‘Hand’ วิเคราะห์ 3 บทเรียนความล้มเหลว ชี้ชัดรัฐไร้กลไกป้องกัน เสนอรัฐบาลใหม่ ติดตามใกล้ชิด หวั่นกระบวนการยุติธรรมล่าช้า เดินหน้าสร้างความโปร่งใส เน้นการเปิดเผยข้อมูล ประชาชนเข้าถึงได้จริง
ภายหลัง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ปล่อยเพลง ปณิธานคนตรวจเงิน ผ่านช่องทางออนไลน์ ที่แต่งโดย มณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาในการปกป้องเงินแผ่นดิน เพื่อปลุกใจให้กับข้าราชการ สตง. และหวังสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน แต่ทันทีที่ MV เพลงนี้ถูกเผยแพร่ก็กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ไม่เพียงถูกตั้งคำถามถึง หน้าที่ ของ สตง. ในการทำงานด้านการตรวจสอบ แต่กลับใช้งบประมาณมาทำเพลง ในช่วงเวลาที่สังคมยังไม่ได้รับความกระจ่าง และความชัดเจนต่อกรณีอาคาร สตง. ถล่ม ในเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อ 28 มี.ค. 68 ซึ่งกำลังจะครบรอบ 1 ปีเหตุความสูญเสียในอีก 1 เดือนจากนี้
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ The Active จึงลงพื้นที่บริเวณใกล้กับจุดเกิดเหตุตึก สตง.ถล่ม เพื่อฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งต่างก็บอกว่า จากวันนั้นจนถึงวันนี้ “ยังไม่เห็นใครต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น” มีเพียงการดำเนินคดีกับบริษัทเอกชน พร้อมทั้งได้ชวนทีม HAND Social Enterprise ที่ติดตามเรื่องนี้มาต่อเนื่องร่วมถอดบทเรียนปัญหา เพื่อมีข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่

สุภอรรถ โบสุวรรณ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND Social Enterprise บอกกับ The Active ว่า จากการติดตามเรื่องนี้มองเห็น 3 ความล้มเหลว ของภาครัฐ ประกอบด้วย
- ล้มเหลว ที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ แม้ว่าจะมีเหตุแผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่คาดคิด แต่มีอีกหลายปัจจัยที่จริง ๆ แล้ว สามารถทำให้ตึกไม่ถล่มได้
- ล้มเหลว ในการเอาคนผิดมาลงโทษ คือ อาจจะไม่ได้บอกว่าล้มเหลว 100% แม้ว่าจะมีการนำเอาผู้รับผิดชอบภาคเอกชนมารับผิด แต่เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบ หรือได้รับบทลงโทษจากเรื่องนี้
- ล้มเหลว ในการป้องกันการเกิดซ้ำ คือ ภาครัฐราชการไทยยังไม่มีแนวทางที่จะป้องกันปัญหาเกิดซ้ำ ยังไม่มีระบบ หรือการเปลี่ยนแปลงที่จะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย วิธีการ ที่จะทำให้สังคมมั่นใจ
“ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โครงสร้างในการดำเนินการต่าง ๆ ถ้ายังมีการสร้างตึกครั้งต่อไป หากเกิดโชคไม่ดี มีแผ่นดินไหว ก็ไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์มันจะเกิดซ้ำหรือไม่”
สุภอรรถ โบสุวรรณ
เปรียบเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม เหมือนฝีแตก!
เหตุตึก สตง.ถล่มสะท้อนภาพ “น้ำลดต่อผุด” อย่างชัดเจน สุภอรรถ ระบุว่า จากการสืบค้นข้อมูล พบ ตั้งแต่บริษัทผู้รับจ้างโครงการ ที่ถูกตั้งคำถามเรื่อง การเป็น “กิจการร่วมค้า” (Joint Venture) ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะโครงการสร้างตึก สตง. เพียงโครงการเดียว แต่กลับมีอีกหลายโครงการของรัฐที่มีลีกษณะนี้ แต่ตึก สตง. เหมือนเป็น “ฝีที่มันแตกใหม่” ส่วนโครงการอื่นอาจจะไม่ถล่ม แต่มีปัญหาเดียวกันในเรื่องความโปร่งใสในกิจการร่วมค้า
โดยเฉพาะเรื่องการเปิดเผยข้อมูล ว่ากิจการร่วมค้า ที่ต้องเปิดเผยว่า บริษัทไหนร่วมกับบริษัทไหน แต่สำหรับโครงการนี้ไม่ได้เปิดเผยข้อมูล และไม่ได้เปิดเผยว่าผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง หรือ การแบ่งสัดส่วนการรับผลประโยชน์การทำงานเป็นอย่างไร
“อย่างบริษัทที่ร่วมค้า ก็มาถูกเปิดเผยภายหลัง เราถึงจะทราบว่า อาจจะแบ่งกัน 51:49 หรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ว่า ณ วันแรกที่เกิดเหตุเราไม่รู้ นั่นคือต้องถามกลับไปว่า ถ้าเราอยากให้เกิดกลไกความรับผิดชอบของผู้ก่อสร้าง หรือประชาชนที่เป็นเจ้าของสิ่งนี้ เพราะเอางบประมาณจากภาษีประชาชนมาสร้าง เหตุใดประชาชนจึงไม่มีสิทธิ์ทราบว่าใครมารวมพวกกันให้มันเป็น Joint Venture แล้วก็มาจัดสรรแบ่งผลประโยชน์ แบ่งสัดส่วนในการจัดจ้างอย่างไร”
สุภอรรถ โบสุวรรณ
เปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างไม่หมด
รักษ์ป่า อู่สุวรรณ ผู้จัดการโครงการฯ HAND Social Enterprise ก็อธิบายว่า ที่สำคัญข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มา ไม่ใช่ข้อมูลที่มีการเปิดเผยให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ บางข้อมูลเปิดจริงแต่เปิดเผยไม่หมด เช่น ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามหลังตึกถล่มว่าใครเป็นผู้รับเหมาโครงการ ในเอกสารจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) ไม่มีบอกว่าเป็นการร่วมค้าระหว่างบริษัทใดบ้าง กระทั่งข้อมูลถูกค้นจากสื่อมวลชนประชาชน

“เหมือนทุนจีนเข้ามาแบบเปิดบริษัทไทยเพื่อบังหน้า แล้วก็ยังพบเครือข่ายของทุนจีนอีกหลาย 10 ที่ที่ไปเอาบริษัทไทยบังหน้า แล้วก็รับงานจัดซื้อจ้างของภาครัฐมูลค่าโครงการนับพันล้าน ซึ่งในหลายพันล้าน ก็มีการก่อสร้างล่าช้า ทิ้งงาน”
รักษ์ป่า อู่สุวรรณ
งบฯ สร้างตึก สตง. 2,000 ล้าน เบิกจ่ายแล้ว 600 ล้านบาท
สิ่งที่ประชาชนตั้งคำถาม อย่าง เรื่องงบประมาณที่จ่ายไปแล้ว รักษ์ป่า เปิดเผยว่า ในระบบจัดซื้อจัดจ้างเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ 600 ล้านบาท แต่คำถาม คือ การก่อสร้างที่มีทั้งรูปหลุด ไม่ว่าจะเป็นปล่องลิฟท์ คอนกรีตที่มีรอยแตก เป็นหลุม มีการตรวจรับงานผ่านกันมาได้อย่างไร ? นี่เป็นคำถามที่ยังไม่ได้รับคำชี้แจงจากหน่วยงานภาครัฐ
สุภอรรถ เสริมในประเด็น “การเปลี่ยนแบบ” ว่า จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่แค่อาคาร สตง. แต่อาคารอื่นที่ภาครัฐสร้าง อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่หน่วยงานหลายหลายหน่วยงานไม่รู้ แม้แต่หน่วยงานที่ทำหน้าที่เปิดเผย หรือประชาชนก็ไม่รู้ เพราะรายละเอียดการเปลี่ยนแบบ หรือเหตุผลในการเปลี่ยนแบบ ไม่ได้อยู่ในแพลตฟอร์มที่ภาครัฐเปิดเผยให้ประชาชน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่เวลาเกิดเหตุขึ้นเราจะใช้เวลานานในการหาข้อมูล เพราะข้อมูลนี้ต้องไปสืบ ไปค้นหา ต้องทำหนังสือขอ
“ถ้าเรามีโครงสร้างพื้นฐานในการเปิดเผยข้อมูลที่มีความแข็งแรงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ประชาชนรับรู้ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานติดตามตรวจสอบก็ทำงานง่ายขึ้นด้วย นอกจากนั้นเรายังพบปัญหาหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาในเชิงธุรกิจก่อสร้างที่รับงานภาครัฐ คือ การปลอมลายเซ็น”
“ผมไม่ได้บอกว่าใครผิด ใครถูกอาจจะมีการขายลายเซ็นก็เป็นได้ เพราะว่าที่เคยได้ยินมาก็ในบางธุรกิจก็มีการขายลายเซ็นผู้รับรอง แต่พอเกิดเหตุว่า ก็สามารถอ้างได้ว่า ฉันไม่ได้เซ็น ก็มีความความเกี่ยวข้องตรงนั้นได้ เห็นไหมครับว่าทุกอย่าง มันเหมือนเราไม่แข็งแรงตั้งแต่ต้น แล้วพอเสร็จแล้วมันพังคลืนมา ปัจจัยทุกปัจจัยมันทำให้เกิดเหตุการณ์”
สุภอรรถ โบสุวรรณ
สุภอรรถ ระบุอีกว่า การเปิดเผยข้อมูล อาจจะเป็นเรื่องที่คนยังไม่ตระหนักในความสำคัญ หรืออย่างภาครัฐก็มองว่า บางครั้งเมื่อเปิดเผยออกมาแล้วจะกลายเป็น “ความรับผิดชอบ” ขึ้นมา ดังนั้น เรื่องนี้เป็นหลักการง่าย ๆ แต่ภาครัฐยังไม่ได้เห็นความสำคัญ แต่กลับไปกลัวเสียอีกว่าเปิดไปเยอะ จะมีคนมาร้องเรียน มีจุดอ่อน มีจุดโหว่ ซึ่งจริง ๆ แล้วประชาชนที่จะมาร้องเรียนหรือช่วยกันตรวจสอบก็ต่อเมื่อเขามองเห็นความผิดปกติบางอย่าง
“มันเป็น Common Sense (สามัญสำนึก) เลยนะ ถ้าสมมติว่าคุณโปร่งใสจริง คุณต้องกล้าที่จะเปิดเผย แต่เรียนไว้อีกอย่างหนึ่งว่า การเปิดเผยข้อมูลอาจจะไม่ได้ช่วยทำให้ตึกไม่ถล่ม แต่ผมเชื่อว่าการเปิดเผยข้อมูล จะทำให้เราไม่ล้มเหลว คือ อย่างน้อยถ้าเกิดตึกถล่ม เราจะรู้ตัวเร็วหรือรู้ก่อนที่ตึกมันจะถล่ม ถ้ามีคนเอ๊ะ หรือคนไปดู แล้วการเอาคนมารับผิดชอบ หรือว่าแนวทางการดำเนินงานต่อไป มันจะคิดได้ง่ายทำได้ง่าย”
สุภอรรถ โบสุวรรณ

หวัง ‘รัฐบาลใหม่’ ติดตามเชิงรุก
ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND Social Enterprise ยังฝากการบ้านถึงรัฐบาลใหม่ 2 ข้อ ประกอบด้วย
- ตอนนี้คดีความอยู่ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องก็ตาม อยากให้รัฐบาลใหม่ดูแลการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ “กระบวนการยุติธรรมล่าช้า” คือ ต้องเร่งรัดหรือติดตามสอบถามความคืบหน้าอยู่เสมอ
- รัฐบาลใหม่มีความรับผิดชอบในการวางกลไกป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นอีก หรือหากเกิดต้องจำกัดความเสียหายให้น้อยที่สุด รู้เร็ว หรือให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้
‘ข้อตกลงคุณธรรม’ โครงการใหญ่ต้องมีผู้ตรวจสอบอิสระตั้งแต่เริ่มต้น
ขณะที่ รักษ์ป่า เสริมว่า อยากให้รัฐบาลใหม่มีมาตรการในเชิงนโยบายเพื่อป้องกันเหตุตั้งแต่ก่อนเกิด เพราะอย่างที่รู้รู้กันว่าโครงการนี้เข้าเกณฑ์ “ข้อตกลงคุณธรรม” (Integrity Pact) แต่พบว่า ไปเข้าตอนที่การร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) การหารือผู้รับเหมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้ผู้สังเกตการณ์ที่จะเข้ามาในโครงการข้อตกลงคุณธรรมไม่สามารถที่จะแก้ไขหรือทักท้วงประเด็นอะไรได้ หากในอนาคตต้องเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายหรือมาตรการ อยากให้ลองดูความสำคัญของโครงการข้อตกลงร่วมคุณธรรมด้วยว่าการที่มีผู้สังเกตการณ์ หรือว่ามีคนที่มีความเชี่ยวชาญมาร่วมตั้งแต่กระบวนการร่าง TOR จะเป็นหนึ่งในมาตรการที่เป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแบบกรณีนี้ และควรเป็นบุคคลที่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง
“แต่ถ้าพูดถึงข้อตกลงคุณธรรม เหมือนแว่วมาว่าทางรัฐบาลจะลดงบประมาณที่จะให้มาตรวจสอบในโครงการเหล่านี้ ในระดับ 1,000 ล้าน หรือ 500 ล้านบาท รู้สึกว่าการมีข้อตกลงคุณธรรม อาจจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ในหลายหลายส่วน อยากให้รัฐบาลลองมองความสำคัญของกลไกในนี้”
รักษ์ป่า อู่สุวรรณ
ความท้าทายตรวจคุณสมบัติผู้รับงาน-ตรวจรับงาน
สุภอรรถ ยังย้ำถึง การตรวจสอบคุณสมบัติของคนที่มารับจ้างงานภาครัฐ การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ มีความท้าทายว่าจะปรับเปลี่ยนกระบวนการอย่างไรในการตรวจสอบคุณสมบัติ (Due Diligence) ว่ามีคุณสมบัติพร้อมหรือไม่ รวมถึง “การตรวจรับงาน” ระเบียบราชการคือคนที่ไม่มีความรู้เรื่องตึกต้องไปตรวจรับงานตึก คนไม่รู้เรื่องลิฟต์ไปตรวจรับ ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นใจเจ้าหน้าที่ ที่อาจจะไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องของอาคารวิศวกรรม จะมาแก้อย่างไรให้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาเป็นคนตรวจรับ
“เหมือนบ้านเรา คอนโดฯ เรา เราตรวจรับเองไหม ก็ไม่ เราก็จ้างวิศวกรมามาตรวจรับคอนโด ตรงนี้มีน้ำรั่วหรือเปล่า ขนาดห้องคอนโดฯ เล็ก ๆ เรายังทำแบบนี้เลย ตึก สตง. พันล้าน เราไม่ทำได้อย่างไร”
สุภอรรถ โบสุวรรณ
