นักวิชาการ จุฬาฯ ประเมินแนวโน้มสภาพภูมิอากาศและผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ เสนอทุกภาคส่วนปรับแผนบริหารจัดการน้ำสำรองล่วงหน้า 2 ปี พร้อมระบุโจทย์สำคัญของผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ เตรียมรับมือฝนตกหนักจากปรากฏการณ์โดมความร้อน แนะทำงานบูรณาการประสานข้ามหน่วย
ปรับแผนรับมือเอลนีโญทั่วไทย สำรองน้ำล่วงหน้า 2 ปี
รศ.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ The Active ถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่าอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้มีโอกาสเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อประเทศไทยยังคงต้องติดตามปัจจัยเรื่องกระแสลมและปรากฏการณ์ IOD (Indian Ocean Dipole) ร่วมด้วยมาตรการรับมือที่สำคัญในระดับนโยบาย คือ การวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ปี โดยเฉพาะการกักเก็บน้ำต้นทุนในช่วงที่มีฝนตก และการเตรียมพร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกไปสู่พืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อยและมีมูลค่าสูง เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่เกิดภาวะภัยแล้งยาวนาน
“การจัดทำแผนปฏิบัติการเรื่องน้ำของแต่ละจังหวัด ควรเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาแบบปีต่อปี เป็นการวางแผนบูรณาการระยะยาว 3-5 ปี ที่เชื่อมโยงงบประมาณและข้อมูลตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับประเทศ”
รศ.สุจริต คูณธนกุลวงศ์

บูรณาการ อุดช่องโหว่จัดการน้ำแบบแยกส่วน
รศ.สุจริต ยังกล่าวอีกว่า เพื่ออุดช่องโหว่ของกระบวนการจัดการน้ำในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมามักประสบปัญหาการของบประมาณแบบแยกส่วน ต่างฝ่ายต่างขอโครงการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในพื้นที่ของตนเอง เช่น แก้ปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม หรือความยากจน แยกขาดออกจากกัน
น้ำในสายน้ำเดียวกันมีความเชื่อมโยงทางกายภาพ หากแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ต้นน้ำได้สำเร็จ พื้นที่ปลายน้ำก็อาจไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม ดังนั้น การดำเนินงานในรูปแบบเดิมที่แยกงบประมาณตามขนาดโครงการ เช่น ท้องถิ่น จังหวัด ส่วนกลาง จึงไม่ตอบโจทย์ความยั่งยืน โครงการเข็มมุ่งฯ จึงเข้ามาสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ให้ทุกภาคส่วนในลุ่มน้ำเดียวกันร่วมกันคิดและจัดทำ “แผนบูรณาการเรื่องน้ำระดับจังหวัด” ที่มองไปข้างหน้า 3-5 ปี เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การแบ่งปันน้ำ และการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน
รับมือโดมความร้อน ต้นตอฝนตกหนักฉับพลันในเขตเมือง
สำหรับสถานการณ์น้ำในเขตเมือง รูปแบบของฝนตกหนักแบ่งเป็น 2 ลักษณะ
- ฝนจากพายุหมุนหรือแนวลำน้ำในอากาศ ที่พัดพาน้ำเข้ามาตกต่อเนื่อง
- ฝนที่เกิดจากปรากฏการณ์โดมความร้อน ในพื้นที่เมืองร้อน ซึ่งทำให้ความร้อนยกตัวขึ้นปะทะความเย็นและเกิดฝนตกหนักเฉพาะจุดในช่วงเย็น
ปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานด้านท่อระบายน้ำของกรุงเทพมหานครรองรับปริมาณฝนได้ประมาณ 60 มิลลิเมตร แต่แนวโน้มฝนตกหนักอาจสูงถึง 80 มิลลิเมตร การแก้ไขปัญหาจึงต้องพึ่งพาการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดหาพื้นที่พักน้ำ (แก้มลิง) โดยออกแบบสวนสาธารณะหรือพื้นที่หน่วงน้ำให้ลึกและกว้างขึ้น เพื่อรองรับน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ก่อนระบายลงสู่ระบบปกติ
วิสัยทัศน์ผู้ว่าฯ กทม.กับการบูรณาการแก้ปัญหาน้ำ 3 มิติ
รศ.สุจริต ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาด้านน้ำในกรุงเทพมหานครครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาน้ำเสีย และความเสี่ยงน้ำประปาเค็มในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ วิสัยทัศน์ที่สำคัญของผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ คือความสามารถในการบูรณาการแนวคิดเชิงโครงสร้าง เช่น การหมุนเวียนน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้ในช่วงฤดูแล้งเพื่อลดการใช้น้ำประปา รวมไปถึงทักษะในการประสานงานข้ามหน่วยงาน
เนื่องจากอำนาจการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานหลายส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังคงทับซ้อนกับหน่วยงานระดับกระทรวง เช่น กรมทางหลวง และกรมชลประทาน ผู้นำเมืองจึงต้องมีศักยภาพในการเชื่อมโยงการทำงานและงบประมาณจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม
