มุ่งขับเคลื่อน “สภาโปร่งใส” ลุยรื้อระบบงบฯ กทม. สั่งเปิดข้อมูลโปร่งใส 100% เล็งดัน ตั้งสำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภา กทม. อุดรอยรั่ว นำข้อมูลโครงสร้างงบประมาณ ย่อยให้เข้าใจง่าย พร้อมย้ำ ข้อมูลแน่น-สื่อสารดี ชนะกระแสรักตัวบุคคลได้
“ขอยืนยันว่าการพิจารณางบประมาณให้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ไม่ใช่ความเพ้อฝัน การทำสภา กทม.ให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพ คือความปกติที่ควรจะเป็นมานานแล้ว ในฐานะตัวแทนของประชาชนจากการเลือกตั้งทางตรงเหมือนกันกับเพื่อนสมาชิก เชื่อว่าพวกเราจะยกระดับสภา กทม. และทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นต่อไปอีก 4 ปีอย่างแน่นอน”
ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย
คำกล่าวแรก หลังขึ้นนั่งบัลลังก์ทำหน้าที่ ประธานสภากรุงเทพมหานคร ของ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย หรือ ส.ก.เนอส สก.บางซื่อ จากพรรคประชาชน หลังที่ประชุมสภา กทม.มีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 39 เสียง ทำภัทราภรณ์ กลายเป็นประธานสภา กทม.หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์
ภัทราภรณ์ ยังได้แสดงวิสัยทัศน์หลังได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานสภา กทม. ว่าตั้งใจจะยกระดับให้สภากรุงเทพมหานครเป็นสภาที่ โปร่งใส และ ตรวจสอบได้
- สภาโปร่งใส – เสนอให้เปิดเผยข้อมูลการทำงานของสภามากขึ้น ผ่านการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการ ทั้งคณะกรรมการสามัญและวิสามัญทุกชุด ยกเว้นกรณีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือมีข้อมูลของบุคคลที่สามและบริษัทเอกชนที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย จึงสามารถปิดการถ่ายทอดสดได้
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เปิดเผยผลการลงมติและสถิติการเข้าประชุมของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) แบบอัตโนมัติ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามการทำหน้าที่ของ ส.ก. ในพื้นที่ของตัวเองได้ - สภาตรวจสอบได้ – หนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลงบประมาณของกรุงเทพมหานครมากขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรม Hack งบประมาณ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจโครงสร้างงบประมาณ และร่วมกันตรวจสอบการใช้งบประมาณของ กทม.
ขณะเดียวกัน เสนอจัดตั้ง ‘สำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภากรุงเทพมหานคร’ เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์งบประมาณ การจัดทำข้อมูลประกอบการพิจารณา และช่วยในการยกร่างข้อบัญญัติให้ตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่ของประชาชนมากยิ่งขึ้น

เปิดประวัติ ส.ก.เนอส ก่อนนั่งเก้าอี้ประธานสภา กทม.หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์
ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย หรือ ส.ก.เนอส จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะข้ามสายไปคว้าปริญญาโทด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Master of Supply Chain Management) จากมหาวิทยาลัยแห่งเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย พร้อมด้วยประกาศนียบัตรเฉพาะทางด้านกลยุทธ์การตลาดและหลักสูตรผู้บริหารจากสถาบันเดียวกัน
ประวัติการทำงานก่อนเข้าสู่เส้นทางสายการเมือง เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลูกอัดและเศษเหล็กไทย จำกัด รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้ง (Founder) ธุรกิจบ้านเช่าเหมาหลัง ซึ่งประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานในภาคธุรกิจนี้เอง ที่ถูกนำมาปรับใช้กับการ รื้อและแกะ โครงสร้างงบประมาณของกรุงเทพฯ ในเวลาต่อมา
ในฐานะ สก.เขตบางซื่อ ผลงานเชิงประจักษ์ในพื้นที่ เช่น ผลักดันงบฯ แก้น้ำท่วมเรื้อรังเขตบางซื่อ ที่ท่วมซ้ำซากมานับ 10 ปี ด้วยการปรับปรุงซ่อมแซมแนวเขื่อน 5 จุด, งบฯ ไฟโซล่าเซลล์ใน 14 ชุมชนโดยให้ชุมชนชี้จุดติดตั้งเอง จนถึงงบฯ ติดตั้งไฟโซลาเซลล์เสาใหญ่บนทางเดินริมคลอง 8 คลอง รวม 394 จุดในบางซื่อ, ปรับปรุงศูนย์นันทนาการเตชะวณิช เพื่อตอบรับชาวบางซื่อทุกช่วงวัยผ่านการรับฟังผู้เข้าใช้งานจริง ออกแบบปรับสภาพภายในให้มีทั้ง Co-working Space สตูดิโออัดเสียงและห้องดนตรี พื้นที่กิจกรรมผู้สูงวัยที่มีอุปกรณ์พร้อม ปรับปรุงโครงสร้าง ความสะอาดและความปลอดภัย เสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ มี.ค.68
รวมถึง ผลักดันพื้นที่สาธารณะด้วยการร่วมกันออกแบบบางซื่อโดยคนบางซื่อ งบฯ เพื่อเริ่มก่อสร้างในปี 69 แล้ว โดยมีลู่วิ่ง ทางจักรยาน จุดจอดจักรยาน สนามเด็กเล่น จุดออกกำลังกาย สวนนั่งพัก สวนนวดเท้า ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในสภา กทม. ทั้งในฐานะกรรมการคณะกรรมการการจราจรและขนส่ง/เศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และการงบประมาณ, ประธานคณะกรรมการการรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการให้บริการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยในสถานพยาบาลสังกัด กทม.
มุ่งขับเคลื่อน “สภาโปร่งใส” ชี้อำนาจ ส.ก. ทะลุเพดานชี้ชะตางบฯ แสนล้าน
ก่อนหน้านี้ สก.เนอส ได้ให้สัมภาษณ์ใน รายการข่าวเจาะย่อโลก ไทยพีบีเอส เล่าถึงการเสนอตัวเข้าชิงตำแหน่งประธานสภาฯ กทม. ในครั้งนี้ไม่ได้ยึดติดที่ตัวตำแหน่ง แต่อยู่ที่การผลักดันวาระ และทิศทางของเมืองภายใต้แนวคิด สภาโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนพยายามต่อสู้มาโดยตลอด 4 ปี และพร้อมจะเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างเต็มที่
เธอ อธิบายถึงบทบาทหน้าที่ของ ส.ก. มีการยกระดับขยับเพดานขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมในปี 65 ที่ผู้สมัครหรือประชาชนอาจมองว่า สก. มีหน้าที่เพียงงานสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น การซ่อมถนน ซ่อมไฟฟ้า หรือการลอกท่อ แต่เมื่อได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่จริงพบว่าสามารถขยายขอบเขตงานไปถึงระดับการซ่อมเขื่อน และที่สำคัญที่สุดคือการมีส่วนร่วมชี้เป็นชี้ตาย งบประมาณของกรุงเทพมหานครที่มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท

แม้ในทางกฎหมาย ส.ก. จะมีเพียงอำนาจในการประสานงานและไม่มีอำนาจในการบริหาร รวมถึงขอบเขตงานควรจะจบอยู่แค่ภายใน กทม. ร่วมกับฝ่ายบริหาร แต่จากการลงพื้นที่จริง ส.ก. ได้ขยายขอบเขตโดยประสานงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกที่มีปัญหาได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเช่นเดียวกัน จนนำไปสู่ความร่วมมือในการดึงงบประมาณจากหน่วยงานต่าง ๆ มาช่วยแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเพดานอำนาจหน้าที่ของ ส.ก. และตำแหน่งประธานสภา กทม. สามารถขยับขยายขึ้นได้เรื่อย ๆ อย่างไม่มีขีดจำกัดตราบใดที่มุ่งมั่นแก้ไขปัญหา
ส.ก.เนอส ยังเล่าเกี่ยวกับบุคลิกภาพในการทำงานในสภา กทม. ที่ถูกมองว่ามีความดุดัน กระฉับกระเฉง หรือในมุมของคนรุ่นใหม่ที่อาจใช้คำว่า “เฟียส” นั้น บุคลิกดังกล่าวเป็นเพียงบทบาทหน้าที่ในสภาที่จำเป็นต้องนำเอาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเข้าไปสะท้อนให้ฝ่ายบริหารรับรู้ รวมถึงในการตรวจสอบการส่อทุจริตต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขอย่างจริงจัง จึงไม่ใช่เรื่องผิดที่จะแสดงความดุดัน โดยในการทำงานจะยึดวาระเป็นหลักและต้องเก็บความน่ารักเอาไว้ก่อน แต่หากเป็นการลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนในพื้นที่เขตบางซื่อ จะมีความอ่อนโยนและน่ารักกว่าการทำงานในสภาอีกระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังได้ย้อนถึงภาพจำแรกที่ประชาชน กทม.และทั่วประเทศจดจำได้ ในช่วงการพิจารณางบฯ กทม. สมัยที่แล้ว ซึ่งตนในฐานะ ส.ก. พรรคประชาชน ได้มีการถกเถียงอย่างเข้มข้นกับกลุ่ม ส.ก. จากพรรคเพื่อไทย ในประเด็นเรื่องการเสนอให้คนนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบงบประมาณ ซึ่งถือเป็นลักษณะการทำงานปกติที่มุ่งเน้นความโปร่งใส
สำหรับการตรวจสอบการทำงานของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงประเด็นข้อร้องเรียนทุจริตในหมู่ข้าราชการ กทม. ทั้ง 50 เขต และกรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายนั้น เธอมองว่า ที่ผ่านมามาตรฐานการตรวจสอบยังไปไม่สุดขอบเขต แต่ในรอบนี้พรรคประชาชนมีสมาชิก ส.ก. เพิ่มขึ้นรวมเป็น 22 คน ซึ่งจะช่วยเข้ามาทลายข้อจำกัดเดิม ทำให้การตรวจสอบมีความเข้มข้นและครอบคลุมรอบด้านมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากที่ผ่านมา ส.ก. มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคลอย่างรุนแรง เมื่อชนะเลือกตั้งเข้ามาต้องทำงานตัวคนเดียวเดี่ยว ๆ โดยไม่มีผู้ช่วยแม้แต่คนเดียว แต่ต้องแบกรับภาระงานทั้งการลงพื้นที่ดูแลประชาชน การนำเรื่องร้องเรียนเข้าสู่สภา และการตรวจสอบงบประมาณที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีไม่ใช่เฉพาะช่วงพิจารณางบประมาณ ซึ่งเป็นภาระงานที่หนักจนเกือบถึงขีดจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่ การมี ส.ก. เพิ่มขึ้น จึงจะช่วยกระจายงาน และเจาะลึกข้อมูลได้ดีกว่าเดิม
ชูนโยบาย ตั้ง “สำนักงานวิชาการและงบประมาณฯ” ยุติระบบ ส.ก. นั่งแกะข้อมูลเอง
ส.ก.เนอส ยังกล่าวถึงหนึ่งในวาระสำคัญสูงสุดที่พรรคประชาชนพร้อมผลักดันหากได้ปักธงตำแหน่งประธานสภา กทม. คือ การจัดตั้งสำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีการจ้างงานข้าราชการหรือพนักงานจ้างเหมาเข้ามาทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานของ สก. โดยตรง
“สำนักงานดังกล่าวจะเข้ามาอุดรอยรั่วสำคัญในการทำงาน โดยมีหน้าที่ประสานงานกับสำนักงบประมาณ กทม. เพื่อนำข้อมูลโครงสร้างงบประมาณมาย่อยให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจล่วงหน้า เช่น การทำตารางเปรียบเทียบราคากลางของครุภัณฑ์ทุกประเภท ซึ่งในปัจจุบัน กทม. ยังไม่มีระบบดังกล่าว ส่งผลให้ ส.ก. แต่ละคนหากต้องการตรวจสอบงบประมาณ จะต้องไปค้นหาและนั่งแกะข้อมูลในระบบด้วยตนเอง ซึ่งสิ้นเปลืองเวลาเป็นอย่างมาก”
ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย
นอกจากนี้ สำนักงานวิชาการฯ จะเข้ามาสนับสนุนการร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบัน ส.ก. ต้องไปทำการบ้านจากภายนอกด้วยตนเองแล้วจึงนำมาหารือกับฝ่ายกฎหมายของสภาโดยไม่มีหน่วยงานสนับสนุน สำนักงานนี้จึงจะเข้ามาช่วยรวบรวมสถิติข้อมูลในอดีตว่าเคยมีการแก้ไขข้อบัญญัติมาแล้วเท่าใด มีข้อกฎหมายตัวใดที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันบ้าง ซึ่งจะช่วยลดภาระงานของ ส.ก. และทำให้การออกข้อบัญญัติเพื่อประโยชน์ของเมืองมีความเข้มข้นและรวดเร็วขึ้น
เปิดใจเตรียมรับมือทัวร์ลง หากตรวจสอบ “ชัชชาติ” ย้ำข้อมูลแน่น-สื่อสารดี ชนะกระแสรักตัวบุคคลได้
สำหรับความท้าทายทางการเมืองเกี่ยวกับการตรวจสอบฝ่ายบริหารท่ามกลางกระแสความนิยมที่หนาแน่นของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นั้น ประธานสภา กทม. คนล่าสุดกล่าวว่า เธอเองเคยมีประสบการณ์ตรงในการเผชิญหน้ากับกระแสวิพากษ์วิจารณ์หรือปรากฏการณ์ทัวร์ลง จากกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายบริหารมาแล้ว
โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงการตรวจสอบงบประมาณปี 69 โดยตนได้ทำหน้าที่อภิปรายเปิดโปงงบฯ ปรับปรุงอาคารสภา กทม. มูลค่ารวม 197 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีส่วนต่างสูงถึงกว่า 90 ล้านบาท ในการทำงานครั้งนั้นยอมรับว่ามีความเครียดสูงมาก เนื่องจากต้องใช้เวลาในการจมอยู่กับข้อมูลเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวนานถึง 2 เดือน และตระหนักดีว่าต้องเผชิญหน้ากับกระแสต่อต้านจากผู้ที่รักและศรัทธาในตัวผู้ว่าฯ กทม. อย่างแน่นอน
สิ่งที่ทำในตอนนั้นคือ การมุ่งมั่นทำข้อมูลให้มีความละเอียดรอบคอบที่สุด และเรียบเรียงคำอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งผลลัพธ์ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับในเชิงบวกจากประชาชนดีเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
“สุดท้าย เนอส มองว่า เรื่องการบูชาตัวบุคคลนั้น มันเป็นสิ่งที่เราสามารถก้าวข้ามและผ่านไปได้ ถ้าหากเราทำงานหนักมากพอ มีข้อมูลที่ละเอียดรอบคอบมากพอ และมีการสื่อสารที่ดีมากพอ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้และเข้าใจถึงข้อมูลข้อเท็จจริงที่เราต้องการสื่อสารจริง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้เวลาและความทุ่มเทอย่างที่สุดกับมัน”
ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย
