นครปฐมโมเดล! จัดการน้ำครบวงจร ปลดล็อกท้องถิ่น-ใช้ข้อมูลนำงบ ชูมิติใหม่ “ป้องกันก่อนเกิดเหตุ”

จากปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและวิกฤตน้ำเสียในลุ่มน้ำท่าจีน สู่ความสำเร็จของ “นครปฐมโมเดล” ทลายกำแพงการทำงานแบบไซโล ดึงงานวิจัยเป็นแกนกลางเชื่อมโยงภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาสังคม นำร่องใช้งบยับยั้งภัยพิบัติ “ก่อนเกิดเหตุ” บนฐานข้อมูลที่แม่นยำ ประหยัดงบเยียวยานับสิบล้าน

จังหวัดนครปฐม พื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำสำคัญแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งอุทกภัยและปัญหาน้ำเสีย โดยเฉพาะในคลองเจดีย์บูชา แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามแก้ไขปัญหา แต่ด้วยการทำงานที่ขาดการบูรณาการข้อมูลต่างคนต่างทำ ทำให้การแก้ปัญหายังไม่เกิดความยั่งยืน

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2568 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้คัดเลือกนครปฐมเป็น 1 ใน 5 จังหวัดนำร่อง เพื่อพัฒนากลไกจัดการเชิงระบบด้านการบริหารจัดการน้ำครบวงจร โดยดึงศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. และภาคประชาสังคมขึ้นมาเป็นแกนหลักขับเคลื่อน

ปลดล็อกความกลัว-สร้างพื้นที่กลางเชื่อมระดับนโยบายสู่ชุมชน

รศ.วีระศักดิ์ เครือเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐและท้องถิ่น (ฝ่าย 4) บพท. เปิดเผยถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า หัวใจหลักคือการสร้างกระบวนการที่เข้าไป “ปลดล็อก” ข้อจำกัดของท้องถิ่น

การขับเคลื่อนงานตรงนี้คือการสร้างกระบวนการที่ทำให้เขารู้ในเชิงเทคนิค ข้อกฎหมาย และกติกาการจัดการน้ำ เมื่อเขารู้แล้วก็ทำให้เขากล้าตัดสินใจเยอะขึ้น เป็นการปลดล็อกจากความไม่รู้และความกลัว

รศ.วีระศักดิ์ ยังเน้นย้ำว่า ปัญหาการจัดการน้ำของไทยคือผู้เล่นเยอะแต่ไม่หันหน้าคุยกัน นโยบายส่วนกลางลงไม่ถึงชุมชน โครงการนี้จึงทำหน้าที่เป็นเวทีกลาง ที่ประสานนโยบายไร้รอยต่อ และสะท้อนปัญหาจากพื้นที่กลับสู่นโยบายระดับชาติ นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ได้ หากปราศจาก “กระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลง” ที่ต้องเกิดจากความร่วมมือของคนในพื้นที่เอง

งานวิจัยทลายกำแพงไซโล พลิกโฉมจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม

ประเชิญ คนเทศ ทีมวิจัยการบริหารจัดการน้ำครบวงจร นครปฐม ขยายความถึงความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมว่า งานวิจัยชิ้นนี้เข้ามาอุดช่องโหว่ของการสั่งการแบบบนลงล่าง (Top-down) ที่ทำให้ท้องถิ่นเข้าไม่ถึงแผนแม่บทน้ำชาติ

อดีตที่ผ่านมานโยบายจัดการน้ำมักมาจากคนนอกบอกให้ทำ แต่งานวิจัยนี้เป็นการสร้างรูปแบบจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) ทำให้ อปท. เห็นภาพรวมและฉากทัศน์น้ำท่วมน้ำแล้งของตนเอง เคล็ดลับความสำเร็จคือ โครงการวิจัยทำหน้าที่เป็น ‘พื้นที่กลาง’ ที่เชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาพูดคุยกัน ทลายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่ต่างคนต่างทำ

ประเชิญ ระบุเพิ่มเติมว่า ผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือระบบการเตือนภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้บนฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ทำให้ในปีที่ผ่านมานครปฐมสามารถรับมือกับมวลน้ำได้โดยไม่เกิดผลกระทบวงกว้าง และเตรียมต่อยอดระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อยกระดับสู่การจัดการคุณภาพน้ำที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต

ใช้ข้อมูล-เทคโนโลยี สร้าง “มนุษย์ทองคำ” ขับเคลื่อนแผนน้ำชาติ

ผศ.ปริเวท วรรณโกวิท ทีมวิจัยการบริหารจัดการน้ำครบวงจร นครปฐม และหัวหน้าศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม มจธ. ระบุว่า โครงการได้ดึง อปท. ถึง 117 แห่งเข้ามาร่วมเรียนรู้และสร้างระบบช่วยตัดสินใจ หรือ (Decision Support System – DSS)

เราสร้างนักวิจัยในชุมชนที่เราเรียกว่า ’20 มนุษย์ทองคำ’ มาร่วมวิเคราะห์ผ่านแผนที่ Geo-Social Map ทำให้เห็นว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและต้องแก้อย่างไร เมื่อวิเคราะห์แล้วสามารถนำโครงการกรอกลงสู่ระบบ Thai Water Plan เพื่อดึงงบประมาณลงมาแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ”

ผศ.ปริเวท ย้ำว่า หากมีพื้นที่กลางให้ทุกหน่วยงานนำข้อมูลมาบูรณาการร่วมกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็น “แขนขา” ในพื้นที่ จะสามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว โดยเตรียมขยายผลโมเดลนี้ครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในลุ่มน้ำท่าจีนต่อไป

มิติใหม่นโยบายเชิงป้องกัน ใช้งบหลักแสน สกัดความเสียหายหลักล้าน

อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้อมูลงานวิจัย การร่วมมือของทุกหน่วยงาน ในจังหวัดที่ต่างคนต่างช่วยกัน ทำให้เห็นว่าการยกระดับนโยบายที่ใช้ “ข้อมูล” เป็นเข็มทิศในการตัดสินใจ โดยเฉพาะการใช้งบประมาณเชิงป้องกัน

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยเปิดช่องให้ผู้ว่าฯ สามารถใช้งบยับยั้งภัยพิบัติได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ หากเรามีฐานข้อมูลที่แม่นยำว่าปริมาณฝนหรือน้ำหนุนระดับนี้จะสร้างความเสียหายหนัก แทนที่จะปล่อยให้เกิดผลกระทบแล้วต้องใช้งบเยียวยานับสิบล้านบาท รวมถึงเงินเยียวยาจากรัฐบาลอีกรายละ 9,000 บาท เราตัดสินใจใช้งบเพียง 200,000 กว่าบาท ลงไปดำเนินการป้องกันในจุดเสี่ยงตามที่ข้อมูลระบุ ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง และทำให้ปีที่ผ่านมาไม่เกิดผลกระทบในวงกว้าง

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ยังเปิดเผยอีกว่า ก้าวต่อไปที่สำคัญคือ การจัดการปัญหาน้ำเสีย ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ประเด็นเร่งด่วนของจังหวัด โดยเตรียมนำ “โมเดลแหลมผักเบี้ย” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ใช้ธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ชุมชนและหมู่บ้านจัดสรร เพื่อลดการใช้พลังงาน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาส 100 ปี ชาตกาล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในปี พ.ศ. 2570

จาก “พื้นที่นำร่อง” สู่ “ต้นแบบ” การจัดการน้ำเพื่อสาธารณะ

“นครปฐมโมเดล” ถือเป็นต้นแบบ การแก้ไขปัญหาน้ำระดับชาติ ไม่สามารถฝากความหวังไว้ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือพึ่งพาสิ่งปลูกสร้างทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการ “เปิดใจ” และ “เปิดข้อมูล” เข้าหากัน

การเปลี่ยนบทบาทของงานวิจัยจากกระดาษบนหิ้ง สู่เครื่องมือสร้างกลไกการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง ทำให้มิติของการบริหารจัดการน้ำเปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นฝ่าย “ตั้งรับและเยียวยา” กลายเป็นฝ่าย “รุกและป้องกัน” ซึ่งไม่เพียงแต่รักษาเม็ดเงินงบประมาณของประเทศ แต่ยังหมายถึงการปกป้องวิถีชีวิต ทรัพย์สิน และคืนสายน้ำที่ใสสะอาดให้กลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active