War room ภาคประชาชน ลุยมาตรการ “จัดการขยะ” หลังน้ำท่วม

แบ่งขยะเป็น 2 ประเภท หาแนวร่วมซ่อมหรือ ทิ้งแบบคุ้มค่า ผุดไอเดีย ชวนเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม นำขยะน้ำท่วมเป็นพลังงานไฟฟ้า

วันนี้ (29 พ.ย. 2568) หลังสถานการณ์น้ำท่วม จ.สงขลา เริ่มคลี่คลายลง ปัญหาหนึ่งที่ตามมาคือขยะจำนวนมหาศาล ที่เกิดขึ้นหลังน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นขยะที่ลอยมากับน้ำ หรือ ข้าวของเสียหายจากน้ำท่วม  โดย 1 ใน 11 ประเด็นการจัดการภัยพิบัติ ของ War room ภาคประชาชน โดย ThaiPBS ร่วมมูลนิธิกระจกเงาและภาคีเครือข่าย คือ “การจัดการขยะ” (Big Cleaning)

ธีรภัทร์ มีเดช อาสาสมัคร War room ภาคประชาชน เจ้าของช่อง ดร.แมน ย่อยข่าว เผยว่าเข้ามาร่วมดูแลในเรื่องการจัดการขยะ Big Cleaning ที่จะดูแลเรื่องของการทำความสะอาด และการซ่อมแซมบูรณะ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ได้รับมา 

ธีรภัทร์ บอกว่า แม้ว่าจะไม่ได้มีความรู้เรื่องการจัดการขยะมาก่อน แต่จากการเปิดรับอาสาสมัครในวันแรก มีการตั้งกลุ่มเกิดขึ้นและหลายคนเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด แต่เรื่องการจัดการขยะไม่มีใครอาสาเป็นเจ้าภาพ เขาจึงอาสามาเป็นตัวนำในประเด็นนี้ให้

และจากการได้พูดคุยในกลุ่ม ค้นพบแนวทางในการจัดการขยะในพื้นที่น้ำท่วมว่า จะแบ่งแยกขยะออกเป็น 2 ส่วน คือ ขยะในครัวเรือน มีทั้งขยะที่ต้องนำไปทิ้ง และ ขยะที่แยกและนำไปซ่อมแซม ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อม ปัจจุบันยังพบปัญหาว่าชาวบ้านไม่รู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไรในการนำของไปซ่อม ไม่รู้ช่องทางการติดต่อ เนื่องจากร้านซ่อมในพื้นที่ก็เจอภัยพิบัติเช่นกัน

“ผมคิดว่าจังหวะนี้จะต้องรีบส่งคนนอกพื้นที่ เข้าไปช่วยอย่างเร่งด่วน โดยตั้งเป็นศูนย์กลางในการจัดการ อาจจะเป็นสถาบันการศึกษา นักศึกษาอาชีวะลงไปช่วย เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของประชาชนในพื้นที่ภัยพิบัติลงไป”
ธีรภัทร์ มีเดช

ธีรภัทร์ กล่าวว่า สำหรับขยะที่เสียหายต้องนำไปทิ้งมีข้อเสนอว่าจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าได้หรือไม่ สิ่งที่จะต้องดำเนินการประสานหลังจากนี้ คือ อยากให้โรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานขยะ นำขยะไปแปลงเป็นพลังงาน ซึ่งตอนนี้ยังขาดองค์ความรู้ จำเป็นต้องหาผู้ที่และการจัดการ เข้ามามีส่วนร่วม มาให้คำปรึกษา ว่าขยะชนิดนี้คุ้มค่าแก่การนำไปเผาหรือไม่

“เพราะเขาเป็นเจ้าของธุรกิจเค้าจะมองเห็นความคุ้มค่าของขยะ เช่น หากขยะมีความชื้น หรือมีโคลนอาจจะทำให้เตาตันได้ อาจไม่คุ้มค่าในทางธุรกิจ โดยอาจจะนำเขามาเป็นผู้มีส่วนร่วม ให้คำปรึกษา ว่าอะไรที่จะทำให้ธุรกิจเขาเกิดความคุ้มค่าคุ้ม และสามารถทำได้ในระยะยาว จุดอ่อนคือในกลุ่มอาสาภาคประชาชน ไม่มีใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมขยะ เราอาจจะต้องมาร่วมช่วยกันลิสต์รายชื่อ และประสานในรัศมีที่อยู่ไม่ไกลมากจากพื้นที่ประสบอุทกภัย”
ธีรภัทร์ มีเดช

ธีรภัทร์ เป็นตัวแทนของภาคประชาชน ที่อยากสื่อสารเชิญชวนให้กับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะมีส่วนร่วม เพราะ ณ เวลานี้สิ่งที่ต้องทำคือการนำรถออกจากเส้นทาง หลังจากนั้นจะเป็นภาพที่ชาวบ้านเริ่มขนของที่เป็นขยะมากองบนถนน จำเป็นต้องหาจุดนำขยะไปพัก และมีการแยกขยะเกิดขึ้น ว่าขยะที่ควรนำไปทิ้ง อันไหนควรนำไปรีไซเคิล ขยะไหนนำไปเผาเป็นพลังงาน 

ขณะที่การจัดการขยะภายในบ้าน ที่ต้องทำความสะอาด ธีรภัทร์  ชี้ว่า ต้องมีการจัดตั้งทีมอาสาสมัคร ทำความสะอาด ซึ่งที่ผ่านมามูลนิธิกระจกเงาทำได้ดีอยู่แล้ว เช่น ในทรัพยากรที่จำกัด น้ำ 1 ถังจะทำอย่างไรให้สามารถทำความสะอาดได้ คุ้มค่าที่สุดในการทำความสะอาด แต่เขามีความเป็นห่วงว่าอาสาสมัครอาจมีไม่เพียงพอ

“ในช่วงเกิดวิกฤตแรก ๆ ทุกคนอยากจะเข้ามาเป็นอาสาสมัครจะมีคนเข้ามาร่วมเป็นจำนวน แต่ในช่วงท้ายอาสาสมัครเริ่มเหนื่อยล้า ทำให้มีจำนวนน้อยลง จำเป็นต้องหาอาสาสมัครไปเติมในช่วงนั้นด้วย”
ธีรภัทร์ มีเดช

ธีรภัทร์ บอกด้วยว่า จากเหตุมหาอุทกภัยที่หาดใหญ่ จ.สงขลา มีคนในครอบครัวเป็นประสบภัย แต่ไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ เกิดความรู้สึกหดหู่ และเมื่อมีโอกาสจึงตัดสินใจมาร่วมเป็นอาสาภาคประชาชน

ธีรภัทร์ ตั้งคำถามจากการจัดการของรัฐที่ควรจะมีระบบในการจัดการภัยพิบัติที่ดีกว่านี้ และควรทำได้ดีกว่านี้ หรือใช้เครื่องมือที่มีให้เกิดประโยชน์ เช่น\ ทำไมไม่ใช้ “หมอพร้อม” ในการเป็นช่องทางแจ้งข้อมูลผู้ประสบภัย ซึ่งสามารถทำระบบให้สามารถแจ้งพิกัดผู้ประสบภัยได้ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาจัดลำดับความสำคัญของแต่ละกรณี 

“รัฐมีแฟลตฟอร์มที่คนไทยจำนวนมากใช้อยู่แล้วในมือถือ และหมอพร้อมยังเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในช่วงสถานการณ์วิกฤติโควิด ที่สำคัญยังเป็นแพลตฟอร์มที่มีการระบุตัวตนของผู้ใช้งานอยู่แล้ว ข้อมูลปลอมจะน้อยมาก”
ธีรภัทร์ มีเดช

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active