วิเคราะห์สนามเลือกตั้ง กทม. เมื่อ “ผู้ว่าฯ นอนมา” จับตาบทบาท “ส.ก.” ความหวัง ตรวจสอบถ่วงดุลเข้มข้น

กรุงเทพมหานคร ประกาศผลนับคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นทางการ 95% (29 มิ.ย. 69) จากหน่วยเลือกตั้ง 6,628 หน่วย ใน 50 เขต ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดอันดับ 1 คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ได้คะแนน 1,444,914 คะแนน (65.6%) อันดับ 2 มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ได้คะแนน 288,171 คะแนน (13.1%) อันดับ 3 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หมายเลข 10 ได้คะแนน 176,934 คะแนน (8%) ขณะที่สถิติผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 2,201,739 คน (49.7%) จากผู้มีสิทธิ์ 4,428,644 คน ขณะที่การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) มีผู้มาใช้สิทธิ 2,077,921 คน (47.4%) จากมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,384,693 คน 

การออกไปใช้สิทธิของคนกรุงในที่เพิ่งผ่านพ้นไป สะท้อนแง่มุมไหน ? ชี้ให้เห็นอะไร ? คาดหวังกับอนาคตของเมืองหลวงแห่งนี้ได้หรือไม่ ?

ผศ.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการนิด้าโพล ก็วิเคราะห์เรื่องนี้ ผ่านรายการ จับตาสถานการณ์ ไทยพีบีเอส ว่าถ้ามีคนมาใช้สิทธิ์มากกว่านี้ คะแนนของ ชัชชาติ ก็จะทะลุกว่านี้ เหตุผลส่วนหนึ่งที่คนออกมาใช้สิทธิ์น้อยหลายคนบอกว่าเป็นเพราะรู้อยู่แล้วว่าใครจะได้ บางคนบอกว่าเลือกใครไปก็เหมือนกัน ซึ่งจำนวนคนออกมาใช้สิทธิ์รอบนี้เป็นที่น่าผิดหวังมาก 

ส่วนปัจจัยที่ทำให้ ชัชชาติ ชนะการเลือกตั้งจากโพลที่ทำมาระหว่างการเลือกตั้ง พบว่า มี 3 เหตุผล คือ

  1. คนกรุงเทพฯ ต้องการเลือกผู้ว่าฯ อิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง แม้ว่าในการเลือกตั้ง กทม. ปี 2565 คนมองว่าชัชชาติสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ตลอด 4 ปี ชัชชาติ แสดงให้เห็นว่าไม่มีพรรคการเมืองอยู่ข้างหลัง จะเห็นได้จากการลงพื้นที่ทำงานจะไม่มี ส.ก. ไม่มีรัฐมนตรี นักการเมืองมายืนประกบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด กระทั่งการเลือกตั้ง 2566 และ 2569 ก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าสนับสนุนใคร

  2. คะแนนเสียงที่ได้มาในรอบนี้ มองว่ายังเป็นคนกลุ่มเดิมที่เคยเลือก และ ยังสามารถดึงคนรุ่นใหม่อายุ 18-35 ปี มาประมาณ 70-80% ที่ควรจะเป็นฐานของพรรคประชาชน นอกจากนี้ยังได้คะแนนเสียงจากเพื่อไทยเดิม และดึงจากฐานของพรรคประชาชน และพรรคอื่น ๆ มาด้วย ผลงานที่ทำมาแม้จะไม่โดดเด่นมา มีเพียง Traffy Fonduo แต่ไม่มีงานไหนที่ถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือถูกมองว่าเสียหายรุนแรง แก้ปัญหาประจำวันให้กับคนกรุงด้วย

  3. คู่แข่งคนละเบอร์ที่สู้ไม่ได้ เตรียมการมาน้อย 
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ ผู้ว่าฯ กทม.

เลือก ส.ก. ทำไม ? ประชาชน สนใจ “คนมากกว่าพรรค”

ส่วนสนามเลือกตั้ง ส.ก. นั้น สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับ The Active ว่าเป็นไปตามคาด ในแง่ที่ว่าเมื่อคนออกมาเลือกตั้งไม่เยอะมากไม่ถึง 50% ส.ก.คนเดิมก็ย่อมมีโอกาสมากกว่าอยู่แล้ว

แต่ที่สำคัญจะเห็นว่า กทม. ซึ่งเป็นสนามท้องถิ่นการให้ความสำคัญกับพรรคการเมือง จะไม่เท่ากับตัวบุคคล และจะเห็นว่าพรรคประชาชน ได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง แต่อาจไม่ถึงครึ่งของสภา กทม. ซึ่งการคว้ามาได้ 22 เขต ก็ถือว่ามีพลังและมากกว่าเดิม สามารถหาพันธมิตรแนวร่วมอิสระ หรือแนวร่วมอื่นที่สังกัดพรรคอีกเพียง 3-4 เสียง ก็เกินครึ่ง สามารถตรวจสอบผู้ว่าฯ ได้ในระดับที่ดี

ถ้าถามว่า คนให้ความสำคัญกับพรรคไม่เท่าตัวบุคคล อาจทำให้คนหน้าใหม่มีโอกาสเข้ามาทำงานได้น้อย ไม่มีอะไรจะมาทำลายบริบทนี้ได้เลยหรือ ? สติธร ให้คำตอบว่า นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาของรสนิยมในการโหวตของผู้คน

อันดับแรก ระบบเลือกตั้งท้องถิ่นที่เปิดให้ผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ หรือ ส.ก. ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองก็ได้ ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่บังคับให้ทุกคนต้องสังกัดพรรค ทำให้ ตัวบุคคล มีความสำคัญ คนจะพิจารณาเลือกในสนามใหญ่และท้องถิ่น

จริง ๆ มีความคล้าย โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บริหาร ระดับประเทศจะเห็นว่าคนจะพิจารณาที่ “แคนดิเดตนายกฯ” มากกว่า เพียงแต่ว่าระบบเลือกตั้งไม่มีบัตรนายกฯ ให้กา ก็ต้องกาผ่านพรรค ผ่าน สส.เขต จึงมีความสำคัญเหนือตัวบุคคล แต่ถ้าในสนามระดับประเทศมีให้เลือกนายกฯ โดยตรง เราจะพบปรากฏการณ์เดียวกัน ซึ่งเป็นปัญหาของระบบโครงสร้างการเลือกตั้งที่แตกต่างกัน

ขณะที่ การจัดการเลือกตั้งที่ทำให้คนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยกว่าระดับประเทศเสมอ คือ ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าให้กับประชาชน 

“พอคนออกมาใช้สิทธิ์น้อย แตกต่างกันชัดเจน อย่างรอบนี้ กทม. 49% พอเทียบกับเลือกตั้งระดับชาติที่เกือบ 70% คือ มีคน 20% ไม่ออกไปใช้สิทธิ์ ก็ทำให้ตัวบุคคลยิ่งมีความสำคัญ คือ เขาจะมีพลังเครือข่ายบ้านใหญ่ ตระกูลนักการเมือง สามารถดึงดูดผู้คนที่คุ้นเคย ใกล้ชิด ในชีวิตประจำวันให้ออกมาลงคะแนนช่วยเขาได้ ทำให้เขาได้คะแนนที่เราเรียกว่าคะแนนจัดตั้งพอสมควร ส่วนคนที่เป็นอิสระจากเครือข่ายเหล่านี้เขาไม่ออกมาเลือกตั้งเหมือนสนาม สส. เสียงจัดตั้งก็เลยเพียงพอที่จะทำให้ผู้สมัครที่ฝังลึกในพื้นที่ได้เปรียบมีโอกาสชนะ”

สติธร ธนานิธิโชติ 

สติธร ย้ำว่า จะโทษที่ระบบทั้งหมดไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็มาจากตัวผู้สมัครเอง ในการแข่งขันที่ไม่เข้มข้น เดิมพันไม่สูงย่อมทำให้คนมีแรงจูงใจออกมาใช้สิทธิ์น้อย เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองต้องมอง เพราะเมื่อการเลือกตั้งท้องถิ่นตัวบุคคลมีความสำคัญ จำเป็นต้องเฟ้นหาตัวบุคคลมาลงสมัครเพื่อจูงใจให้คนออกมาใช้สิทธิ์เยอะขึ้นในสนามท้องถิ่น

การเฝ้ามองสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ ข้อมูลหลายอย่างทำลายความเชื่อหรือทฤษฎีบางอย่างที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น สนามกรุงเทพฯ พิสูจน์ให้เห็นว่า ความจงรักภักดีต่อพรรค ไม่มีอยู่จริง รวมถึงการมองว่าคน กทม. มักจะโหวตฝ่ายค้านเพื่อไปคานอำนาจกับรัฐบาล รอบนี้พิสูจน์ชั้ดว่าเรื่องนี้ก็ไม่เสมอไป ในอดีตอาจจะเป็นเพียงความบังเอิญ 

สนาม ส.ก.ไม่ได้อิงการเมืองใหญ่

เช่นเดียวกับมุมมองของ รศ.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็บอกว่า ตัวเลขที่ปรากฏผ่านสนาม ส.ก. สะท้อนลักษณะปกติของการเมืองท้องถิ่น คือ ผู้สมัครเดิมหรือคนที่มีฐานเสียงในพื้นที่ยังมีความได้เปรียบสูง เพราะสนาม ส.ก. ไม่ได้ตัดสินจากกระแสการเมืองระดับใหญ่อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการดูแลพื้นที่ ความสัมพันธ์กับชุมชน เครือข่ายผู้สนับสนุน และความคุ้นเคยระหว่างผู้สมัครกับประชาชนในเขตนั้น ๆ

ดังนั้นการที่ ส.ก. คนเก่าหลายคนยังได้รับเลือกตั้ง จึงบอกเราว่า การเมืองระดับพื้นที่ ฐานเสียงจริง ยังมีน้ำหนักมาก และไม่ได้ถูกกวาดไปด้วยกระแสผู้ว่าฯ ทั้งหมด

ส่วนกรณีที่ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนยังได้รับเลือกตั้งจำนวนมาก ก็ต้องดูประกอบกับบริบทของตัวผู้สมัครด้วย เพราะบางส่วนไม่ใช่ฐานเสียงที่เกิดจากพรรคเพียงอย่างเดียว แต่มีการย้ายพรรค ย้ายกลุ่ม หรือมีฐานเสียงเดิมในพื้นที่ติดตัวมาด้วย พูดง่าย ๆ คือ คะแนน ส.ก. เป็นคะแนนที่ผสมกันระหว่างกระแสพรรคกับทุนทางการเมืองส่วนตัวของผู้สมัคร

“ความน่าสนใจจึงอยู่ตรงที่ แม้ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนจะทำผลงานได้ดีในหลายเขต แต่คะแนนนั้นไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังผู้สมัครผู้ว่าฯ ของพรรคในระดับเดียวกัน แปลว่าผู้เลือกตั้งกรุงเทพฯ แยกแยะการเลือก 2 ระดับได้ค่อนข้างชัด เลือกผู้ว่าฯ คนหนึ่งด้วยเหตุผลแบบหนึ่ง และเลือก ส.ก. อีกคนหนึ่งด้วยเหตุผลอีกแบบหนึ่ง”

รศ.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

จับตาการทำงาน 4 ปี ความหวัง “ตรวจสอบ-ถ่วงดุล” มีอยู่จริง

ทั้งนี้สัดส่วนจากผลเลือกตั้ง ส.ก. แสดงให้เห็น สภาฯ กทม. ที่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลผู้ว่าฯ ที่ได้รับคะแนนนิยมมหาศาลได้เป็นอย่างดี นี่คือสิ่งที่ สติธร เชื่อมั่น เพราะระบบนี้จะน่ากังวลอย่างมาก ถ้าผู้ว่าฯ ได้คะแนนล้นหลาม แล้วกลุ่มก้อน ส.ก.ที่ดูเหมือนว่าจะมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ว่าฯ เข้ามาเป็นเสียงข้างมาก จะทำให้คาดหวังเรื่องการตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าฯ ได้ยากมาก 

“เรื่องการตรวจสอบผู้ว่าฯ คาดหวังได้มากขึ้น แต่แม้ว่าโครงสร้างออกแบบมาให้ผู้ว่าฯ กับ สภา กทม.ต้องถ่วงดุลกัน แต่วิธีปฏิบัติและแนวทางที่ระบบออกแบบไว้ ส.ก.แต่ละคน เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ตรวจสอบแบบฝ่ายค้านในสนามการเมืองระดับชาติ 100% เพราะว่าต้องมีการพึ่งพาอาศัยกัน จะเห็นว่าสภา กทม. ตัว ส.ก. ตัวแทน 1 คน 1 เขต ในแง่งบประมาณยังมีบทบาทสำคัญในการแปรญัตติเพื่อเอางบประมาณลงไปที่เขตของตัวเองได้ ทำให้ ส.ก.ไม่ได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบหัวชนฝา”

“หมายความว่าอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลและเป็นประโยชน์กับเขตที่ตัวเองเป็นตัวแทนอยู่เขาจะสนับสนุนผู้ว่าฯ จะไม่ทำให้การเมืองติดขัด ขณะเดียวกันอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ไม่เป็นประโยชน์ต่อเขตที่เขาเป็นตัวแทนก็จะค้านเต็มที่ โครงสร้างแบบนี้ทำให้ฝ่ายบริหารย่ามใจไม่ได้ หรือ ส.ก.จะรวมพลังไปต่อรองผลประโยชน์กับผู้ว่าฯ โดยไม่ตรวจสอบเลยก็ไม่ได้ แบบนี้เป็นผลการเลือกตั้งที่ทำให้มีความหวังว่าการตรวจสอบถ่วงดุลมีอยู่จริง และไม่ขัดขวางการพัฒนากรุงเทพฯ”

สติธร ธนานิธิโชติ 

ขณะที่ ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ให้ความเห็นต่อการเลือกตั้งเมืองกรุง ผ่าน รายการพิเศษ อนาคตกรุงเทพฯ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 ทาง ไทยพีบีเอส โดยมองว่า สิ่งที่เป็นโจทย์ของ ชัชชาติ ในการเป็นผู้ว่าฯ กทม.ในสมัยที่ 2 คือ การทำสิ่งที่ยังไม่ได้ทำใน 4 ปีที่ผ่านมา จากนโยบาย 250 พลัส สิ่งที่ ชัชชาติ ทำเรื่อง เส้นเลือดฝอย มองว่ายังไม่ถูกแก้จนครบทุกเส้น มีอีกหลายเส้นที่ต้องไปขยาย ซึ่งใน 4 ปีหลังจากนี้เป็นเรื่องที่ต้องลุยต่อ เพราะเป็นผลงานที่จับต้องได้จริง 

และจากตัวเลข ส.ก.พรรคประชาชน ทำให้การตรวจสอบทีมบริหารจะมีความเข้มข้นอย่างมาก โดยเฉพาะแคมเปญหาเสียงชัดเจนมากว่าจะเน้นเรื่องการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน ดังนั้นความเป็นพรรคการเมืองในท้องถิ่นต่างจากการเมืองระดับชาติ มีบางเรื่องที่เป็นวาระการตรวจสอบ มีทั้งการร่วมมือทำงาน และอีก 4 ปีข้างหน้าจะได้เห็นการตรวจสอบอีกมาก

“แม้ว่าในช่วงหาเสียงเลือกตั้งจะทำอะไรชัชชาติไม่ได้ แต่เมื่อเรื่องทุจริตถูกจุดขึ้นมาแล้ว และยังไม่เห็นผลว่าแก้อย่างไร เรื่องนี้จะอยู่ในความสนใจ แม้ว่าชัชชาติจะชี้แจงขั้นตอนดำเนินการแล้ว แต่นั่นเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย ขณะที่ความรู้สึกของคนก็ยังเคลือบแคลงสงสัย เชื่อว่าเรื่องการถูกตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในอีกหลายเรื่องที่ชัชชาติจะเจอในอีก 4 ปีนี้ ส่วนปัญหาปากท้องที่เป็นอีกโจทย์ใหญ่ แม้อาจไม่ใช่หน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. แต่เขามีหน้าที่ในการสร้างสภาวะแวดล้อมให้เราใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย”

ปุรวิชญ์ วัฒนสุข

จากคะแนน ส.ก. ที่เห็นในแต่ละเขต ปุรวิชญ์ ก็ชี้ว่า ส.ก. คนเดิมจะถูกล้มยากมาก สะท้อนว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นแตกต่างจากระดับชาติ คือ คนจะมองว่า ส.ก. ช่วยแก้ปัญหา หน้าบ้าน ให้ได้ไหม ส.ก.คนเดิมที่มีผลงาน ลงพื้นที่ตลอด ทำงานจริง ชาวบ้านจำหน้าได้ อย่างไรก็มีแต้มต่อ และ พรรคไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดเท่าคนที่ทำงานจริง 

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active