อุตุฯ เตือนภาคเหนือ-อีสานรับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำชี้ “น่าน”เสี่ยงสูงจากภูมิประเทศรูปขนนก และภาวะดินอิ่มตัว เผยบทเรียน”เรนบอมบ์”ถล่มปัว 415 มม.ชี้ช่องโหว่ระบบเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ยังทำงานช้าไป แนะเร่งติดตั้งสถานีโทรมาตรบนภูเขาสูง
สถานการณ์ภัยพิบัติและแนวโน้มฝนตกหนัก
วันนี้ (5 ก.ย.2569) รายงานสถานการณ์สาธารณภัยจาก ปภ.วันที่ 3 – 5 ก.ย. 69 ระบุว่ามีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง น่าน ขอนแก่น และนราธิวาส โดยปัจจุบันกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนว่าในช่วงวันที่ 5–7 ก.ย. 69 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

พื้นที่เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมือง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประกาศเฝ้าระวังน้ำหลาก น้ำท่วมขังในช่วงวันที่ 4 – 8 กันยายน 2569 จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกจึงขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ รวมถึงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม จากปริมาณฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ อุบลราชธานี จันทบุรี และตราด

สถานการณ์ฝนสูงสุด วันที่ 5 กันยายน 2569
ภาคเหนือ จ.เชียงราย (128 มม.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุบลราชธานี (62 มม.) ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร (161 มม.) ภาคตะวันออก จ.ตราด (86 มม.) ภาคตะวันตก จ.กาญจนบุรี (87 มม.) และ ภาคใต้ จ.พังงา (46 มม.)

แนวโน้มฝนขยับลง “ภาคกลาง – กทม.” ช่วง 8-10 ก.ย.
แนวโน้มการกระจายตัวของร่องมรสุมกำลังเปลี่ยนทิศทาง โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุพายุในภูมิภาคเบนขึ้นเหนือ ร่องมรสุมจะเลื่อนต่ำลงมาตามฤดูกาล
- ช่วงวันที่ 5 – 7 ก.ย. 69: ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลให้ภาคเหนือตอนบนและอีสานริมแม่น้ำโขงยังเผชิญฝนตกหนักถึงหนักมาก
- ช่วงวันที่ 8 – 10 ก.ย. 69:ทิศทางฝนจะขยับลงสู่ภาคกลางอย่างชัดเจน เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักหลายแห่ง โดยเฉพาะบริเวณ
- ภาคกลาง (รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล)
- ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
- ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก

ในช่วงวันที่ 8 – 10 ก.ย. 69 ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำต่อไป

เส้นทางพายุในทะเลระยะนี้ไม่เข้าไทยตรง แต่ดึงความชื้นซ้ำเติม
ชวลิต จันทรรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีมกรุ๊ป วิเคราะห์สถานกรณ์น้ำและพายุว่า ภาพรวมพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้ พายุหมุนเขตร้อนส่วนใหญ่ยังไม่มีทิศทางพุ่งเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่มีอิทธิพลทางอ้อมที่ปฏิเสธไม่ได้

อย่าง พายุไต้ฝุ่นโซเดล ลูกที่ 18 ของปี 2026 พัดขึ้นฝั่งเป็นครั้งที่ 3 ที่อำเภอจางผู่ นครจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (3 ก.ย.) ส่งผลให้จีนต้องอพยพประชาชนหลายหมื่นคนหลังมีการเตือนภัยกระแสลมแรงและฝนตกหนักไต้ฝุ่นโซเดลยังส่งผลกระทบต่อประชาชน 128,500 คน ใน 53 อำเภอของมณฑลเจียงซีซึ่งอยู่ติดกัน และทำให้เจียงซีต้องอพยพประชาชนฉุกเฉินเกือบ 8,700 คน ทั้งนี้ ทางการมณฑลเจียงซีได้ประกาศใช้แผนรับมือเหตุฉุกเฉินเพื่อควบคุมอุทกภัยระดับ 4 เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา พายุขนาดรุนแรงที่สุดของปีนี้ (ระดับ 4) เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน แม้จะไม่พัดผ่านไทย แต่การเคลื่อนตัวและการหมุนวนได้ดึงความชื้นจากทะเลอันดามัน ส่งผลให้พื้นที่แนวชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน แม่สะเรียง แม่สอด จ.ตาก ลงมาถึงสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี รวมถึงภาคตะวันออก มีฝนตกต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับ พายุหมายเลข 24 หรือพายุ “กรอวาญ” (Krovanh) มีเส้นทางเคลื่อนตัวที่ค่อนข้างซับซ้อนและชะลอความเร็ว โดยมีการหมุนวนบริเวณทะเลจีนตะวันออกและตอนใต้ของคิวชูในช่วงวันที่ 3-8 กันยายน พ.ศ. 2569 เคลื่อนตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก มุ่งหน้าสู่เกาะอามามิและโอกินาวะของญี่ปุ่น และปะทะกับมวลอากาศเย็นในแนวเกาหลี-ญี่ปุ่น ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
สาเหตุที่ไทยฝนตกหนัก ในช่วงนี้มาจาก หย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ คือตัวการสำคัญระยะใกล้ คือกลุ่มเมฆหมุนวนขนาดใหญ่ในทะเลจีนใต้ที่กำลังเคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันตก เข้าสู่แนวรอยต่อชายแดน ลาว-ไทย-กัมพูชา แถบ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้เกิดฝนตกหนักเพิ่มขึ้นในแถบชายแดนอีสานใต้ และดึงฝนเข้าสู่ภาคตะวันออก เช่น จ.จันทบุรี และ จ.ตราด ในรอบสัปดาห์นี้ ในช่วงวันที่ 4-10 ก.ย. นี้ จะมีฝนตกกระจายตัวดีขึ้น แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังกลุ่มฝนตกหนักเฉพาะจุด โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขา และจับตาหลายจังหวัดเสี่ยงท่วม หลังดินอิ่มน้ำ

ความเสี่ยง “น่าน” ภูมิประเทศขนนก ดินอิ่มตัว เสี่ยงเรนบอมบ์ซ้ำ ?
ชวลิต ยังเปิดเผยอีกว่า ปัจจัยความเสี่ยงสูงมาจากสภาพภูมิประเทศที่มีภูเขาสูงชันถึง 87% ลักษณะหุบเขารูปตัว V (V-Shape) และลุ่มน้ำสาขามีลักษณะเป็น “ทรงขนนก”ส่งผลให้จังหวัดน่านมีความเสี่ยงสูงกับฝนตกหนักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมได้ง่าย อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมรอบที่ผ่านมา ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ที่ท่วมหนัก เพราะมี การรวมตัวของมวลน้ำ น้ำฝนจากอำเภอตอนบน อย่าง อ.ทุ่งช้าง, อ.เชียงกลาง, อ.เฉลิมพระเกียรติ, อ.บ่อเกลือ, อ.ปัว จะไหลมารวมกันที่แกนกลาง คือ อ.ท่าวังผา อย่างรวดเร็ว มวลน้ำใช้เวลาไหลจากยอดดอยลงสู่พื้นราบเพียง 4 – 8 ชั่วโมง ก่อนจะทะลักเข้าสู่อำเภอเมืองน่าน
ในช่วงฤดูฝนน่านเก็มี ภาวะดินอิ่มตัว ดินในพื้นที่ภูเขาอมน้ำไว้เต็มที่ หากเกิดปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉพาะจุดแบบรุนแรงหรือ “เรนบอมบ์” (Rain Bomb) เช่นที่ อ.ปัว เคยเผชิญปริมาณฝนสะสมสูงถึง 415 มิลลิเมตร ใน 8 ชั่วโมง หรือ ที่ตกหนักสุดถึงชั่วโมงละ 111 มิลลิเมตร จะทำให้น้ำป่าหลากลงสู่พื้นราบทันทีและเสี่ยงต่อดินโคลนถล่มสูงมาก

ส่วนวันนี้ 5 กันยายน 2569 มีหลายอำเภอที่น่าจับตา ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา พบพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษที่มีฝนสะสมสูง อย่างเช่นที่ อ.นาหมื่น จ.น่าน วันนี้ มีฝนสะสมเกิน 100 มิลลิเมตร และ อ.ทุ่งช้าง มีฝน 61.4 มิลลิเมตร

ปิดจุดอ่อนระบบเตือนภัย ต้องแจ้งเตือนก่อนน้ำถึงพื้นราบ
แม้ที่ผ่านมากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะมีการส่งข้อความแจ้งเตือนฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ไปยังพื้นที่เสี่ยงแล้ว แต่ชวลิต ชี้ให้เห็นถึง “ช่องว่าง” ของระบบเตือนภัยว่า ปัจจุบันสถานีวัดปริมาณน้ำฝนจังหวัดน่านส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ราบ เมื่อระบบจับสัญญาณและส่งเตือนภัยในช่วงเกิดเหตุในกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้ในเวลา 05.00 น. น้ำป่าก็ทะลักลงมาถึงพื้นที่ชุมชนแล้ว ทำให้ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทันและสูญเสียทรัพย์สิน

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหา
- ติดตั้งสถานีโทรมาตรในพื้นที่สูงชัน ต้องขยายเครือข่ายจุดตรวจวัดอัตโนมัติ (โทรมาตร) ขึ้นไปบนภูเขาที่เป็นต้นน้ำ เพื่อให้ส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ทุกๆ 15 นาที
- เตือนภัยล่วงหน้า หากตรวจพบฝนตกหนักเกิน 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงเวลา 02.00 – 03.00 น. ศูนย์บัญชาการต้องสามารถกดส่งสัญญาณ Cell Broadcast ระดับสีแดง แจ้งให้อพยพคนและย้ายทรัพย์สินทันทีก่อนที่มวลน้ำจะลงมาถึงในตอนเช้าตรู่
- ซ้อมอพยพประจำปี ชุมชนในพื้นที่เสี่ยง (สีแดง) ต้องมีการซ้อมแผนอพยพเป็นประจำทุกปี เพื่อกำหนดจุดรวมพลและแนวทางการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือสัตว์เลี้ยง
