ไทยส่งอุยกูร์กลับจีน โอกาสที่สหรัฐฯ รอคอย ?

นักวิจัย ชี้ ไทยส่งอุยกูร์กลับจีน ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง ขัดแย้งสันติภาพโลก ส่อเจรจา FTA ล้มเหลว สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษี เชื่อ กระทบเศรษฐกิจไทย ไร้การลงทุน

วันนี้ (15 มี.ค. 68)  เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เผยแพร่คำแถลงการณ์ของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ วานนี้ (14 มี.ค. 68) เรื่อง การประกาศนโยบายจำกัดไม่ให้วีซ่าต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันที่มีส่วนในการร่วมมือหรือมีส่วนรับผิดชอบในการบังคับส่งชาวอุยกูร์ 40 คน กลับไปยังประเทศจีนเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ทั้งที่มีความเสี่ยงต้องเผชิญกับการถูกทรมานและบังคับสูญหาย

ย้อนไปก่อนหน้า (13 มี.ค. 68) สภายุโรป (European Parliament) ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย, ซูดาน และอาร์เซอร์ไบจาน โดยมีใจความประณามรัฐบาลไทย ถึงกรณีเดียวกัน และเรียกร้องให้ยุติการส่งตัวผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัย และนักโทษการเมืองกลับไปยังประเทศที่เสี่ยงอันตรายแก่ชีวิตซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของมนุษย์

ในกรณีดังกล่าว ฟากความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ หลายฝ่ายมีความกังวลว่า สหรัฐฯ อาจนำประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวมาเล่นงานไทย โดยใช้โอกาสนี้สร้างความชอบธรรมในการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้านำเข้าสินค้าจากไทยได้ เพราะขณะนี้ ไทยกำลังเป็น 1 ในประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯในลำดับที่ 11 จึงคาดว่าจะถูกจ่อขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยอยู่แล้ว

ขณะที่ ฝั่งของสหภาพยุโรป การกระทำดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี FTA ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (EU) เพราะผลการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้ขึ้นกับเเกณฑ์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับหลักการทางประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของประเทศภาคีด้วย

การตอบสนองจากยุโรปและอเมริกาต่อการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อมิติทางการค้าและเศรษฐกิจในประเทศไทยอย่างไร

บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยกับ The Active ว่าจากกรณีดังกล่าว แสดงถึงความละเลยเรื่องสิทธิมนุษยชน (human right) ของประเทศไทย ทั้งที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง จึงคาดว่าจะส่งผลกระทบทางการค้าระหว่างประเทศอย่างแน่นอน 

“ภาษีศุลกากรตอบโต้” (Reciprocal Tariffs) โอกาสที่สหรัฐฯ รอคอย ?

สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่ยินดีต้อนรับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ และเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกยุติการบังคับส่งตัวชาวอุยกูร์ที่ไม่ได้รับการคุ้มครองกลับประเทศจีน อย่างไรก็ตาม แม้แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯนี้ ยังไม่ได้มีการระบุรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยที่โดนมาตรการดังกล่าว แต่การติดสินใจของไทยในครั้งนี้จะกระทบไปถึงการค้าระหว่างประเทศด้วย

ในปี 2024 ไทยมีการเกินดุลทางการค้ากับสหรัฐฯ 4.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือนับเป็นประเทศลำดับที่ 11 จากประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ทั้งหมดทั่วโลก (และเป็นอันดับที่ 12 ในกลุ่มประเทศภายในอาเชียน โดยมีจีนเป็นอันดับ 1)

อุยกูร์
บุรินทร์ อดุลวัฒนะ
กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
Credit ภาพ : kasikornbank.com

“จากสถานการณ์การที่ไทยเกินดุลทางการค้ากับสหรัฐฯในเวลานี้ รวมถึงการที่ไทยยอมให้จีนเข้ามาใช้ประเทศไทยยเป็นฐานการผลิต ทำให้ดูเหมือนว่าไทยมีความเอนเอียงไปทางจีนมากว่า ต่อให้ไม่มีเรื่องอุยกูร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไทยก็มีความสุ่มเสี่ยงจากการตั้งกำแพงภาษีทางการค้าจากสหรัฐฯ อยู่แล้ว”

บุรินทร์ อธิบาย

บุรินทร์ มองว่า การส่งตัวอุยกูร์กลับจีนตอนนี้เป็นจังหวะที่ล่อแหลมเกินไป เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ทุกประเทศกำลังเผชิญกับนโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ ของอเมริกา

ในขณะที่เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนนี้ ไทยคงหนีไม่พ้นการขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ อย่างแน่นอน ทั้งจากการเสียดุลการค้ากับไทยอยู่แล้ว และยังเกิดกรณีเรื่องสิทธิมนุษยชนในครั้งนี้อีก

แต่หลังจากนั้นหากไทยมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีมาตรการแก้ไขที่เหมาะสมและเอื้อประโยชน์ อาจสามารถเจรจาอีกครั้งได้ ดังที่สหรัฐฯ เคยใช้กลเม็ดนี้กับประเทศอื่น ๆ ในอดีตมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม เคยมีบทเรียนจากการให้ความสำคัญนี้ของสหรัฐฯ มาแล้ว ดังที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศห้ามธุรกิจในสหรัฐฯ ทำการค้ากิจการจีนที่มีความเกี่ยวพันกับการใช้แรงงานบังคับในเขตมณฑลซินเจียง สืบเนื่องจากการเริ่มบังคับใช้กฎหมายปกป้องแรงงานบังคับอุยกูร์ (The Uyghur Forced Labor Prevention Act หรือ UFLP Act) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565

กระทบการเจรจา FTA ไทย-อียู 

การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการเจรจา FTA การส่งกลับชาวอุยกูร์ของไทยอาจทำให้การเจรจา FTA สะดุดหรือมีความล่าช้า

หากการเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-สหภาพยุโรปในครั้งนี้ไม่สำเร็จ ไทยอาจเสียโอกาสทางการค้าหลายมิติ ที่ผ่านมา มีความเห็นจากหลายภาคส่วนได้ยกตัวอย่างถึงการจัดทำ FTA ระหว่าง สหภาพยุโรป-เวียดนาม ที่บรรลุข้อตกลงและมีผลบังคับใช้ไปแล้วได้อย่างรวดเร็วโดยปราศจากประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนทั้งที่ศักยภาพทางการค้าของประเทศไทยมีสูงกว่าเวียดนาม

“หากการเจรจา FTA ไม่สำเร็จ เราจะเสียเปรียบประเทศอื่น ๆ รวมทั้งเวียดนาม ทั้งเรื่องการส่งออกและเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนในประเทศ ขาดโอกาสในการเปิดตลาด อีกทั้งประเทศไทยไ่ม่ได้ดึงดูดการลงทุนเท่าประเทศอื่น”

แม้จะมีคำยืนยันจาก พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่าจะมีการเริ่มเซ็นสัญญาประมาณปลายปีนี้ แต่เมื่อมีประเด็นการส่งตัวอุยกูร์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงคาดว่าการเจรจาดังกล่าวอาจต้องล่าช้าออกไปจนกว่าจะมีการแก้ไข ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียเปรียบในระยะยาว

“หากการเจรจา FTA นี้ไม่สำเร็จ อาจกระทบกับการส่งออกของไทย บางอุตสาหกรรมจะล้มหายตายจาก เงินลงทุนไหลออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่เดิมคาดหวังว่าหากการเจรจาเป็นผลสำเร็จ ไทยจะกลายเป็นฐานการผลิต การยกระดับจีดีพีของประเทศ นี่จึงถือเป็นความเสียหายด้านการค้าอย่างสูงของไทย”

บุรินทร์ อธิบาย

ยอมรับเศรษฐกิจทรุด ขอให้กระจายความเสี่ยง รอการเจรจา

ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดว่า การที่ไทยส่งตัวอุยกูร์กลับจีน จะนำไปสู่การเสียเปรียบทางการค้าทั้งจากฝั่งยุโรปและอเมริกาอย่างแน่นอน บุรินทร์ ชี้ถึงทางออกไว้ 2 ประการ ดังนี้

1. ไม่พี่งพาตลาดเดียว – จากเหตุการณ์ดังกล่าว ไทยคงไม่สามารถพึ่งพาตลาดใดตลาดเดียวได้อีกต่อไปแล้ว แต่จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยง (diversify) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ supply chain

2. สร้างความเข้มแข็ง กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและภูมิภาค – ที่ผ่านมา ไทยพึ่งพาความต้องการ (demand) จากต่างประเทศที่ควบคุมไม่ได้มากเกินไป

ท้ายที่สุดแล้ว ต้องยอมรับว่าการตัดสินใจของรัฐไทยในการส่งอุยกูร์กลับประทศจีนในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกินของไทยอย่างมหาศาล เนื่องจากขัดแย้งกับทิศทางของสังคมโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นที่ตั้ง 

แม้ว่าต่อจากนี้ ไทยอาจต้องเผชิญกับการถูกตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ การไม่บรรลุผลสำเร็จในการเจรจา FTA และการนำมาสู่การขาดนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งคงเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในเวลาไม่ช้า

ที่เหลือต่อจากนี้คงต้องอยู่ที่ว่ารัฐไทยจะทำการเจรจาอย่างไร เพื่อรักษาสมดุลทางการค้าระหว่าง 3 ประเทศ คือ สหรัฐฯ ยุโรป และจีน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active