‘สิตางศุ์ พิลัยหล้า’ ยกบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ ปีก่อน จมปัญหาข้อมูล ศักยภาพหน่วยงาน ไร้ผู้บัญชาการตัวจริง ชี้ สทนช.-มท.-รัฐบาล เลิกเล่นเก้าอี้ดนตรี เพราะฤดูฝนยังไม่จบ อีกหลายพื้นที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ด้าน ปภ. แจ้ง Cell Broadcast พื้นที่เสี่ยงเพิ่ม คาด อ.ท่าวังผา น้ำล้น 50 ซม. กระทบ อ.ปง จ.พะเยา และ จ.แพร่ หลังเรด้าฝนยังตกหนัก เฝ้าระวังยาวอีก 3-4 วัน
วันนี้ (19 ส.ค. 2569) เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่าน ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ตั้งศูนย์บัญชาการที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และให้ทาง ปภ. จังหวัดเปิดศูนย์บัญชาการในพื้นที่ และสั่งระดมเครื่องมือ เครื่องจักร ลงไปช่วยในพื้นที่ ที่ประสบภัยแล้ว ทั้งจากจังหวัดลำปางและชัยนาท

ทั้งนี้ ได้แจ้งเตือนผ่านทางระบบ ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินจากภาครัฐ หรือ Cell Broadcast แล้ว ยังมีพื้นที่เสี่ยงเพิ่มอีก เช่น อำเภอวังผา ที่ต้องระวังน้ำป่า และหากดูจากสถานการณ์ น้ำกำลังไหลผ่านหลายอำเภอ ก่อนเข้าตัวเมืองจังหวัดน่าน โดยคาดว่าระดับน้ำจะล้นประมาณ 50 เซนติเมตร และเมื่อดูจากเรด้าฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง ที่อำเภอปง จังหวัดพะเยา และใกล้เคียงจังหวัดแพร่ ดังนั้น มีพื้นที่อีก 3-4 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง
เมื่อถามว่า ประเมินสถานการณ์น่าเป็นห่วงมากแค่ไหน เจเศรษฐ์ บอกว่า เมื่อฝนยังตกอยู่ก็ยังน่าห่วงอยู่ อย่างไรก็ตามช่วงเย็นวันนี้จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดน่านทันทีหลังเสร็จภารกิจในวันนี้
จี้ สทนช. ใช้กลไก “ศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้า” หวั่นน้ำท่วม “น่าน” ซ้ำรอยปัญหาท่วม “หาดใหญ่” ปีก่อน
ทั้งนี้ สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำหลากในจังหวัดน่าน ทำให้เกิดคำถามถึงระบบบริหารจัดการน้ำของภาครัฐอีกครั้ง โดยเฉพาะการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และการบัญชาการในพื้นที่ ว่าจะรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ทันหรือไม่

และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา
ล่าสุด ผศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา โพสต์ข้อความ เรียกร้องให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำ “ศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้า” กลับมา
โดยตั้งคำถามว่า หากปีนี้ไม่มีการตั้งศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้าเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ล่วงหน้า เมื่อเกิดน้ำหลากและน้ำท่วมในพื้นที่จริง จะมีกลไกอะไรเข้ามาประเมินสถานการณ์และสั่งการให้ทันกับเหตุการณ์
ผศ.สิตางศุ์ ตั้งข้อสังเกตว่า การประเมินสถานการณ์จากส่วนกลางและประสานข้อมูลไปยังพื้นที่ผ่านกลไกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจไม่เพียงพอ เพราะเมื่อเกิดเหตุรุนแรงในพื้นที่ สิ่งสำคัญคือ ข้อมูลต้องเร็ว คนต้องตัดสินใจได้ และต้องรู้ว่าใครเป็นผู้สั่งการ

พร้อมยกบทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งพบปัญหาทั้งเรื่องข้อมูล ศักยภาพของหน่วยงานในพื้นที่ และการบัญชาการ จนเกิดคำถามสำคัญว่า “พื้นที่ต้องฟังใคร และใครคือผู้บัญชาการตัวจริง”
สำหรับสถานการณ์ที่จังหวัดน่านในวันนี้ ผศ.สิตางศุ์ มองว่า แม้ขณะนี้ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แต่สิ่งที่ต้องถามต่อคือ ระบบเฝ้าระวัง แจ้งเตือน ป้องกัน และลดความเสียหายจากน้ำหลากของประเทศ ทำงานได้จริงหรือไม่
โดยเฉพาะ สทนช. ซึ่งมีบทบาทในการประมวลข้อมูลสถานการณ์น้ำจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรธรณี ก่อนนำข้อมูลมาประเมินสถานการณ์และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ในการรับมือ
พร้อมยังเตือนว่า ฤดูฝนปีนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง และยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน รวมถึงภาคใต้ในช่วงปลายปี จึงจำเป็นต้องติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงเข้าไปแก้ปัญหา
“คำถามไปยัง สทนช. กระทรวงมหาดไทย และรัฐบาล ว่า จะปรับระบบบัญชาการน้ำอย่างไร เพื่อให้การทำงานของแต่ละหน่วยงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และที่สำคัญคือ ประชาชนในพื้นที่ต้องรู้ว่า เมื่อเกิดภัยขึ้นมา ใครคือคนที่มีอำนาจตัดสินใจและสั่งการ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐ “เลิกเล่นเก้าอี้ดนตรี แล้วทำงานให้ประชาชน” เพราะฤดูฝนยังไม่จบ และสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด”
ผศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า
ปภ.น่าน เผย ฝนลดลงต่อเนื่อง แต่บางพื้นที่น้ำยังเชี่ยว ขอฟังแจ้งเตือน 2-3 วันนี้ เปิดศูนย์อพยพแล้ว 7 แห่ง
เมื่อเวลา 10.00 น. ครรชิต ชมพูแดง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน ถึงสถานการณ์น้ำท่วม อ.ปัว จ.น่าน เปิดเผยกับ The Active ว่า ภาพรวมสถานการณ์เริ่มทรงตัว และปริมาณฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง บางพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว แต่ยังมีบางจุดที่กระแสน้ำยังคงไหลเชี่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ปัว จึงจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน
สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่แจ้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์และช่องทางต่าง ๆ ปภ.น่าน ได้จัดทำบัญชีรวบรวมข้อมูล พร้อมประสาน แบ่งภารกิจให้แก่หน่วยงานที่เข้ามารายงานตัวอย่างเป็นระบบ เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ยังไม่มีหน่วยงานเข้าถึง โดยมีหน่วยงานสนับสนุนหลากหลาย เช่น หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ,องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ,กองพลทหารม้าที่ 1 ,ที่ทำการปกครองจังหวัด และมูลนิธิกู้ภัยต่าง ๆ
ขณะที่รัฐบาล รองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับช่วยเหลือเร่งด่วน โทรติดตามใกล้ชิด โดยมีข้อสั่งการเน้นย้ำให้ช่วยเหลือประชาชนด้วยความรวดเร็วที่สุด โดยมุ่งเน้นการย้ายประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย พร้อมจัดหาอาหารและน้ำดื่มอย่างทั่วถึง
ครรชิต ยังแจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะ อ.ปัว ให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำเตือนให้อพยพอย่างเคร่งครัด พร้อมให้เฝ้าระวังต่อเนื่องอีก 2–3 วัน โดยสังเกตสัญญาณผิดปกติ ดังนี้
- ปริมาณฝนที่ตกหนักหรือตกแช่สะสมนาน 1–2 ชั่วโมง
- ระดับน้ำในลำห้วยหรือลำคลองเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- สีของน้ำเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือมีเศษกิ่งไม้ลอยมากับกระแสน้ำ
หากพบสัญญาณเตือนดังกล่าว ให้รีบอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยที่อยู่ห่างจากทิศทางน้ำทันที
ขณะที่อำเภอปัวได้ตั้งศูนย์อพยพน้ำท่วม นที่ อ.ปัว จ.น่าน
- หอประชุมอำเภอปัว
- หอประชุมโรงเรียนชุมชนศิลาเพชร (อบต.ศิลาเพชร)
- หอประชุมเทศบาลตำบลปัว (ทต.ปัว)
- วัดป่าเหมือด (ทต.ศิลาแลง)
- บริเวณ 3 แยกทางเข้าบ้านดอนไชย (อบต.ศิลาเพชร จุดที่ 2)
- อบต.วรนคร และ ร.ร.จอมแจ้ง (อบต.วรนคร)
- โรงเรียนบ้านเสี้ยว (อบต.ไชยวัฒนา)
