เปิดใจ ชาวบ้านบางบาล ล่าชื่อถวายฎีกา! หลังทนทุกข์เป็นพื้นที่รับน้ำซ้ำซาก กลายเป็น “ผู้เสียสละที่ถูกลืม”

“น้ำท่วมซ้ำซาก หนี้ท่วมหัว!” ชาวบางบาลถวายฎีกา ร้องขอความเป็นธรรม หลังถูกทิ้งให้เป็นพื้นที่รับน้ำ ยัน ชาวบ้านสู้ลำพัง จนสิ้นเนื้อประดาตัว คำว่า “เสียสละ” เพื่อคนกรุงเทพฯ กลายเป็นโซ่ตรวน ผูกมัดชีวิตมานานนับสิบปี รับสภาพจมอยู่กับน้ำท่วมซ้ำซากถึง 3 รอบในปีเดียว บ้านพัง นาเสียหาย หนี้สินพุ่ง วอนจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม ชดเชย เยียวยาเป็นธรรม ตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก

ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่เพียงเรื่องของภัยธรรมชาติ แต่คือ บาดแผลของผู้เสียสละ โดยเฉพาะ ชาวบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

ล่าสุดกลุ่มตัวแทนเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่รับน้ำนำโดย รสสุคนธ์ งามจั่นศรี ชาวบ้านหมู่ 3 ตำบลบางชะนี อ.บางบาล เป็นตัวแทนชาวบางบาล เปิดใจกับ The Active ออกมาเปิดเผยความอัดอั้น ภายหลังการรวมตัวล่ารายชื่อถวายฎีกา เพื่อขอพระราชทานความเป็นธรรมและแนวนโยบายแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

รสสุคนธ์ เล่าว่า ชาวบางบาลต้องแบกรับน้ำจากภาคเหนือเพื่อไม่ให้ท่วมกรุง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงหนี้สินที่พอกพูน และความล้มเหลวของมาตรการเยียวยาปี 2568 ซึ่งมีน้ำท่วมซ้ำซากถึง 3 รอบ บ้านเรือนพังทลาย หนี้ ธกส. ทะลุเพดานจนเข้าไม่ถึงนโยบายพักหนี้ แถมยังเจอวิกฤต ข้าวดีด และค่าไฟฟ้าสูบน้ำที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเองในวันที่ไม่มีรายได้มานานกว่า 5 เดือน วันนี้ชาวบางบาลและทุ่งรับน้ำใกล้เคียงกว่า 100 ชีวิต จึงรวบรวมความกล้าครั้งสุดท้าย ล่ารายชื่อถวายฎีกา เพื่อขอพระราชทานความเมตตาให้หน่วยงานรัฐเหลียวมองหัวใจของคนในพื้นที่รับน้ำอย่างเป็นธรรม

รสสุคนธ์ งามจั่นศรี ชาวบ้านหมู่ 3 ตำบลบางชะนี อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

“ชินแต่ไม่ชิน” วิถีชีวิตที่ต้องอยู่ข้างถนน

รสสุคนธ์ ยังเล่าว่า ชาวบ้านในพื้นที่ ต.บ้านกุ่ม ต.บางชะนี อ.บางบาล ต้องเผชิญกับน้ำที่ระบายมาทางดิ่งโดยไม่มีการกระจายไปยังทิศทางอื่น ทำให้น้ำเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมยาวนานถึง 4-5 เดือน ส่งผลให้ต้นไม้ที่ปลูกไว้ตายทั้งหมดและขาดรายได้เลี้ยงชีพ

“น้ำมาตั้งแต่สิงหาคม ขึ้น ๆ ลง ๆ ถึง 3 รอบในปีเดียว บางคนต้องไปเช่าบ้านอยู่ หรือไปอาศัยหลับนอนริมถนน ซึ่งมันไม่ใช่ชีวิตปกติที่เราควรเจอ”

รสสุคนธ์ งามจั่นศรี

แบกหนี้เกิน 3 แสน…แต่รัฐบอกให้ ‘ทบทวน’

วิกฤตสำคัญที่ซ้ำเติมเกษตรกร คือ ภาระหนี้สิน รสสุคนธ์ ระบุว่า นโยบายพักหนี้ของรัฐบาลที่จำกัดเพียงยอดหนี้ไม่เกิน 300,000 บาท ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ที่กู้เงินมาปรับปรุงพื้นที่นาตั้งแต่ปี 2550 ไม่ได้รับสิทธิ์นี้ “เราต้องไปกู้นอกระบบมาจ่ายดอกเบี้ย ธกส. ในช่วงน้ำท่วม ทั้งที่เราไม่มีรายได้เลย” นอกจากนี้ยังพบปัญหาวัชพืช ข้าวดีด ระบาดหนักเนื่องจากนโยบายห้ามเผาตอซังเพื่อลดมลพิษ แต่กลับไม่มีมาตรการสนับสนุนการจัดการที่มีประสิทธิภาพรองรับ

จากการรวบรวมรายชื่อประชาชนและเกษตรกรในทุ่งป่าโมก, บ้านแพน, บางบาล, ผักไห่, เจ้าเจ็ด, บางกุ้ง และบ้านกุ่ม หนังสือถวายฎีกา ได้ระบุข้อเรียกร้องสำคัญเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

  1. จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่รับน้ำแบบมีส่วนร่วม เพื่อจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม

  2. มาตรการชดเชยและเยียวยาที่เป็นธรรม สอดคล้องกับความเสียหายจริง ทั้งในและนอกคันกั้นน้ำ

  3. ยกเว้นค่าไฟฟ้าสำหรับการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ในพื้นที่รับน้ำ

  4. เร่งพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำและระบบส่งน้ำ เพื่อความมั่นคงทางการเกษตร

  5. จัดตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อให้ประชาชนสามารถ “อยู่กับน้ำได้”

  6. พัฒนาระบบเตือนภัยและสื่อสารข้อมูลน้ำ ที่เข้าถึงง่ายและทันเวลา

  7. จัดทำข้อบัญญัติและแบบบ้านยกพื้น ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่น้ำท่วม

ความหวังสุดท้ายในวันที่หลังพิงฝา

รสสุคนธ์ ยังทิ้งท้ายด้วยความอัดอั้นว่า ที่ผ่านมาพยายามร้องเรียนผ่านหน่วยงานต่างๆ แต่ได้รับเพียงคำตอบว่า ต้องนำไปทบทวน ซึ่งสร้างความทุกข์ใจให้ชาวบ้านอย่างมาก

“เรายอมรับที่เป็นทุ่งรับน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ให้ท่วมเขตอุตสาหกรรม แต่ผลที่ได้กลับเท่ากับคนอื่นที่ไม่ได้เสียสละอะไรเลย วันนี้เราเหมือนหมาจนตรอก จึงตัดสินใจถวายฎีกาเพื่อขอให้พระองค์ท่านช่วยเหลือ”

รสสุคนธ์ งามจั่นศรี

ปัจจุบัน ชาวบางบาลยังคงรอคอยคำตอบที่ชัดเจนและความช่วยเหลือที่จะมาเปลี่ยน “พื้นที่รับน้ำ” ให้เป็นพื้นที่แห่งความมั่นคงยั่งยืน ไม่ใช่พื้นที่ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับคราบน้ำตาและหนี้สิน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active