร

ก้องศักดิ์ ระบุว่า พื้นที่สีเขียวลายทแยงตามผังเมืองเดิมมีความสำคัญต่อระบบรองรับและระบายน้ำ เนื่องจากหลายบริเวณเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเปิดทางให้พัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัย บ้านจัดสรร โดยไม่คำนึงถึงสภาพภูมิประเทศที่แท้จริง ส่งผลให้พื้นที่รองรับน้ำลดลงและเพิ่มความเสี่ยงที่ประชาชนจะซื้อที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วม โดยไม่ทราบข้อจำกัดของพื้นที่อย่างเพียงพอ ที่สำคัญข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดพื้นที่ที่เคยถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม จึงสามารถพัฒนาเป็นหมู่บ้านจัดสรรได้เป็นจำนวนมาก และการก่อสร้างเหล่านั้นได้รับอนุญาตตามข้อกำหนดผังเมืองเดิมอย่างถูกต้องหรือไม่

ก้องศักดิ์ ยังชี้ว่า หากตรวจพบแล้วว่ามีการอนุญาตก่อสร้างหรือจัดสรรที่ดินโดยฝ่าฝืนข้อกำหนดผังเมืองเดิม แต่ร่างผังเมืองใหม่กลับเปลี่ยนประเภทพื้นที่ให้รองรับการพัฒนาเพื่อรองรับการกระทำผิดเหล่านั้น อาจทำให้เกิดความเสี่ยงการปรับผังเมืองถูกใช้เป็นเครื่องมือรับรองสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เกิดขึ้นไปแล้ว ที่เสมือนเป็นการฟอกขาวแทนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

“ผังเมืองเดิมกำหนดให้พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่รับน้ำแต่เมื่อซ้อนภาพถ่ายดาวเทียมกลับพบว่าหลายแห่งกลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรไปแล้ว คำถามคือ กทม.ปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร และหากผังเมืองใหม่เปลี่ยนข้อกำหนดให้รองรับการพัฒนาเหล่านี้ก็ต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า กำลังฟอกขาวให้แก่การกระทำที่ผิดกฎหมายไปแล้วหรือไม่” 

ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี

เปลี่ยนพื้นที่รับน้ำ เป็นพื้นที่อสังหาริมทรัพย์
ท่วมซ้ำซาก ใครรับผิดชอบเมื่อแก้มลิงหาย

ก้องศักดิ์ ระบุว่า การเปลี่ยนพื้นที่รับน้ำเป็นพื้นที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่ยังส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง รวมถึงความเสียหายที่จะมีต่อพื้นที่และเมืองในที่สุด เพราะเมื่อพื้นที่ลุ่มต่ำถูกถมและพัฒนาเป็นสิ่งปลูกสร้าง ความสามารถในการรองรับน้ำตามธรรมชาติย่อมต้องลดลง และทำให้น้ำต้องหาที่ไหลทางไปสะสมกันในพื้นที่อื่นมากขึ้น ส่งผลถึงการเอ่อท่วมทั้งที่รอการระบาย หรือ อุดตันสะสมรอการระเหยในที่สุด

ก้องศักดิ์ ย้ำว่า ข้อกังวลนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครช่วงปลายเดือน ก.ย.มาจนถึง ต.ค.69 โดยเครือข่ายภาคประชาชนที่เรียกร้องให้ทบทวนร่างผังเมือง ระบุว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 15 เขต และตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาพื้นที่รับน้ำกับความเสียหายจากอุทกภัย อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาทางอุทกวิทยาเพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน

“ประชาชนกำลังซื้อพื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่รับน้ำมาเป็นที่อยู่อาศัยโดยไม่รู้ตัว เมื่อเกิดน้ำท่วม คนที่ต้องรับความเสียหายกลับเป็นประชาชน ทั้งที่การวางผังเมืองควรทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้ตั้งแต่ต้น”

ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี

ปลดล็อกพื้นที่สีเขียว-สีเหลือง ทำธุรกิจ

นอกจากการลดพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ก้องศักดิ์ ยังระบุว่า ร่างผังเมืองใหม่มีการปรับเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินหลายประเภท โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียวและสีเหลือง ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้กิจการที่มีการใช้ที่ดินมากขึ้นเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่เดิมที่มีข้อจำกัดได้ เช่น “พื้นที่สีเขียว” ที่แม้ว่าจะเป็น พื้นที่เพื่อการเกษตร กลับถูกเขียนกำหนดให้เปิดช่องเพื่อรองรับการสร้างบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ห้องแถวและโรงแรมขนาด 20-80 ห้องได้ หรือ “พื้นที่สีเหลือง” ซึ่งเป็นพื้นที่ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ก็เปิดทางให้อาคารชุด อพาร์ตเมนต์ขนาดไม่เกิน 1,000-ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร และ อาคารพาณิชยกรรมขนาดไม่เกิน 1,000-ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร ที่อาจหมายรวมถึง สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ เช่น ร้านอาหาร ที่มีการใช้เครื่องเสียง ขายสุรา ทำกิจกรรมคล้ายสถานบริการ สามารถแทรกเข้าไปก่อสร้างขึ้นได้ตามชุมชนพักอาศัยต่าง ๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนดเพิ่มขึ้นมา โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบใด ๆ ที่จะเกิดขึ้น ทั้งเรื่องมลภาวะจากกิจกรรมการใช้พื้นที่ของร้านประเภทนี้ ที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ สร้างความเสียหาย รวมถึงเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่

อีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบ คือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภท “กิจการกำจัดวัตถุอันตราย” และ “การกำจัดมูลฝอยหรือสิ่งปฏิกูล” ที่เปิดช่องทางอนุญาตให้เข้าไปตั้งในพื้นที่สีเขียวที่หมายถึงพื้นที่ทางการเกษตร และพื้นที่สีเขียวลายทแยง ที่หมายถึงพื้นที่รับน้ำได้ โดยเฉพาะบริเวณที่เชื่อมโยงกับระบบรับน้ำ เพราะหากเกิดการรั่วไหลหรือปนเปื้อน สารอันตรายอาจแพร่กระจายไปกับน้ำและกระทบประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง

ก้องศักดิ์ ยังเรียกร้องให้ กทม. เปิดเผยรายละเอียด เงื่อนไขในตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินระหว่างผังเมืองเดิมปี 2556 กับ ร่างผังเมืองใหม่อย่างละเอียด เพื่อให้ประชาชนทราบว่ากิจการใดได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้นมีเงื่อนไข และผลกระทบอย่างไร รวมถึง ต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตด้วยหรือไม่

ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค

ห่วงเวนคืนถนน 96 สาย คลอง 23 สาย
ประชาชนถูกละเมิดสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว 

ก้องศักดิ์ ยังระบุถึงอีกประเด็นที่ส่งจะผลต่อกรรมสิทธิ์และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง คือ แผนการตัดและขยายถนน 96 สาย คลองระบายน้ำ 23 สายและ อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ 7 แนว ว่าจะส่งผลกระทบต่อเจ้าของที่ดินและประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวที่ตัดขยายดังกล่าว ที่จะมีดำเนินการเวนคืนในอนาคต ปัญหาหลักสำคัญ คือ ประชาชนส่วนใหญ่ ดูผังไม่เป็น มองไม่ออก ไม่เข้าใจ และไม่ทราบว่าบ้านหรือที่ดินของตนเองอยู่ในแนวที่ตัดขยายถนนหรือคลองที่กล่าวมา หรือ จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไร เพราะเอกสารผังเมืองมีความซับซ้อนและเข้าถึงได้ยาก

แม้ว่า กทม.จะเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถตรวจสอบร่างผังเมืองและยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนด ที่เว็บไซต์ https://plan4bangkok.com/  ระหว่างวันที่ 10 ส.ค. – 9 พ.ย.69 ตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2562 แต่สภาผู้บริโภคเห็นว่าการเปิดรับคำร้องตามขั้นตอนกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากประชาชนไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตนเองอย่างชัดเจน และไม่เข้าใจในผังที่นำไปปิดประกาศไว้

“ข้อบกพร่องที่ร้ายแรงที่สุดคือ กระบวนการจัดทำผังเมืองที่ประชาชนเข้าถึง และทำความเข้าใจได้ยาก ไม่บอกให้ชัดว่า มีผลกระทบอะไรบ้าง ใครบ้างที่จะได้รับผลกระทบ และจะมีมาตรการป้องกันหรือเยียวยาความเสียหายอย่างไร จากร่างผังเมืองรวม กทม.ฉบับนี้ ที่มีผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนกรุงเทพมหานครโดยตรง”

ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี

จี้ กทม. ยกเลิกผังเมืองใหม่ ตรวจสอบการใช้ที่ดินย้อนหลัง

ก้องศักดิ์ ยังย้ำว่า กทม.ต้องเร่งตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมตามผังเมืองปี 2556 โดยเฉพาะพื้นที่ที่ปรากฏเป็นหมู่บ้านจัดสรรในภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อพิสูจน์ว่ามีการอนุญาตก่อสร้างหรือจัดสรรที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากพบการฝ่าฝืนต้องดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง พร้อมเปิดเผยหลักเกณฑ์และเหตุผลของการเปลี่ยนประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงผลการศึกษาด้านระบบระบายน้ำ ความเสี่ยงอุทกภัย สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อประชาชนก่อนเดินหน้าร่างผังเมืองใหม่

สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครยกเลิกร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ฉบับที่กำลังดำเนินการตามขั้นตอนอยู่ในขณะนี้ และ ให้ทำการจัดทำใหม่ด้วยกระบวนการที่เปิดเผย โปร่งใส และให้ประชาชนชาว กทม.ร่วมคิด แสดงความเห็นในสิ่งที่จะพัฒนาขึ้นมา และทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ถูกต้องตามขั้นตอน กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ใช้การปรับผังเมืองเป็นข้ออ้างละเลยการตรวจสอบการใช้ที่ดินที่อาจขัดต่อกฎหมายเดิม

“ผังเมืองต้องเป็นเครื่องมือคุ้มครองประชาชนคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เครื่องมือเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนธุรกิจใดๆ หากมีการก่อสร้างผิดกฎหมายในพื้นที่รับน้ำ ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายทันที ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยสมรู้ให้กระทำผิดกันมากมาย แล้วมาเปลี่ยนสีในผังเมืองใหม่ให้รองรับต่อการกระทำผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นไปแล้ว”

ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี

โดยใน วันที่ 24 ต.ค. 69 สภาผู้บริโภค เตรียมจัดกิจกรรม “รวมพลคนเห็นต่างเรื่องผังเมือง” ที่รัฐสภา เพื่อร่วมแสดงจุดยืนคัดค้านร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ และ เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนข้อบกพร่องในกระบวนการวางและจัดทำร่างผังเมืองรวม กทม.ที่ผ่านมา ร่วมกันร่างผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่ ที่ให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยยึดเอาสิทธิ ผลประโยชน์ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active