ชูข้อเสนอสร้าง “กรุงเทพฯ เมืองสิทธิมนุษยชน” คุ้มครองคนได้จริง-เป็นธรรม

แอมเนสตี้ฯ – ภาคประชาสังคม ส่งเสียงถึงว่าที่ ผู้ว่าฯ กทม. ผลักดัน กรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หวังให้คำมั่นช่วยเหลือประชาชนโดยไม่มองเป็นงานสังคมสงเคราะห์ เดินหน้าจัดบริการสาธารณะ พื้นที่เมือง การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สวัสดิการ การมีส่วนร่วมของประชาชน

วันนี้ (20 มิ.ย. 69) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดเวทีสาธารณะ “วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน: กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ เพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องสิทธิมนุษยชนในชีวิตประจำวันและชวนสังคมตั้งคำถามว่า กรุงเทพฯ เมืองที่มีผู้คนหลากหลายอาศัยและทำงานอยู่ควรเป็นเมืองแบบไหน ?

แอมเนสตี้ เน้นย้ำว่า สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องกับบ้าน โรงเรียน ถนน ทางเท้า อากาศ พื้นที่สาธารณะ สุขภาพ การทำมาหากิน การชุมนุมประท้วงโดยสงบ และศักดิ์ศรีของผู้คนในชีวิตประจำวัน โดยเห็นว่า การเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพมหานคร พัทยา หรือเมืองไหน ๆ ก็ตาม ไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างตัวบุคคล แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เห็นวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร ตรวจสอบนโยบาย ตั้งคำถามต่อทิศทางการพัฒนาเมือง และมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ที่ตนเองอยู่อาศัย ทำงาน เรียนรู้ และใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของผู้คน ตั้งแต่บริการสาธารณะ พื้นที่เมือง ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา ความปลอดภัย การทำมาหากิน ไปจนถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

“การเลือกตั้งท้องถิ่นจึงไม่ใช่แค่การเลือกคนมาบริหารบ้านเมือง แต่คือโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะร่วมกันกำหนดว่า เมืองที่อาศัยอยู่จะถูกพัฒนาอย่างไรให้เกิดการมีส่วนร่วมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเมืองที่ดีไม่ควรวัดจากความทันสมัยหรือความเป็นระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดว่าเมืองนั้นเปิดโอกาสให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี เข้าถึงบริการ และมีเสียงในการตัดสินใจเรื่องที่กระทบชีวิตของตนเองมากน้อยแค่ไหน”

“สิทธิมนุษยชน” ต้องนำไปใช้ได้จริง ไม่ควรขึ้นอยู่กับใคร ? ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย บอกว่า การทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากนโยบายระดับชาติหรือคำมั่นสัญญาหรือคำประกาศของผู้นำเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากการทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชน ถูกนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของประชาชน ผ่านการทำงานของหน่วยงานท้องถิ่น นโยบายเมือง และบริการสาธารณะที่ผู้คนเข้าถึงอยู่ทุกวัน เพราะสิทธิมนุษยชนจะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อประชาชนสามารถสัมผัสได้จริงในชีวิต

“ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ประชาชนควรมีพื้นที่ในการรับฟัง เปรียบเทียบ ตั้งคำถาม และสะท้อนความต้องการของตนเองต่อนโยบายสาธารณะ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จึงไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของตัวบุคคล แต่ควรเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันวาระนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนที่กำหนดคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองทุกวัน”

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล

เพชรรัตน์ บอกด้วยว่า สิทธิมนุษยชนเป็นพันธกรณีที่รัฐไทยต้องเคารพและคุ้มครองในระดับชาติ แต่ในความเป็นจริงสิทธิเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงหรือถูกละเมิด เห็นได้จากการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ซึ่งกรุงเทพฯ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อบริการและโครงสร้างพื้นฐานที่มีคนเข้ามาใช้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นบริการสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ โรงเรียน ศูนย์บริการสาธารณสุข ทางเท้า สิ่งแวดล้อม ตลอดจนกลไกการรับฟังและตอบสนองต่อเสียงของประชาชน โดยบริการและนโยบายที่เกิดขึ้นคือจุดเชื่อมต่อระหว่างหลักสิทธิมนุษยชนกับชีวิตจริงของผู้คน และจะเป็นพื้นที่ที่สิทธิมนุษยชนต้องถูกแปลงจากหลักการบนกระดาษ ให้กลายเป็นบริการ การดูแล และการคุ้มครองที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม เท่าเทียม และจับต้องได้จริงในชีวิตประจำวัน

ที่ผ่านมามีบทเรียนจากเมืองสิทธิมนุษยชนในหลายประเทศ เช่น กวางจู ยอร์ก เวียนนา ลุนด์ และอูลานบาตาร์ ชี้ให้เห็นว่าเมืองสิทธิมนุษยชนไม่ได้เกิดจากผู้นำคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากการทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการบริหารเมือง ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคม และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง การมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ การให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนแก่เจ้าหน้าที่และประชาชน การประเมินผลกระทบของนโยบายเมือง และมีกลไกเยียวยาเมื่อสิทธิมนุษยชนถูกละเมิด

“กรุงเทพฯ ต้องไม่ทำให้วาระสิทธิมนุษยชนขึ้นอยู่กับผู้ว่าฯ กทม. คนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้สิทธิมนุษยชนกลายเป็นระบบของเมืองที่คุ้มครองผู้คนได้ต่อเนื่องและเป็นธรรม แม้ผู้นำจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวาระ”

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล

แอมเนสตี้ ประเทศไทย จึงเสนอว่า ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. พร้อมด้วยหน่วยงานของกรุงเทพฯ ควรร่วมกันผลักดัน “แผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ เมืองสิทธิมนุษยชน” ภายในปีแรกของวาระการบริหารเมือง โดยเชื่อมโยงกับอำนาจหน้าที่ แผนพัฒนาเมือง งบประมาณ และนโยบายของกรุงเทพฯ เพราะไม่ว่าผู้บริหารกรุงเทพฯ ชุดไหนจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง แผนดังกล่าวควรมีเป้าหมาย ตัวชี้วัด งบประมาณ หน่วยงานรับผิดชอบ กรอบเวลา และกลไกติดตามผลที่ประชาชนตรวจสอบได้

สวัสดิการ-ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แก้ปัญหา “คนไร้บ้าน”

อัจฉรา สรวารี มูลนิธิอิสรชน มองว่า ประเด็น คนไร้บ้าน และคนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ สวัสดิการและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการแก้ปัญหาไม่ควรหยุดอยู่แค่การช่วยเหลือเฉพาะหน้า หรือการจัดการที่ปลายเหตุ แต่ต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบที่ช่วยให้คนตั้งหลักชีวิตได้อีกครั้ง ทั้งในเรื่องที่อยู่อาศัย การมีงานทำ สุขภาพกายและใจ รวมถึงการได้รับการปฏิบัติอย่างเคารพศักดิ์ศรี

หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคนไร้บ้านคือ การป้องกันไม่ให้ใครต้องสูญเสียบ้านและครอบครัวตั้งแต่แรก เพราะเมื่อมีคนคนหลุดออกจากระบบความคุ้มครองแล้ว การกลับมาตั้งต้นใหม่จะยากและเจ็บปวดมากขึ้น ดังนั้น การแก้ปัญหาคนไร้บ้านจึงไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างเมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะกรุงเทพมหานครที่น่าอยู่ ไม่ใช่เมืองที่พยายามทำให้คนไร้บ้านหายไปจากสายตาในสังคม แต่คือเมืองที่ไม่มีใครถูกทอดทิ้ง เมื่อชีวิตต้องเจอกับวิกฤต

“คนไร้บ้านหรือคนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือเรื่องของสวัสดิการและศักดิ์ศรีของทุกคน การแก้ปัญหาในเรื่องนี้ในกรุงเทพฯ จะต้องทำให้คนเหล่านี้ตั้งหลักชีวิตได้อีกครั้ง ทั้งที่อยู่อาศัย งาน และสุขภาพ พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้ใครต้องสูญเสียบ้านหรือครอบครัวตั้งแต่แรก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของรัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อสร้างกรุงเทพมหานครที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” 

อัจฉรา สรวารี

กรุงเทพฯ เมืองที่ยังขาดความเท่าเทียม-อคติ-ตีตรา ?

จารุณี ศิริพันธุ์ เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ หรือ มูฟดิ ระบุว่า “กรุงเทพฯ ไม่ขาดความหลากหลาย แต่ยังขาดความเท่าเทียม” ที่ผ่านมาจะพบว่ากรุงเทพมหานคร เป็นบ้านของคนที่มีความหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศและของโลก แต่คนจำนวนไม่น้อยยังเจอกับอคติ การตีตรา และการเลือกปฏิบัติในการเข้าถึงบริการ การศึกษา การจ้างงาน การรักษาพยาบาล และการมีส่วนร่วมในสังคม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะอยู่ร่วมกับความแตกต่างได้อย่างไร แต่คือเราจะเปลี่ยนความหลากหลายที่มีอยู่ให้เป็นพลังของเมืองได้อย่างไร และทำอย่างไรให้กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่การเรียนรู้ เคารพความแตกต่าง ออกแบบบริการ นโยบาย และพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เพื่อก้าวสู่การเป็น Inclusive City เมืองที่ไม่เพียงยอมรับความแตกต่าง แต่พร้อมโอบรับและสนับสนุนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในเมืองอย่างเต็มศักยภาพ

“มูฟดิขอเชิญชวนผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครร่วมผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองต้นแบบแห่งความเท่าเทียมและการไม่เลือกปฏิบัติ ผ่านการพัฒนานโยบายและกลไกของเมือง การสนับสนุนการเรียนรู้ในสังคมพหุวัฒนธรรม การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพความหลากหลาย และการจัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้ที่เผชิญการเลือกปฏิบัติจากความแตกต่างหลากหลายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้กรุงเทพฯ พร้อมเป็นพื้นที่นำร่องรองรับกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในอนาคต เพราะเมืองที่น่าอยู่ที่สุด ไม่ใช่เมืองที่ทุกคนเหมือนกัน แต่คือเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย เท่าเทียม และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

จารุณี ศิริพันธุ์

ทำแท้งที่ปลอดภัยคือบริการสุขภาพพื้นฐานของคนกรุง

ชนฐิตา ไกรศรีกุล มูลนิธิทำทาง ระบุว่า กรุงเทพฯ จำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาวะที่ครอบคลุมและเท่าเทียมโดยเฉพาะสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย ผ่านการทำให้บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยเข้าถึงได้จริง ในฐานะเมืองหลวงที่มีประชากรอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นและมีความต้องการยุติการตั้งครรภ์สูงสุดในประเทศ มูลนิธิทำทางเสนอข้อเรียกร้องภายใต้แคมเปญ #กรุงเทพทำแท้งปลอดภัยโอกาสใหม่เป็นไปได้ เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานครขยายบริการทำแท้งที่ปลอดภัยในโรงพยาบาลรัฐสังกัดกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ทั้ง 13 แห่ง และศูนย์บริการสาธารณสุขในสังกัดสำนักอนามัยอีก 69 แห่ง เพื่อให้ผู้หญิงและผู้ตั้งครรภ์ไม่พร้อมสามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย ใกล้บ้านและปลอดภัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่ถูกตีตรา

ข้อเสนอดังกล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการมีบริการที่ทั่วถึง เข้าใจ ใช้ได้จริง และระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การตรวจอัลตราซาวด์ โดยมูลนิธิทำทางเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครประกาศจุดยืนว่า “การทำแท้งที่ปลอดภัยคือบริการสุขภาพพื้นฐานของคนกรุงเทพ” พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อลดอคติและการตีตราในสถานพยาบาล เพื่อย้ำว่าผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องทำให้บริการทำแท้งที่ปลอดภัย “เป็นไปได้จริง” สำหรับทุกคน

“ชีวิตที่ดีและลงตัวในกรุงเทพฯ จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อผู้ว่าฯ ทำให้การเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัยเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อให้ผู้ต้องการทำแท้งได้กลับมามีชีวิตที่สดใส แข็งแรงอีกครั้ง”

ชนฐิตา ไกรศรีกุล

ความหวัง สิทธิการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ธีรัตม์ พณิชอุดมพัชร์ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) ก็มองว่า หนึ่งในสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐ คือ “สิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงการศึกษา ที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการได้รับการคุ้มครองในการประกอบอาชีพอย่างเป็นธรรม สิทธิเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยการกำหนดและดำเนินนโยบายผ่านระบบรัฐสวัสดิการที่มุ่งดูแลผู้คนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สิ่งนี้ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นบทบาทสำคัญของหน่วยงานในระดับท้องถิ่น ในกรณีกรุงเทพฯ นับว่าเป็นเมืองที่มีประชาชนอาศัยและทำงานอยู่มากกว่า 10 ล้านคน ที่นี่จึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนานโยบายและบริการสาธารณะ เพื่อให้สิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คนในเมืองนี้

“ดังนั้น กรุงเทพมหานครคงไม่ใช่เป็นเพียงเมืองที่เน้นการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่เป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับนโยบายสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับให้เมืองมาดูแลชีวิตผู้คนทุกคน ทุกกลุ่ม เป็นเมืองที่ช่วยสนับสนุนให้คุณได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นเมืองที่มีหลักประกันดูแลคุณเมื่อเผชิญความเสี่ยง เป็นเมืองที่ช่วยดูแลคนในครอบครัวที่คุณรักในขณะที่คุณยังคงใช้ชีวิตในแบบที่เป็นคุณได้”

ธีรัตม์ พณิชอุดมพัชร์

หยุดพัฒนาเมืองที่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ

เนืองนิช ชิดนอก เครือข่ายสลัม 4 ภาค ระบุว่า คนจนเมืองคือผู้ร่วมสร้างเมือง ไม่ใช่ส่วนเกินที่เมืองจะไล่รื้อหรือผลักไสไปอยู่ที่ไหนก็ได้ กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองสิทธิมนุษยชนไม่ได้ ตราบใดที่ตึกสูงยังเติบโตบนการยึดคืนที่อยู่อาศัยของคนตัวเล็กตัวน้อย ความมั่นคงในที่อยู่อาศัยไม่ใช่ความเมตตา แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนต้องมี ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ต้องหยุดนโยบายพัฒนาเมืองที่ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ แล้วเปลี่ยนมาสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัยอย่างเป็นธรรมและยอมรับสิทธิชุมชนในการร่วมจัดการที่ดิน เพื่อให้เมืองนี้เป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

“ถ้ากรุงเทพฯ จะเป็นเมืองสิทธิมนุษยชน ต้องเริ่มจากการทำให้คนจนเมืองมั่นใจก่อนว่า พวกเขาจะมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และรู้ว่าคืนนี้จะมีบ้านที่ปลอดภัยให้กลับไปนอนได้โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะถูกไล่รื้อ หรือถูกทำให้ออกไปจากที่อยู่อาศัยของตัวเองในชุมชน”

เนืองนิช ชิดนอก

กรุงเทพฯ เมืองแห่งพื้นที่โอกาสคนตัวเล็กตัวน้อย

ขณะที่ จิตศักดิ์ แซ่ตั้ง รองประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย กรุงเทพมหานคร เผยว่า 10 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของผู้ค้าหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพมหานคร มีการคาดการณ์ว่ามีผู้ค้าหาบเร่แผงลอยหายไปจากเมืองหลวงมากกว่าครึ่งหรือราว 250,000 ราย หลายคนจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานออกจากกรุงเทพฯ เพื่อแสวงหา “เมืองที่ยังเปิดพื้นที่และโอบรับให้พวกเขาประกอบอาชีพได้” และแม้ว่ากรุงเทพฯ จะเคยเป็น “เมืองแห่งโอกาส” แต่ปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะโคม่า เพราะกำลังสูญเสียแรงงานและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งปัจจุบันมีคนทำงานให้เมืองลดลง และ จำนวนประชากรเกิดใหม่ก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้ตอนนี้กรุงเทพฯ เข้าสู่ภาวะน่าวิตกในระยะยาว

เขาได้ยกตัวอย่างชีวิตตัวเองว่า พ่อและแม่ของเขาสามารถเลี้ยงดูลูกได้ถึง 4 คน จากการขายข้าวมันไก่เพียงอาชีพเดียว จึงเชื่อว่าหาบเร่แผงลอยไม่ใช่แค่โซ่ข้อกลางที่เชื่อมระหว่างเกษตรกร โรงงานผู้ผลิต และผู้บริโภคในเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและความมั่นคงให้ครอบครัวไทยด้วย 

“หากเมืองอย่างกรุงเทพฯ ไม่มีพื้นที่ให้คนตัวเล็ก ๆ เมืองก็อาจจะไม่มีอนาคตสำหรับคนรุ่นต่อไป เพราะหาบเร่แผงลอยไม่ได้เป็นแค่คนขายอาหาร แต่เป็นผู้ทำให้อาหารราคาย่อมเยาเข้าถึงคนทุกกลุ่ม ช่วยลดภาระค่าครองชีพ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และเติมชีวิตชีวาให้กับทุกตรอกซอกซอย เมืองที่ไม่มีพื้นที่ให้หาบเร่แผงลอย อาจเป็นเมืองที่เป็นระเบียบขึ้น แต่ไม่ใช่เมืองที่ผู้คนเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้นเสมอไป” 

จิตศักดิ์ แซ่ตั้ง

แอมเนสตี้ฯ ชู 5 ข้อเสนอ สร้าง “กรุงเทพฯ เมืองสิทธิมนุษยชน” และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ แอมเนสตี้ ประเทศไทย มีข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน โดยย้ำว่าการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนต้องทำควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนทำงาน คนจนเมือง คนไร้บ้าน แรงงานข้ามชาติ คนพิการ ผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน ผู้หญิง ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ และกลุ่มที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง ทั้งหมด 5 ข้อ ดังนี้

  1. เมืองที่ทุกคนพูดได้อย่างปลอดภัย : กรุงเทพฯ ควรเป็นเมืองที่ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม วิพากษ์นโยบาย และมีส่วนร่วมต่ออนาคตของเมืองได้โดยไม่ต้องหวาดกลัว พื้นที่สาธารณะของเมืองควรเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถพบปะ เรียนรู้ และแสดงออกได้อย่างปลอดภัยและเท่าเทียม
  1. เมืองที่อำนวยความสะดวกต่อการชุมนุมโดยสงบ : แม้กรุงเทพฯ จะไม่ได้กำหนดกฎหมายหรือควบคุมการทำงานของตำรวจโดยตรง แต่ กทม. มีบทบาทสำคัญในการดูแลพื้นที่สาธารณะ ทางเท้า ถนน ความสะอาด ห้องน้ำ แสงสว่าง การแพทย์ฉุกเฉิน และความปลอดภัย เพื่อให้การใช้เสรีภาพของประชาชนเกิดขึ้นได้จริงและปลอดภัย
  1. เมืองที่ฟังเสียงทุกคนก่อนตัดสินใจ : การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ควรเป็นเพียงพิธีกรรม แต่ต้องเกิดตั้งแต่ต้นทางของการกำหนดนโยบาย โดยเฉพาะในประเด็นที่กระทบต่อชุมชน กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการพัฒนาเมือง
  1. เมืองที่บริการต้องไม่เลือกปฏิบัติ : ทุกคนต้องเข้าถึงบริการของ กทม. ได้อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่มีเอกสารครบ อยู่ในระบบ หรือเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย กทม. ควรพัฒนากลไกคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติในบริการของเมือง รวมถึงอบรมเจ้าหน้าที่ให้ให้บริการโดยเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  1. เมืองที่พัฒนาอย่างเป็นธรรมและไม่ผลักใครออกไป : กรุงเทพฯ ต้องพัฒนาโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นฐาน โดยเฉพาะสิทธิในที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ ความมั่นคงในการอยู่อาศัย และการคุ้มครองประชาชนจากการไล่รื้อโดยไม่เป็นธรรม โครงการพัฒนาเมือง ผังเมือง การจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ต้องไม่ทำให้คนจนเมือง ชุมชนรายได้น้อย คนไร้บ้าน แรงงานข้ามชาติ แรงงานนอกระบบ ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง ต้องสูญเสียบ้าน อาชีพ เครือข่ายชุมชน หรือการเข้าถึงบริการพื้นฐานของเมือง

นโยบายเหล่านี้ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นงานสังคมสงเคราะห์หรือความเมตตาช่วยเหลือประชาชน แต่ผู้ว่าฯ กทม. ต้องทำให้เกิดขึ้นตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่หน่วยงานท้องถิ่นสามารถทำได้ผ่านอำนาจหน้าที่ด้านบริการสาธารณะ การจัดการพื้นที่เมือง การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สวัสดิการ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการใช้งบประมาณของเมือง แอมเนสตี้ ประเทศไทย จึงเสนอให้ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ให้คำมั่นสัญญาต่อสาธารณะในการผลักดันให้ กรุงเทพฯ เป็นเมืองสิทธิมนุษยชน โดยต้องมีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 6 ข้อ ดังนี้

  1. แผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงกับอำนาจหน้าที่และแผนพัฒนาเมือง

  2. ตัวชี้วัดและงบประมาณที่ตรวจสอบได้

  3. กลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ชุมชน เยาวชน และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ

  4. การประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนก่อนโครงการพัฒนาเมืองสำคัญ

  5. ช่องทางร้องเรียนและการเยียวยาที่เข้าถึงได้จริง

  6. การให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนแก่เจ้าหน้าที่ กทม. โรงเรียน เยาวชน และประชาชน

“การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ คือโอกาสสำคัญในการยกระดับการพัฒนาเมือง จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างระบบเมืองที่เคารพ คุ้มครอง และทำให้สิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของทุกคน เพราะกรุงเทพฯ ที่ดี ไม่ใช่แค่เมืองที่ทันสมัยหรือเป็นระเบียบ แต่ต้องเป็นเมืองที่ ทุกคนมีบ้าน มีเสียง มีพื้นที่ มีบริการ มีโอกาส และมีศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียม”

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active