หลังความล้มเหลวส่ง “ธีออส 2 เอ” ขึ้นสู่อวกาศ GISTDA เริ่มสร้าง “ธีออส 3” มูลค่า 300-400 ล้านบาท ด้วยฝีมือคนไทย พัฒนาระบบถ่ายภาพกว้างขึ้น รองรับภารกิจเฝ้าระวังภัยพิบัติและสำรวจทรัพยากร ลดรอบเก็บภาพพื้นที่เดิมเหลือวันละครั้ง ตั้งเป้าส่งขึ้นอาวกาศในปี 72
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เตรียมสร้างดาวเทียม ธีออส 3 (THEOS – 3) หลังประสบความล้มเหลวในยิงที่ดาวเทียมธีออส 2 เอ (THEOS – 2A) ขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือน ม.ค. 2569
สุธี ชูศรี นักเทคโนโลยีอวกาศ ศูนย์ผลิตดาวเทียมแห่งชาติ GISTDA เปิดเผยว่า ดาวเทียม “ธีออส 3” มูลค่าประมาณ 300-400 ล้านบาท ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของแบบหรือพิมพ์เขียวเดียวกับดาวเทียม “ธีออส 2 เอ” ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือระหว่าง GISTDA และบริษัท Surrey Satellite Technology Ltd. (SSTL) จากสหราชอาณาจักร

โดยความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาดาวเทียมขั้นสูงให้แก่วิศวกรและนักพัฒนาชาวไทย ทำให้ GISTDA สามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาต่อยอดในการออกแบบและสร้างดาวเทียม “ธีออส 3” ได้ด้วยศักยภาพของบุคลากรไทย
ทั้งนี้ ธีออส 3 ถูกออกแบบให้มีภารกิจหลักด้านการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติและการติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยแม้ระบบหลักจะพัฒนาต่อยอดจากดาวเทียมธีออส 2 เอ แต่มีการปรับเปลี่ยนระบบถ่ายภาพให้เหมาะกับภารกิจมากขึ้น

จุดเด่นคือการติดตั้งกล้องถ่ายภาพจำนวน 4 ตัว และปรับความละเอียดของภาพจากระดับความละเอียดสูง (High Resolution) เป็นระดับความละเอียดปานกลาง (Medium Resolution) เพื่อแลกกับการเพิ่มพื้นที่การถ่ายภาพให้ครอบคลุมในแต่ละครั้ง หรือที่ในทางวิศวกรรมเรียกว่า Swath Width ซึ่งดาวเทียมสามารถบันทึกภาพได้กว้างประมาณ 20 กิโลเมตรต่อภาพ
จากรูปแบบดังกล่าวช่วยให้ธีออส 3 สามารถถ่ายพื้นที่ขนาดใหญ่มากขึ้น เช่น พื้นที่การเกษตร พื้นที่ประสบอุทกภัย หรือการเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์ภัยพิบัติในวงกว้าง ซึ่งเหมาะกับการติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่มากกว่าการถ่ายภาพแบบเจาะจงเฉพาะจุด
ในกระบวนการผลิตวัสดุหลายชิ้นยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่บางส่วนก็ผลิตในประเทศเอง โดยมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับบริษัทเอกชนด้วย เช่น โครงสร้างอะลูมิเนียม แผงโซลาร์พาแนล อุปกรณ์ภายในบางส่วน ซึ่งทั้งหมดจะผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยวิศวกรของ GISTDA เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงและมีความทนทาน เนื่องจากอวกาศมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากบนโลก ทั้ง อุณหภูมิ ความกดอากาศ รังสี เป็นต้น

การพัฒนาดาวเทียมธีออส 3 ตอนนี้อยู่ในช่วงสั่งซื้อและจัดส่งอุปกรณ์ ก่อนจะเริ่มทดสอบระบบของอุปกรณ์ คาดว่าภายในช่วงกลางปี 2570 จะแล้วเสร็จในขั้นตอนการจัดทำ Engineering Model ซึ่งเป็นต้นแบบสำหรับการทดสอบการทำงานของระบบต่าง ๆ บนภาคพื้นดิน โดยอุปกรณ์ในขั้นตอนนี้ยังไม่ใช่ชิ้นส่วนที่มีคุณสมบัติรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมของอวกาศ
หลังจากนั้นจะเข้าสู่การประกอบ Flight Model ซึ่งเป็นดาวเทียมต้นแบบที่จะใช้ปฏิบัติภารกิจจริง โดยจะเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองให้สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมอันรุนแรงของอวกาศ เช่น อุณหภูมิ ความกดอาศ และรังสี เป็นต้น ก่อนนำมาประกอบเข้ากับโครงสร้างดาวเทียมและผ่านการทดสอบในทุกระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนส่งขึ้นสู่อวกาศตามแผนที่กำหนดในปี 2572

นักเทคโนโลยีอวกาศ GISTDA กล่าวต่ออีกว่า ธีออส 3 ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อทดแทนดาวเทียมดวงเดิม แต่จะเป็นตัวช่วยเสริมให้ทำงานร่วมกัน โดยปัจจุบันดาวเทียมธีออส 2 ต้องใช้เวลากว่า 2 วัน จึงจะกลับมาบันทึกภาพพื้นที่เดิมได้อีกครั้ง แต่หากมี ธีออส 3 เข้ามาจะช่วยลดระยะเวลาการกลับมาถ่ายภาพซ้ำเหลือเพียง 1 วัน
การเพิ่มความถี่ในการเก็บข้อมูลจะช่วยให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะการบริหารจัดการภัยพิบัติ เช่น การติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสามารถนำข้อมูลภาพถ่ายจากหลายช่วงเวลามาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อประเมินทิศทางและความเร็วของการไหลของน้ำ รวมถึงการเฝ้าระวังไฟป่า ที่จะสามารถตรวจสอบจุดเกิดเหตุและการลุกลามของไฟได้ถี่ขึ้น

ภาพถ่ายดาวเทียมธีออส 2 แสดงพื้นที่น้ำท่วมก่อนและหลัง พื้น อ.เวียงสา จ.น่าน

