อุตุฯ เตือน 4-7 พ.ค. นี้ ทั่วไทยร้อนจัด สลับพายุฤดูร้อน

วิกฤตสภาพอากาศแปรปรวน พายุฤดูร้อนพัดถล่มบ้านเรือนพังเสียหาย เช่นเดียวกับสวนทุเรียนเมืองจันท์ พายุพัดต้นหักโค่น ลูกทุเรียนที่เตรียมเก็บไม่กี่วัน ร่วงหล่นกว่า 100 ตัน เสียหายยับหลายล้าน

วันนี้ (3 พ.ค. 69) กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศทั่วไทย ยังคงต้องเผชิญกับสภาพอากาศ ร้อนถึงร้อนจัด ทะลุ 40 องศาเซลเซียส แต่ขณะเดียวกันก็มีความกดอากาศต่ำและลมความชื้นพัดเข้ามา ทำให้หลายพื้นที่ต้องระวังพายุฤดูร้อนและลมกระโชกแรง ดังนี้

  • ภาคเหนือ/กลาง: อากาศร้อนถึงร้อนจัด อุณหภูมิพุ่งแตะ 38-40 องศาเซลเซียส มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนอง 10% และต้องระวังลมกระโชกแรง

  • ภาคอีสาน: อุณหภูมิ 36-38 องศาเซลเซียส มีฝน 10% และลมแรง

  • ตะวันออก/กรุงเทพฯ และปริมณฑล: อุณหภูมิ 34-38 องศาเซลเซียส ร้อนตอนกลางวัน ฝนเพิ่มเป็น 20% มีลมกระโชกแรง

  • ภาคใต้: อุณหภูมิ 34-38 องศาเซลเซียส ฝนฟ้าคะนอง 20-30% ระวังคลื่นสูงกว่า 2 เมตรบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

เฝ้าระวังพายุฝนฟ้าคะนอง 4-7 พ.ค. นี้

ขณะที่แนวโน้มอากาศในช่วงวันที่ 4-7 พ.ค. 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นและมีลมกระโชกแรงบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งเพื่อป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง เช่นเดียวกับ ภาคใต้ ช่วงวันที่ 6-8 พ.ค. ต้องเตรียมรับมือกระแสลมตะวันออกที่จะทำให้ฝนตกหนักเพิ่มขึ้น คลื่นลมในอ่าวไทยและอันดามันจะสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

แนะเกษตรกรรับมือสภาพอากาศแปรปรวน

สภาพอากาศที่ร้อนจัดสลับฝนตก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตรและปศุสัตว์ เกษตรกรควรปรับตัวดังนี้ :

  1. ภาคเหนือและอีสาน: อากาศร้อนสลับฝนเป็นปัจจัยเร่งการระบาดของหนอนกระทู้และเพลี้ย ควรเร่งผูกยึดและค้ำยันกิ่งต้นไม้ให้มั่นคงรับมือลมแรง ด้านปศุสัตว์ควรฉีดน้ำหลังคาและติดพัดลมลดความเครียดให้สัตว์ และ งดการเผาป่าโดยเด็ดขาด

  2. ภาคกลางและตะวันออก: อากาศแห้งพืชคายน้ำมาก ควรใช้วัสดุคลุมดินรักษาความชื้น เฝ้าระวังเพลี้ยและไรดูดน้ำเลี้ยง รวมถึงหนอนเจาะผลทุเรียนและเพลี้ยแป้งในเงาะ ส่วนผู้เลี้ยงสัตว์น้ำควรลดความแออัด และเปิดเครื่องตีน้ำหลังฝนตกเพื่อป้องกันน้ำแยกชั้น

  3. ภาคใต้: เฝ้าระวังหนอนกระทู้ ด้วงงวง และด้วงแรดในสวนมะพร้าว และใช้วัสดุคลุมดินป้องกันพืชขาดน้ำ

นครสวรรค์พายุถล่ม บ้านพัง 20 หลัง

ขณะเดียวกันเมื่อช่วงค่ำวันที่ 2 พ.ค. 69 หมู่บ้านบุรีรัมย์ ต.ศาลเจ้าไก่ต่อ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ถูกพายุฤดูร้อนพัดถล่มอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 20 หลัง โดยเฉพาะกลุ่มบ้านไม้ 2 ชั้น ที่ถูกแรงพายุพัดหอบเอาหลังคาปลิวหายไปเกือบทั้งหลัง ทำให้ฝนสาดเข้าภายในบ้าน ทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งที่นอน เสื้อผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด

ซ้ำร้ายบ้านบางหลังยังถูกต้นไม้ขนาดใหญ่หักโค่นทับตัวบ้านจนพังเสียหาย ล่าสุด องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำหมู่บ้านกำลังเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นการด่วน

พายุพัดทุเรียนจันทบุรี ร่วงกว่า 100 ตัน เสียหายหลายล้าน

ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน พายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงพัดถล่มพื้นที่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับพื้นที่การเกษตรในจังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะต้นทุเรียนที่หักโค่นหลายแปลง ข้อมูลจากการลงพื้นที่สำรวจของเกษตรอำเภอขลุง และเกษตรอำเภอมะขาม พบพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักใน 3 ตำบล ได้แก่ ต.ตกพรม, ต.บ่อเวฬุ อ.ขลุง และ ต.อ่างคีรี อ.มะขาม คาดการณ์ว่ามีเกษตรกรเดือดร้อน 77 ราย พื้นที่ประสบภัยกว่า 58 ไร่ ปริมาณผลผลิตร่วงหล่นกว่า 100 ตัน

สมลักษณ์ จตุพลัง เจ้าของสวนทุเรียน บอกว่า ความน่าเสียดายคือ ทุเรียนเหล่านี้กำลังจะครบกำหนดเก็บเกี่ยวในอีกเพียง 5-10 วันเท่านั้น

เจ้าของสวนทุเรียนอีกแห่งในพื้นที่ ก็ระบุว่า โดนพายุพัดต้นทุเรียนหักโค่นไปถึง 40 ต้น จากที่ปลูกทุเรียนไว้ 400 ต้น ผลผลิตร่วงหล่นราว 30 ตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 4 ล้านบาท

ขณะที่เจ้าของสวนอีกแห่ง ก็ระบุว่า สวนทุเรียนพึ่งจะให้ผลผลิตเป็นปีแรกแต่กลับต้องมาโดนพายุพัดเสียหาย ทุเรียนร่วงไป 1.5 ตัน สูญเงินไปราว 150,000 – 200,000 บาท

สำหรับผลผลิตกว่า 100 ตันที่ร่วงหล่น ร้อยละ 80 เป็นทุเรียนที่เริ่มเข้าสี (ใกล้เก็บเกี่ยวและมีมูลค่าสูงสุด) เกษตรกรต้องเร่งประสานผู้ประกอบการห้องเย็น 2-3 ราย เพื่อรับซื้อไปแปรรูปเป็นเนื้อทุเรียนสำหรับทำไอศกรีม ส่วนอีกร้อยละ 20 เป็นทุเรียนอ่อน ต้องนำไปกวนหรือทำปุ๋ยหมักเพื่อบรรเทาความเสียหาย วิกฤตครั้งนี้อาจส่งผลให้ผลผลิตออกสู่มือผู้บริโภคล่าช้า และคุณภาพไม่ได้ตามเป้า ซึ่งสวนทางกับกระแสการไลฟ์ขายทุเรียนออนไลน์ที่กำลังฟีเวอร์ โดยเฉพาะแคมเปญทุเรียนลูกละ 100 บาทที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active