‘ประกันภัยพิบัติ’ คุ้มครอง 3 ภัย 30 ล้านครัวเรือน มองภาพจริงในทางปฏิบัติ ที่ยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด

ครม. สัญจร จ.สงขลา ไฟเขียว! หลักการปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำท่วม-พายุ-แผ่นดินไหว จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ ‘ระบบการประกันภัยแบบครัวเรือน’ แต่ ภาคประชาชน และนักวิชาการด้านภัยพิบัติ ต่างสะท้อนข้อจำกัดในเชิงกฎหมาย ที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อระบบประกันภัยพิบัติ แนะสื่อสารนโยบายให้ชัดเจน ส่งตรงถึงประชาชน ไม่ลืมให้ความสำคัญทุ่มงบฯ สร้างมาตรการลดความเสี่ยง มากกว่าเน้นเยียวยา

วันนี้ (1 ก.ย. 2569) ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จ.สงขลา ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เสร็จสิ้น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมแถลงผลการประชุม ครม. โดยระบุถึงแนวทางเร่งด่วน หรือ ควิกวิน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการอย่างเต็มที่ทันทีครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ ซึ่งหนึ่งในมาตรการเรื่องภัยพิบัติที่สำคัญ คือ ครม. ได้เห็นชอบหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบการประกันภัยแบบครัวเรือน แนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิมเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาคใต้

นายกฯ ขยายความเพิ่มเติมถึงโครงการประกันภัยถ้วนหน้า ว่า จะให้การคุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยคุ้มครองภัย 3 แบบ คือ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัยวงเงินสูงสุด 100,000 บาท ต่อหลังคาเรือน/ครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อไป และคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน โดยภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาท/ปี

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

“ถ้าเทียบแล้วน้อยกว่าจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเรื่องของการเยียวยาที่ผ่านมา และถือว่าเป็นการประกันความเสี่ยง หากไม่เกิดพายุเลยก็ถือว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้”

อนุทิน ชาญวีรกูล

ทั้งนี้ วงเงินที่คุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาใช้ 45,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าเป็นไปตามที่เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คำนวณมาเบื้องต้น จะใช้จ่ายเงินที่น้อยลง แต่การคุ้มครองประชาชนจะเป็นจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

ชี้โจทย์ใหญ่เยียวยาครอบคลุม ยั่งยืน

สำหรับกรณีที่ ครม. เห็นชอบหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบการประกันภัยแบบครัวเรือนนั้น ไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท ในฐานะภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนประเด็นการรับมือภัยพิบัติ ให้ข้อสังเกตกับ The Active ว่า แม้จะเป็นความพยายามที่ดีของรัฐ แต่การให้ชาวบ้านทำประกัน รัฐต้องชัดเจนว่าจะสมทบเท่าไหร่ เป็นการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมรับมือภัยพิบัติได้มากน้อยแค่ไหน เพราะต้องยอมรับว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นรุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐเองเยียวยาไม่ไหวแล้ว ดังนั้นหัวใจสำคัญ คือต้องทำให้มีระบบการเยียวยาที่ครอบคลุม ยั่งยืน

ไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท

“รัฐต้องทำระบบไม่ให้ล้มเหมือนตอนวิกฤตโควิด เพราะตอนโควิดประชาชนที่ทำประกันโควิดไว้ก็ยังไม่ได้รับเงินอีกเยอะมาก ดูเหมือนว่ารัฐลอยแพ ไม่ได้กำกับควบคุมบริษัทประกันได้ดีพอ จนเกิดผลกระทบตามมา ซึ่งจริง ๆ เรื่องการทำประกันภัย รัฐก็ศึกษามาหลายรอบแล้ว แต่ในความจริงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องเอื้อต่อระบบประกันภัยด้วย เช่นการประกาศภัยพิบัติฉุกเฉิน ถ้ารัฐยังไม่ได้ประกาศภัยพิบัติ จะชดเชยได้ไหม เพราะถ้าเป็นแบบเดิมทำไม่ได้ ดังนั้นมีระเบียบหลายตัวที่ยังไม่เอื้อ และเป็นข้อจำกัด”

ไมตรี จงไกรจักร์

มองข้อจำกัดมาตรการเยียวยารัฐ

จากประสบการณ์ด้านภัยพิบัติที่ผ่านมา ไมตรี จึงตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็น ที่อาจทำให้ระบบประกันภัยแบบครัวเรือนไม่สามารถใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ เช่น

หากเกิดพายุลมพัดแรงจนทำให้บ้านแค่ไม่กี่หลังได้รับผลกระทบ จริง ๆ ตามกฎหมายแล้วเป็นความรับผิดชอบของท้องถิ่นที่ต้องช่วยซ่อมแซม เยียวยาความเสียหาย แต่หากบ้านเหล่านี้มีประกันภัยพิบัติที่ทำกับรัฐ ก็ควรต้องได้รับการชดเชย เยียวยาด้วยหรือไม่ แม้จะไม่ได้เป็นภัยพิบัติสาธารณะก็ตาม

หากเป็นภัยฉุกเฉิน เช่น น้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนเสียหาย แต่น้ำท่วมขังเพียงแค่วันเดียว ใน พ.ร.บ.ภัยพิบัติ ต้องน้ำท่วมขังเกิน 7 วัน จึงจะได้รับการเยียวยา แต่ถ้าท่วมแค่ไม่กี่วัน ข้าวของ ทรัพย์สินก็เสียหาย เจ้าของบ้านจะได้รับการเยียวยาหรือไม่

หากจังหวัดยังไม่ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ประชาชนที่มีประกันภัยแบบครัวเรือนจะเข้าถึงการชดเชย เยียวยานี้หรือไม่ สุดท้าย คือ กลุ่มที่เป็นผู้เช่าบ้าน จะได้รับการเยียวยาข้าวของ ทรัพย์สินที่เสียหายหรือไม่ เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งกรณีลักษณะนี้ เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม ประเด็นนี้รัฐจะแบ่งสัดส่วนระหว่างเจ้าของบ้าน กับผู้เช่าบ้านอย่างไร

ย้ำต้องยึดหลักเตรียมความพร้อม รับมือ ลดความเสี่ยง

ไมตรี ยังย้ำว่า ที่ผ่านมามีมติ ครม. สำคัญ ๆ ที่สร้างกลไกให้กับการเยียวยา รับมือภัยพิบัติ หนึ่งในนั้นคือ มติ ครม. 2 ธันวาคม 2568 ที่เห็นชอบข้อเสนอให้การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนและท้องถิ่นเป็นวาระสำคัญ เพื่อเน้นการป้องกันและสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่มากกว่าการรอจ่ายเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียว เพราะหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสูญเสียก็จะน้อยลง ดังนั้นจึงอยากให้ยึดหลักการเตรียมพร้อมรับมือก่อน แล้วค่อยให้ประกันภัยเป็นอีกทางเลือกของเครื่องมือเพื่อใช้ในการเยียวยา

“ต้องออกระเบียบข้อกำหนดกรอบให้ได้จริงจัง เพราะที่ผ่านมาการทำข้อมูลเยียวยาของรัฐมีความซับซ้อนหลายชั้น ตรวจสอบเยอะมาก จริง ๆ แค่ดูภาพถ่ายดาวเทียม ก็รู้เลยว่าเกิดตรงไหน แต่ไม่เคยทำได้จริง เช่นเดียวกับมติ ระบบราชการไทย การกำกับติดตาม ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ทุกอย่างยืดเยื้อ ไม่มีข้อบังคับ หย่อนยานทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจ”

ไมตรี จงไกรจักร์

การสื่อสารนโยบายยังไร้ความชัดเจน

ขณะที่ ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการอิสระด้านการจัดการภัยพิบัติ ยอมรับกับ The Active ว่า ประกันภัยแบบครัวเรือนเป็นนโยบายเชิงก้าวหน้า เพียงแต่การสื่อสารนโยบายไปสู่การปฏิบัติยังมองไม่เห็น เช่นกันกับการลดความเสี่ยงที่ยังไม่ถูกพูดถึง ถ้ามองในแง่วิชาการ หลักการทำประกันภัย ก็เพื่อสร้างมาตรการเชิงโครงสร้าง ช่วยลดความเสียหาย แต่ทำประกันภัยแล้วจะป้องกันตรงไหน ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญ

ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการอิสระด้านการจัดการภัยพิบัติ

หากมองประสบการณ์จากต่างประเทศจะพบว่า การทำประกันภัยลักษณะนี้ จะเป็นระบบร่วมจ่าย ไม่ใช่รัฐบาลที่ช่วยทั้งหมด แต่ละพื้นที่เบี้ยประกันความเสี่ยงก็ไม่เท่ากัน เช่น อยู่ในโซนติดแม่น้ำ กับ ไม่ติดน้ำ การไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงจะจ่ายเบี้ยน้อยกว่า ดังนั้นส่วนนี้รัฐต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่จะใช้วิธีไหน หรือรัฐจะสมทบเบี้ยประกันเท่าไหร่ สัดส่วนอย่างไร เพราะไม่เช่นนั้นเจ้าของพื้นที่เองจะไม่รับรู้ความเสี่ยง คิดว่ารอเคลมเงินประกันแล้วก็คุ้มค่า  ถ้าทำประกันให้ประชาชน ก็ต้องสร้างมาตรการรับรู้ความเสี่ยง ต้องร่วมจ่าย จะสัดส่วนเท่าไหร่ก็ต้องชัดเจน  

“นโยบายแบบนี้ เป็นการขายฝันที่ดี แต่จะไม่กระจายทุกพื้นที่ เพราะในความเป็นจริงภัยพิบัติไม่ได้เกิดทุกปี แต่ถ้าทำในพื้นที่ ที่ไม่ค่อยถูกให้ความสำคัญ เมืองเล็ก ๆ ตำบลเล็ก ๆ ไม่ใช้เมืองใหญ่ จะเกิดการเหลื่อมล้ำหรือไม่ เช่น ในพื้นที่ชายขอบเกิดเหตุดินถล่ม แต่กลับไม่ค่อยได้รับการโฟกัส เทียบเท่ากับพื้นที่เขตเมืองหากเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้น”

ศิรินันต์ สุวรรณโมลี

หน่วยงานรัฐขาดการทำงาน ลดความเสี่ยงระยะยาว

ศิรินันต์ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การป้องกันสาธารณภัยครึ่งหนึ่งเป็นหน้าที่ของ ปภ. ที่ทำเรื่องโครงการต่าง ๆ ในการลดความเสี่ยง ทำให้ความรุนแรงน้อยลง ช่วยลดผลกระทบได้ กรมโลกร้อน ก็ต้องมาแบ่งรับแบ่งสู้ จะปล่อยให้ ปภ. ทำเพียงหน่วยงานเดียวไม่ได้ ถ้าเป็นประเทศอื่นทุกหน่วยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประเมินความเสี่ยงจะร่วมมือกันทำงาน จัดการความเสียหาย แต่พอรวบไปที่เดียวให้บริษัทประกันภัย อาจจะ ก็จะไม่ถูกรวมในการเอาหน่วยงานอื่นมาแบ่งรับแบ่งสู้ ยังขาดการทำงานระยะยาว จัดการความเสี่ยงระยะยาว

นักวิชาการอิสระด้านภัยพิบัติ ยังยอมรับว่า ประเทศไทยยังแทบไม่สามารถขับเคลื่อนมาตราการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนได้ เช่น กรมโลกร้อน มีมาตรการลดโลกร้อน ก็ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นผล ที่สามารถประเมินความถี่ ความรุนแรงของภัยพิบัติ ในส่วนของ ปภ. เองอะไรที่ทำแล้วลดความเสี่ยงได้บ้าง เช่นเดียวกับ สทนช. ที่มีความสามารถบริหารจัดการน้ำ ช่วยลดความรุนแรงของน้ำท่วม น้ำแล้ง แต่ที่ผ่านมาก็ยังเกิดผลกระทบจากการบริหารจัดการน้ำในหลายพื้นที่ นี่คือสิ่งที่เป็นอยู่ หน่วยงานไทยเน้นแก้ไปทีละเปราะ ไม่ได้เน้นเชิงพื้นที่ ทำในลักษณะงานประจำเสียมากกว่า

ศิรินันต์ ยังย้ำถึงกลไก การดำเนินงานเชิงปัองกันในมิติการจัดการล่วงหน้า มีการป้องกันด้วยมาตรากรทางการเงิน มีงบประมาณเพื่อลดความเสี่ยง การคาดการณ์ เช่น เดือนหน้าพื้นที่ไหนเสี่ยงน้ำท่วม ตรงไหนฝนตกหนัก เสี่ยงท่วม เสี่ยงดินถล่ม เราต้องสามารถใช้กระบวนการ หรือกลไกทางการเงินมาช่วยลดความเสี่ยง ให้ชุมชนจัดการ พื้นที่ที่เกิดประจำ แต่ที่ผ่านมาแทบไม่เห็นกลไกการใช้งบฯ เพื่อวางแผนรับมือล่วงหน้า โดยส่วนใหญ่ งบฯ มักถูกนำมาใช้เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้ว

“การใช้เงินล่วงหน้า เราสามารถช่วยลดความเสี่ยงโดยไม่ต้องเสียดาย เช่น สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ใช้ได้ทุกวัน การออกแบบโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยง การใช้งบฯ ไปกับหอกระจายเสียงในชุมชน ให้ช่วยสื่อสาร ลดความเสี่ยงได้ด้วย การออกแบบสร้างบ้าน ในพื้นที่เสี่ยงจะออกแบบอย่างไรให้ทนต่อน้ำหลาก เป็นงบฯ ที่ต้องลงทุนให้กับพื้นที่ได้เตรียมพร้อมรับมือ ไม่ใช่แค่ทำบ้านชั่วคราว หรือแม้แต่ต้องทำโซนนิ่งใหม่เลย ซึ่งที่ผ่านมาแทบไม่มีการเตรียมรับมือเหล่านี้ เราถนัดโฟกัสการจ่ายเงินเยียวยา ให้คนที่รับเงินไปบริหารเงินเอง ทั้ง ๆ ที่ภาครัฐเป็นหน่วยความรู้วิชาการ แต่ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการลดความเสี่ยงที่ยั่งยืน”

ศิรินันต์ สุวรรณโมลี

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active