เจาะลึกแผ่นดินไหว “เวเนซุเอลา” ถอดรหัสความเสี่ยง สู่บทเรียนเตือนภัย ตึกสูงกรุงเทพฯ

บทเรียนความสูญเสียจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 100 ปี นำมาสู่การประเมินความเสี่ยงของไทยทั้ง การจับตารอยเลื่อนและตั้งรับสู่การปรับปรุงโครงสร้างต้านแผ่นดินไหวเพื่อความปลอดภัยระดับชาติในอนาคต

จากการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ห่างกันเพียง 40 วินาที ทางตอนเหนือของเวเนซุเอลา ส่งผลให้อาคารพังถล่มและมียอดผู้เสียชีวิตล่าสุดกว่า 1,430 คน เหตุการณ์นี้นำมาสู่การประเมินความเสี่ยงของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่ตั้งอยู่บนแอ่งดินอ่อนซึ่งสามารถขยายแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 3 เท่า พร้อมเจาะลึก 3 รอยเลื่อนสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง และแนวทางยกระดับมาตรฐานวิศวกรรมอาคารเพื่อรับมือภัยพิบัติในอนาค

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 18.04 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 บริเวณรัฐการาโบโบ ห่างจากกรุงการากัสไปทางตะวันตกราว 20 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 22 กิโลเมตร หลังจากนั้นเพียง 40 วินาที ได้เกิดแผ่นดินไหวระลอกสองที่รุนแรงกว่าในขนาด 7.5 ห่างจากจุดแรก 45 กิโลเมตร ที่ความลึกเพียง 10 กิโลเมตร

แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้อาคารหลายแห่งในเมืองหลวงพังถล่มลงมาทั้งหลัง ระบบสาธารณูปโภคถูกตัดขาด ประชาชนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดท่ามกลางความโกลาหล เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทันที

ข้อมูลอัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,430 คน ผู้บาดเจ็บมากกว่า 3,200 คน และประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 3,100 คน เจ้าหน้าที่ประเมินว่ามีศพมากกว่า 200 ร่างถูกลำเลียงมายังพื้นที่ของหน่วยงานราชการในรัฐลากัวอิรา ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงถึง 38 องศาเซลเซียส ขณะที่การค้นหาผู้รอดชีวิตภายใต้ซากปรักหักพังยังคงดำเนินต่อไปอย่างเร่งด่วน

นัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้อธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดความสูญเสียมหาศาลในครั้งนี้ว่า เกิดจากลักษณะทางธรณีวิทยาและจังหวะเวลาที่ซ้อนทับกัน อาจทำให้เกิดความสูญเสียกว่า หมื่นคน

“ประเด็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทางตอนเหนือของเวเนซุเอลาครั้งนี้ มีปัจจัยหลายเรื่องที่ทำให้เกิดความเสียหาย อันดับแรกคือการเกิดแผ่นดินไหวค่อนข้างตื้น แค่ 10 กิโลเมตรลงไปจากพื้นดิน ทำให้พลังงานถูกปลดปล่อยออกมามหาศาล สิ่งที่สองคือการเกิดแผ่นดินไหวติด ๆ กันเพียง 40 วินาทีการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ครั้งแรกทำให้อาคารบ้านเรือนเริ่มอันตราย หรือบางหลังเริ่มเสียหาย การเกิดแผ่นดินไหวครั้งที่สองที่แรงกว่าขนาด 7.5 เป็นตัวทำให้อาคารที่พังทลายอยู่แล้ว รวมถึงอาคารที่อ่อนแอ พังทลายลงไปอีกในช่วงเวลาสั้น ๆ”

รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ยังกล่าวอีกว่า หากจะประเมินว่ารอยเลื่อนในไทยเป็นรอยเลื่อนแขนงที่ไม่ได้ยาวมาก โอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7 กว่าถึง 8 ภายในประเทศจึงมีน้อย อย่างไรก็ตาม พื้นที่ภาคเหนือตอนบนอาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เหตุการณ์ในเมียนมาหรือลาว ซึ่งอาจส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงได้รับความเสียหาย

สำหรับพื้นที่อื่นรวมถึงกรุงเทพฯ โอกาสเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเกินระดับ 7 มีต่ำ และสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างหลังปี 2550 ซึ่งมีกฎหมายควบคุมอาคารบังคับใช้ จะมีความมั่นคงแข็งแรงและถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยในระดับหนึ่ง

ภาพ จาก : www.thaipbs.or.th/Spiritofasia 

วงแหวนไฟ (Ring of Fire) คืออะไรใกล้ไทยไหม

วงแหวนไฟไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศ แต่เป็น แนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก (Tectonic Plate Boundaries) ที่ทอดตัวอยู่รอบ ๆ มหาสมุทรแปซิฟิก มีลักษณะคล้ายรูปเกือกม้า (Horseshoe) ความยาวรวมประมาณ 40,000 กิโลเมตร

บริเวณนี้เป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกมหาสมุทรแปซิฟิกมุดตัวลงใต้แผ่นเปลือกโลกอื่นๆ (Subduction Zones) ทำให้เกิดกิจกรรมทางธรณีวิทยาที่รุนแรงและต่อเนื่อง โดยมีนัยสำคัญทางสถิติดังนี้:

แผ่นดินไหว: ประมาณ 80-90% ของแผ่นดินไหวทั่วโลก และแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มักเกิดขึ้นตามแนวนี้

ภูเขาไฟ: เป็นที่ตั้งของภูเขาไฟกว่า 452 ลูก ซึ่งคิดเป็น 75% ของภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น (Active Volcanoes) ทั้งหมดบนโลก

ภาพ จาก : www.thaipbs.or.th/Spiritofasia 

ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ ครอบคลุมพื้นที่ใดบ้าง
แนววงแหวนไฟพาดผ่านหลายประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่มักมีรายงานข่าวแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง แบ่งออกเป็นสองฝั่งหลัก:

ฝั่งตะวันตก (เอเชีย-แปซิฟิก) เริ่มตั้งแต่นิวซีแลนด์ ลากขึ้นมาทางเหนือผ่าน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และคาบสมุทรคัมชัตคาของรัสเซีย

ฝั่งตะวันออก (อเมริกา) ทอดตัวตามแนวชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ (อลาสกา แคนาดา รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ) เรื่อยลงมาถึงเม็กซิโก และเทือกเขาแอนดีสในทวีปอเมริกาใต้ (โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู ชิลี)

ในเชิงพื้นที่ ประเทศไทย ไม่ได้ตั้งอยู่บนแนววงแหวนไฟโดยตรง ประเทศไทยตั้งอยู่ลึกเข้ามาตอนกลางของแผ่นเปลือกโลกยูเรเชีย (Eurasian Plate) ทำให้เราปลอดภัยจากแนวแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เกิดจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลกโดยตรง

แต่ในเชิงผลกระทบทางอ้อม ประเทศไทยอยู่ “ใกล้” กับแนววงแหวนไฟและแนวรอยต่อที่สำคัญ ทำให้ยังคงมีความเสี่ยง ใน 2 มิติ

แรงสั่นสะเทือนจากระยะไกล แนววงแหวนไฟที่ใกล้ไทยที่สุดคือแนวร่องลึกซุนดา (Sunda Trench) ทางฝั่งตะวันตกของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย และแนวทะเลอันดามัน หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่บริเวณนี้ หรือบริเวณรอยเลื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน (เช่น รอยเลื่อนสะกายในเมียนมา) คลื่นความสั่นสะเทือนสามารถเดินทางมาถึงไทยได้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชั้นดินอ่อนอย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีคุณสมบัติขยายแรงสั่นสะเทือนให้แรงขึ้น 3-4 เท่า

ความเสี่ยงสึนามิ หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ใต้ทะเลตามแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลก (เช่น แนวแผ่นดินไหวสุมาตรา-อันดามัน) สามารถก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งฝั่งทะเลอันดามันของไทยได้ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2547

นอกจากนี้ ภายในประเทศไทยเองยังมี กลุ่มรอยเลื่อนมีพลัง (Active Faults) ประมาณ 16 กลุ่ม กระจายอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันตก ซึ่งเป็นรอยเลื่อนแขนง แม้จะไม่สามารถสร้างแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 8-9 ได้เหมือนแนววงแหวนไฟ แต่ก็สามารถสร้างแผ่นดินไหวในระดับ 5-6 ที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ใกล้เคียงได้

กรุงเทพฯ อยู่บนแอ่งดินอ่อนที่ขยายคลื่นความรุนแรง

ศ.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑลตั้งอยู่บน “แอ่งดินอ่อนขนาดใหญ่” เพราะลักษณะทางธรณีวิทยาของกรุงเทพฯ เปรียบเสมือนก้นกระทะที่มีความลึกของชั้นหินดานถึง 770 – 910 เมตร ขอบกระทะครอบคลุมไปถึงฉะเชิงเทรา นครนายก อยุธยา และสมุทรสงคราม แอ่งดินอ่อนนี้มีคุณสมบัติในการขยายแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้มากกว่าปกติถึง 3 เท่า ข้อมูลจากการวัดความเร่งพื้นดินยืนยันว่า คลื่นที่เดินทางเข้าสู่ภายในแอ่งดินมีค่าความเร่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับพื้นที่นอกแอ่ง

ปัจจุบันมี 3 แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวหลักที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดสำหรับกรุงเทพฯ

  1. แผ่นดินไหวขนาด 7.0 – 7.5 บริเวณรอยเลื่อนในจังหวัดกาญจนบุรี
  2. แผ่นดินไหวขนาด 8.0 ที่แนวรอยเลื่อนสะกายในประเทศเมียนมา
  3. แผ่นดินไหวขนาด 8.5 – 9.0 จากแนวมุดตัวในทะเลอันดามัน (รอยเลื่อนอาระกัน)

“แนวมุดตัวอันดามัน โดยเฉลี่ยระยะเวลาการเกิดตัวใหญ่ ๆ ประมาณ 500 ปีของเราที่ไม่เกิดมาเนี่ย มันไม่เกิดมานานประมาณ 260 ปีแล้ว เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดเร็วกว่ากำหนด ตามค่าเฉลี่ย หรือช้ากว่าค่าเฉลี่ย”

การปรับโครงสร้างและกฎหมาย และทางรอดของเมืองตึกสูง

กฎหมายควบคุมอาคารต้านแผ่นดินไหวของไทยมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากกฎกระทรวงปี 2540 ที่ครอบคลุม 10 จังหวัด สู่การปรับปรุงในปี 2550 ที่ขยายขอบเขตครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล และล่าสุดคือกฎกระทรวงปี 2564 ที่ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต ศ.เป็นหนึ่ง ได้เสนอแนวทางปฏิบัติเชิงวิศวกรรมที่สำคัญ ดังนี้:

  • ติดตั้งอุปกรณ์ลดการสั่นสะเทือน การเสริมความแข็งแรงให้กับอาคารเก่าด้วยอุปกรณ์อย่าง Fluid Viscous Damper (FVD) เพื่อเพิ่มอัตราการสลายพลังงาน (Damping) ช่วยลดการโยกตัวของอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระบบตรวจวัดสุขภาพโครงสร้างอัจฉริยะ การติดตั้งเซนเซอร์วัดความเร่งในอาคารสำคัญ เช่น โรงพยาบาล เพื่อประเมินความปลอดภัยทันทีหลังเกิดเหตุ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจอพยพผู้ป่วย
  • ระบบเตือนภัยล่วงหน้า เนื่องจากกรุงเทพฯ อยู่ไกลจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว คลื่น P-Wave จะเดินทางมาถึงก่อนคลื่น S-Wave เสมอ ระบบนี้สามารถสร้าง “นาทีชีวิต” แจ้งเตือนล่วงหน้าได้ประมาณ 1 นาที ก่อนที่อาคารจะเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรง

การเรียนรู้จากโศกนาฏกรรมในเวเนซุเอลาและเมียนมา คือเครื่องเตือนใจว่าการเตรียมความพร้อมทั้งในระดับกฎหมาย นวัตกรรมการก่อสร้าง และการสนับสนุนทุนวิจัยอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งจำเป็น ประเทศไทยต้องเร่งปรับปรุงมาตรฐานวิศวกรรมให้ทันต่อสถานการณ์ โดยไม่รอให้เกิดความสูญเสียก่อนแล้วจึงแก้ไข เพื่อสร้างเกราะป้องกันที่ยั่งยืนให้กับโครงสร้างพื้นฐานและชีวิตของประชาชน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active